|
||||||||||||||
|
วิกฤติเศรษฐกิจ
และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
พลวัตเศรษฐกิจ : โดย ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ www.Anusornt4reform.com กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้าทั้งภายในภายนอกในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองสูง ใครจะเสนออะไรที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ก็จะถูกลากเอามาเป็นเงื่อนไขแห่งการต่อสู้ทางการเมือง โดยมิได้สนใจว่า ข้อเสนอดังกล่าวมีเนื้อหาสาระ เป็นประโยชน์ต่อชาติและราษฎรอย่างไร บทเรียนการเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจของท่านปรีดี เมื่อปี พ.ศ.2476 เป็นตัวอย่างที่สำคัญ ทุกๆ ครั้ง ที่มีการปฏิรูปหรือมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ มักจะมีแรงต้านเสมอ ผู้ริเริ่มเปลี่ยนแปลงต้องทนต่อแรงเสียดทานได้ ต้องมีความเสียสละอย่างสูงในทางส่วนตัวและครอบครัว ประวัติมักจะซ้ำรอยครั้งแล้วครั้งเล่า เราจึงควรศึกษาความเป็นมาทางประวัติให้ถ่องแท้ เพื่อเป็นบทเรียน ช่วงเวลาที่ "ปรีดี พนมยงค์" มีบทบาททางการเมืองอย่างโดดเด่น บนเส้นทางประชาธิปไตยไทย ด้วยบทบาทตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ มากมาย ตั้งแต่การอภิวัฒน์ 2475 จนถึง 8 พฤศจิกายน 2490 นั้น เป็นช่วงเวลาไม่ยาวนานนักเพียง 15 ปีเท่านั้น แต่รัฐบุรุษท่านนี้ก็ได้บรรลุภารกิจหลายประการเพื่อชาติ ราษฎรและระบอบประชาธิปไตย นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จนถึงการรัฐประหาร 2490 และทำให้ "ปรีดี" ต้องกลายเป็น "รัฐบุรุษพลัดถิ่น" ต้องระหกระเหินลี้ภัยทางการเมือง ไปอยู่ต่างแดนยาวนานกว่า 36 ปี และถึงแก่อนิจกรรม ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ประชาธิปไตยไทยที่ถูกสถาปนาโดย "คณะราษฎร" วันนี้อายุได้ 76 ปีแล้ว เส้นทางแห่งอนาคตของประชาธิปไตยไทยนั้น ยังมีความไม่แน่นอนสูงยิ่ง มีข้อเสนอเพื่อแสวงหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์บ้านเมืองมากมาย บางข้อเสนอดูเหมือนเนื้อหาย้อนยุคการเมืองกลับไปก่อนการอภิวัฒน์ 2475 เสียอีก ความประสงค์ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นประชาธิปไตยของปรีดีนั้น ต้องอาศัยการจัดวางรูปแบบการปกครอง ในระบอบใหม่ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และวางพื้นฐานหลายเรื่อง เพื่อให้เอื้ออำนวยต่อการปกครองแบบใหม่ หลังการอภิวัฒน์ 2475 นอกจากท่านปรีดีจะเห็นความสำคัญต่อการวางรากฐานประชาธิปไตยให้เข้มแข็งแล้ว ยังให้ความสำคัญต่อการศึกษา การต่างประเทศ และการวางแผนทางเศรษฐกิจ ในช่วงทศวรรษ 2470 นอกจากสยามจะเจอกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแล้ว ยังมีกระแสต่อต้านอภิสิทธิ์และสัมปทานผูกขาดต่างๆ ของนักธุรกิจฝรั่งในสยาม สภาวะดังกล่าวทำให้เกิดของกีดกันต่อการเติบโตของทุนสยาม หรือทุนจีนอพยพในสยาม พ่อค้าชาวตะวันตกได้รับสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ทำให้ได้เปรียบพ่อค้าไทยจีน สนธิสัญญาที่เราไปทำกับชาติตะวันตกแล้วเราเสียเปรียบและไม่ได้รับความเป็นธรรมถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้น กระแสเศรษฐกิจชาตินิยมเริ่มเกิดขึ้น กลุ่มพ่อค้าไทยจีนจำนวนไม่น้อยให้การสนับสนุนต่อขบวนการอภิวัฒน์ 2475 เพราะมองว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อาจนำมาสู่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและธุรกิจที่ดีขึ้น สองเดือนหลังการยึดอำนาจก็มีการเสนอให้มีการจัดตั้งสมาคม เพื่อสนับสนุนการบริโภคสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ โดยกลุ่มทุนท้องถิ่น มีความเคลื่อนไหวของนายมังกร สามเสน เสนอต่อรัฐสภาให้ก่อตั้งสภาแห่งชาติขึ้น เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศสยาม โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมธุรกิจภายในประเทศแข่งขันกับต่างชาติได้ การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าว จึงได้รับอิทธิพลทางความคิดจากชาตินิยมทางเศรษฐกิจ "ปรีดี" มีบทบาทการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจอย่างมาก ในฐานะ "มันสมอง" ของคณะราษฎร และในฐานะรัฐมนตรีคลังในระยะต่อมา ในช่วง 10 ปีแรกของการอภิวัฒน์ หน่วยงานทางเศรษฐกิจสำคัญหลายแห่งถูกจัดตั้งขึ้นมา จากการริเริ่มของ "รัฐบุรุษ" ท่านนี้ หากศึกษา ผลงาน บทบาท ความคิดของรัฐบุรุษท่านนี้พบว่า ท่านให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจโดยเฉพาะประเด็นความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจมากเป็นพิเศษ ความเอาใจใส่ต่อปัญหา "เศรษฐกิจ" และปัญหาปากท้องของประชาชน สะท้อนจากคำพูดของท่านที่กล่าวว่า "การเปลี่ยนแปลงการปกครองคราวนี้ ไม่ใช่ Coup d'Etat เป็น Revolution ในทางเศรษฐกิจ" พร้อมทั้งได้กำหนดหลักเศรษฐกิจไว้ในหลัก 6 ประการ ที่คณะราษฎรได้ประกาศในวันยึดอำนาจรัฐ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ด้วยว่า "จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำเศรษฐกิจแห่งชาติและความพยายามที่จะพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้า เพื่อสร้างความสุขสมบูรณ์ให้กับราษฎรในทางเศรษฐกิจ ถือเป็นเป้าหมายและวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งของปรีดี และคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คณะราษฎรได้พยายามที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งมีอยู่เดิมก่อนการอภิวัฒน์ 2475 โดยได้เริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจบางอย่าง เริ่มด้วยการลดภาษีที่ดินสำหรับปลูกข้าวลง 50% และยกเลิกการเก็บภาษีอากรบางประเภท ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2475 ทั้งได้ประกาศที่จะจัดทำเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติให้สำเร็จโดยเร็ว ในวันที่ 11 กรกฎาคม ได้มีประกาศพระราชบัญญัติยกเลิกภาษีสมพัตรสร นอกจากนี้ ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกันนั้น รัฐบาลก็ได้ปรับปรุงภาษีอากรธนาคารและการประกันภัย และได้ออกประกาศลดพิกัดเก็บเงินค่านา และลดภาษีโรงเรือนที่ดิน ส่วนแผนการในการปฏิรูปที่ดินในเค้าโครงสมุดปกเหลือง ถูกคัดค้านโดยกลุ่มเจ้านายที่ถือครองที่ดินจำนวนมาก และบรรดาผู้มีความคิดอนุรักษนิยมทางเศรษฐกิจ แผนการการปฏิรูปที่ดิน จึงไม่ประสบผลสำเร็จ การลดภาษีนอกจากจะเป็นมาตรการดูแลเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นมาตรการเพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองด้วย เพราะก่อนหน้านี้ รัฐบาลในสมัยรัชกาลที่หกก็ดี รัชกาลที่เจ็ดก็ดี รัฐบาลมีการจัดเก็บภาษีเพิ่มจำนวนมาก เนื่องจากประเทศมีปัญหางบประมาณขาดดุลเรื้อรังต่อเนื่อง มาตั้งแต่รัชกาลที่หก รัฐบาลในสมัยพระปกเกล้า ต้องเข้ามาแก้ปัญหาทางการคลังของประเทศ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยของราชสำนักในสมัยพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศยังถูกซ้ำเติมโดยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก จนรัฐบาลในสมัยรัชกาลที่เจ็ดต้องลดเงินเดือนข้าราชการ และดุลข้าราชการจำนวนหนึ่งออกจากงาน รัฐบาลคณะราษฎรจึงระมัดระวังเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ มีการดำเนินการปรับปรุงในด้านการจัดเก็บภาษีเพื่อแก้ปัญหาสถานะทางการคลัง ขณะเดียวกัน ลดแรงกดดันในหมู่ประชาชนต่อภาระภาษีที่มากขึ้น ช่วงต้นของการยึดอำนาจนั้น เศรษฐกิจไม่ดีและมีคนว่างงานจำนวนมาก การที่รัฐบาลยังไม่เร่งรัดวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติตามที่ได้สัญญาเอาไว้ตามหลัก 6 ประการ และการหางานให้ราษฎรทำ ที่เล่ามาทั้งหมดเพื่อบอกว่าเศรษฐกิจกับการเมืองนั้นแยกกันไม่ออก โดยเฉพาะในบางสถานการณ์ วิกฤติเศรษฐกิจนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ ขณะที่วิกฤติการเมืองก็นำมาสู่ความยากลำบากทางเศรษฐกิจได้เช่นกันครับ
|