หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
วิกฤติเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

พลวัตเศรษฐกิจ : โดย ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ www.Anusornt4reform.com  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้าทั้งภายในภายนอกในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองสูง ใครจะเสนออะไรที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ก็จะถูกลากเอามาเป็นเงื่อนไขแห่งการต่อสู้ทางการเมือง

โดยมิได้สนใจว่า ข้อเสนอดังกล่าวมีเนื้อหาสาระ เป็นประโยชน์ต่อชาติและราษฎรอย่างไร

บทเรียนการเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจของท่านปรีดี เมื่อปี พ.ศ.2476 เป็นตัวอย่างที่สำคัญ

ทุกๆ ครั้ง ที่มีการปฏิรูปหรือมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ มักจะมีแรงต้านเสมอ ผู้ริเริ่มเปลี่ยนแปลงต้องทนต่อแรงเสียดทานได้ ต้องมีความเสียสละอย่างสูงในทางส่วนตัวและครอบครัว

ประวัติมักจะซ้ำรอยครั้งแล้วครั้งเล่า เราจึงควรศึกษาความเป็นมาทางประวัติให้ถ่องแท้ เพื่อเป็นบทเรียน

ช่วงเวลาที่ "ปรีดี พนมยงค์" มีบทบาททางการเมืองอย่างโดดเด่น บนเส้นทางประชาธิปไตยไทย ด้วยบทบาทตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ มากมาย ตั้งแต่การอภิวัฒน์ 2475 จนถึง 8 พฤศจิกายน 2490 นั้น

เป็นช่วงเวลาไม่ยาวนานนักเพียง 15 ปีเท่านั้น

แต่รัฐบุรุษท่านนี้ก็ได้บรรลุภารกิจหลายประการเพื่อชาติ ราษฎรและระบอบประชาธิปไตย

นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จนถึงการรัฐประหาร 2490 และทำให้ "ปรีดี" ต้องกลายเป็น "รัฐบุรุษพลัดถิ่น" ต้องระหกระเหินลี้ภัยทางการเมือง ไปอยู่ต่างแดนยาวนานกว่า 36 ปี และถึงแก่อนิจกรรม ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ประชาธิปไตยไทยที่ถูกสถาปนาโดย "คณะราษฎร" วันนี้อายุได้ 76 ปีแล้ว เส้นทางแห่งอนาคตของประชาธิปไตยไทยนั้น ยังมีความไม่แน่นอนสูงยิ่ง มีข้อเสนอเพื่อแสวงหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์บ้านเมืองมากมาย บางข้อเสนอดูเหมือนเนื้อหาย้อนยุคการเมืองกลับไปก่อนการอภิวัฒน์ 2475 เสียอีก

ความประสงค์ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นประชาธิปไตยของปรีดีนั้น ต้องอาศัยการจัดวางรูปแบบการปกครอง ในระบอบใหม่ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และวางพื้นฐานหลายเรื่อง เพื่อให้เอื้ออำนวยต่อการปกครองแบบใหม่ หลังการอภิวัฒน์ 2475

นอกจากท่านปรีดีจะเห็นความสำคัญต่อการวางรากฐานประชาธิปไตยให้เข้มแข็งแล้ว ยังให้ความสำคัญต่อการศึกษา การต่างประเทศ และการวางแผนทางเศรษฐกิจ

ในช่วงทศวรรษ 2470 นอกจากสยามจะเจอกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแล้ว ยังมีกระแสต่อต้านอภิสิทธิ์และสัมปทานผูกขาดต่างๆ ของนักธุรกิจฝรั่งในสยาม สภาวะดังกล่าวทำให้เกิดของกีดกันต่อการเติบโตของทุนสยาม หรือทุนจีนอพยพในสยาม พ่อค้าชาวตะวันตกได้รับสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ทำให้ได้เปรียบพ่อค้าไทยจีน สนธิสัญญาที่เราไปทำกับชาติตะวันตกแล้วเราเสียเปรียบและไม่ได้รับความเป็นธรรมถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้น

กระแสเศรษฐกิจชาตินิยมเริ่มเกิดขึ้น กลุ่มพ่อค้าไทยจีนจำนวนไม่น้อยให้การสนับสนุนต่อขบวนการอภิวัฒน์ 2475 เพราะมองว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อาจนำมาสู่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและธุรกิจที่ดีขึ้น

สองเดือนหลังการยึดอำนาจก็มีการเสนอให้มีการจัดตั้งสมาคม เพื่อสนับสนุนการบริโภคสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ โดยกลุ่มทุนท้องถิ่น มีความเคลื่อนไหวของนายมังกร สามเสน เสนอต่อรัฐสภาให้ก่อตั้งสภาแห่งชาติขึ้น เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศสยาม โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมธุรกิจภายในประเทศแข่งขันกับต่างชาติได้

การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าว จึงได้รับอิทธิพลทางความคิดจากชาตินิยมทางเศรษฐกิจ

"ปรีดี" มีบทบาทการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจอย่างมาก ในฐานะ "มันสมอง" ของคณะราษฎร และในฐานะรัฐมนตรีคลังในระยะต่อมา

ในช่วง 10 ปีแรกของการอภิวัฒน์ หน่วยงานทางเศรษฐกิจสำคัญหลายแห่งถูกจัดตั้งขึ้นมา จากการริเริ่มของ "รัฐบุรุษ" ท่านนี้ หากศึกษา ผลงาน บทบาท ความคิดของรัฐบุรุษท่านนี้พบว่า ท่านให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจโดยเฉพาะประเด็นความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจมากเป็นพิเศษ

ความเอาใจใส่ต่อปัญหา "เศรษฐกิจ" และปัญหาปากท้องของประชาชน สะท้อนจากคำพูดของท่านที่กล่าวว่า "การเปลี่ยนแปลงการปกครองคราวนี้ ไม่ใช่ Coup d'Etat เป็น Revolution ในทางเศรษฐกิจ" พร้อมทั้งได้กำหนดหลักเศรษฐกิจไว้ในหลัก 6 ประการ ที่คณะราษฎรได้ประกาศในวันยึดอำนาจรัฐ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ด้วยว่า "จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำเศรษฐกิจแห่งชาติและความพยายามที่จะพัฒนาเศรษฐกิจให้เจริญก้าวหน้า เพื่อสร้างความสุขสมบูรณ์ให้กับราษฎรในทางเศรษฐกิจ ถือเป็นเป้าหมายและวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งของปรีดี และคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

คณะราษฎรได้พยายามที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งมีอยู่เดิมก่อนการอภิวัฒน์ 2475 โดยได้เริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจบางอย่าง เริ่มด้วยการลดภาษีที่ดินสำหรับปลูกข้าวลง 50% และยกเลิกการเก็บภาษีอากรบางประเภท ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2475 ทั้งได้ประกาศที่จะจัดทำเค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติให้สำเร็จโดยเร็ว ในวันที่ 11 กรกฎาคม ได้มีประกาศพระราชบัญญัติยกเลิกภาษีสมพัตรสร นอกจากนี้ ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกันนั้น รัฐบาลก็ได้ปรับปรุงภาษีอากรธนาคารและการประกันภัย และได้ออกประกาศลดพิกัดเก็บเงินค่านา และลดภาษีโรงเรือนที่ดิน

ส่วนแผนการในการปฏิรูปที่ดินในเค้าโครงสมุดปกเหลือง ถูกคัดค้านโดยกลุ่มเจ้านายที่ถือครองที่ดินจำนวนมาก และบรรดาผู้มีความคิดอนุรักษนิยมทางเศรษฐกิจ แผนการการปฏิรูปที่ดิน จึงไม่ประสบผลสำเร็จ

การลดภาษีนอกจากจะเป็นมาตรการดูแลเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นมาตรการเพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองด้วย เพราะก่อนหน้านี้ รัฐบาลในสมัยรัชกาลที่หกก็ดี รัชกาลที่เจ็ดก็ดี รัฐบาลมีการจัดเก็บภาษีเพิ่มจำนวนมาก เนื่องจากประเทศมีปัญหางบประมาณขาดดุลเรื้อรังต่อเนื่อง มาตั้งแต่รัชกาลที่หก

รัฐบาลในสมัยพระปกเกล้า ต้องเข้ามาแก้ปัญหาทางการคลังของประเทศ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยของราชสำนักในสมัยพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศยังถูกซ้ำเติมโดยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก จนรัฐบาลในสมัยรัชกาลที่เจ็ดต้องลดเงินเดือนข้าราชการ และดุลข้าราชการจำนวนหนึ่งออกจากงาน

รัฐบาลคณะราษฎรจึงระมัดระวังเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ มีการดำเนินการปรับปรุงในด้านการจัดเก็บภาษีเพื่อแก้ปัญหาสถานะทางการคลัง ขณะเดียวกัน ลดแรงกดดันในหมู่ประชาชนต่อภาระภาษีที่มากขึ้น

ช่วงต้นของการยึดอำนาจนั้น เศรษฐกิจไม่ดีและมีคนว่างงานจำนวนมาก การที่รัฐบาลยังไม่เร่งรัดวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติตามที่ได้สัญญาเอาไว้ตามหลัก 6 ประการ และการหางานให้ราษฎรทำ

ที่เล่ามาทั้งหมดเพื่อบอกว่าเศรษฐกิจกับการเมืองนั้นแยกกันไม่ออก โดยเฉพาะในบางสถานการณ์ วิกฤติเศรษฐกิจนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ ขณะที่วิกฤติการเมืองก็นำมาสู่ความยากลำบากทางเศรษฐกิจได้เช่นกันครับ