|
||||||||||||||
|
นโยบายดอกเบี้ยบนทาง
2 แพร่ง คุมเงินเฟ้อ
ปรับขึ้นก็เสี่ยง
ดึงลงก็ไม่ได้
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4019 (3219)
การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเศรษฐกิจเกิดใหม่ ทั้งกลุ่ม BRIC อันประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย จีน และอินเดีย เศรษฐกิจดาวรุ่ง อาทิ เวียดนาม และยุโรปตะวันออก ซึ่งส่งผลให้ความต้องการพลังงาน วัตถุดิบ สินค้าคอมโมดิตี้ต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ได้สร้างผลพวงที่คาดไม่ถึงนั่นคือ การปะทุเร็วของอัตราเงินเฟ้อโลก เมอร์ริล ลินช์ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อโลกมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นจาก 3.5% เป็น 5.8% ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 9 ปี โดยพบว่าเกือบ 2 ใน 3 ของเงินเฟ้อโลกมาจากเศรษฐกิจเกิดใหม่ ขณะที่ในบทวิเคราะห์ฉบับหนึ่งของมอร์แกน สแตนเลย์ พบว่า 50 ประเทศกำลังเผชิญกับเงินเฟ้อที่อัตราเติบโต 2 หลัก ซึ่งในจำนวนนั้นรวมถึงอินเดีย และรัสเซีย ในจีนดัชนีราคาผู้บริโภคอยู่ที่ 9% เพิ่มขึ้นจาก 3% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รัสเซียพุ่งขึ้นจาก 8% เป็น 14% ขณะที่ประเทศผู้ผลิตในกลุ่มประเทศรอบอ่าวเปอร์เซียอัตราเงินเฟ้อ ทะยานเป็น 2 เท่า ในละตินอเมริกาแม้อัตราเงินเฟ้อจะ ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับในอดีต แต่เวเนซุเอลา และอาร์เจนตินายังคงเป็น 2 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อ มากที่สุดที่อัตรา 29.3% และ 23% ตามลำดับ ปัญหาเงินเฟ้อกลายเป็นปัจจัยลบที่คุกคามต่อเศรษฐกิจ และครอบงำทิศทางของตลาดหุ้นในประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามท่ามกลางสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับมีปัญหาสินเชื่อตึงตัวในสหรัฐโหมแรงขึ้นอีกระลอก ทำให้รัฐบาล และธนาคารกลางของหลายประเทศมีความยากลำบากในการดำเนินนโยบายการเงิน โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือดอกเบี้ย ในการควบคุมเงินเฟ้อ บางประเทศธนาคารกลางลังเลใจที่จะขึ้นดอกเบี้ย หรือปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้น เพราะหากตัดสินใจดำเนินมาตรการ ต่อต้านเงินเฟ้ออย่างไม่รัดกุมเพียงพอ ผลกระทบที่ตามมาจะ ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ความกังวลต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และความพยายามควบคุมเงินเฟ้อด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย จึงเป็นเสมือน ทางสองแพร่งที่หลายประเทศตัดสินใจเลือกได้ยากว่าจะให้น้ำหนักทางเลือกใด ถึงจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศมากที่สุด ภาพอันขัดแย้งของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการเงิน ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบโลกแกว่งตัวเหนือ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงปรากฏให้เห็นเด่นชัดทั่วโลกในขณะนี้ จีน อินเดีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ รวมถึงบางประเทศใน ละตินอเมริกา ซึ่งถูกคุกคามด้วยเงินเฟ้อใกล้ 2 หลัก หรือเลย 2 หลัก ไปแล้วต้องเลือกการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ ลดอุณหภูมิความร้อนแรงของภาวะเงินเฟ้อ ยกตัวอย่าง สถานการณ์ล่าสุดในอินเดีย พบว่าดัชนีราคาค้า ส่งเพิ่มขึ้น 11.89% ในรอบ 1 ปี นับถึงสิ้นเดือนมิถุนายน ถือเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อที่เร็วที่สุดนับจากปี 2538 ในกรณีของอินเดียพบว่าเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเร็วเป็น 3 เท่าในช่วงเวลาเพียง 6 เดือน ธนาคารกลางอินเดียได้เริ่มขยับดอกเบี้ยขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดเงินเฟ้อลง โดยเมื่อเดือนที่แล้วธนาคารกลางได้ขยับดอกเบี้ยขึ้นถึง 2 ครั้งในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ไปอยู่ที่ 8.5% แม้แต่ธนาคารกลางแห่งยุโรปก็ไม่สามารถทนนิ่งเฉยได้ ตัดสินใจขยับอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานขึ้นไป 0.25% แล้วในเดือนนี้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของกลุ่มยูโรโซนไปอยู่ที่ 4.25% ปัญหาเงินเฟ้อในประเทศกำลังพัฒนา เป็นผลพวงมาจากความล่าช้าในการดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวด บางประเทศเลือกที่จะลดผลกระทบของเงินเฟ้อ ด้วยมาตรการควบคุมราคาและการอุดหนุน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวกลับทำให้ความต้องการไม่ได้ ลดลง ส่งผลให้ราคาอยู่ในระดับสูงต่อไป เอ็ดวิน ทรูแมน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ปีเตอร์สัน ให้ความเห็นว่า การชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมเงินเฟ้อไม่ให้ร้อนแรง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ จีน ในช่วงต้นปีจีนเผชิญอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในรอบ 12 ปี ที่ 8.7% แต่สามารถควบคุมเงินเฟ้อให้ชะลอความร้อนแรงลงมาที่ 7.7% ได้ในเดือนพฤษภาคม และมีแนวโน้ม จะลดลงต่อเนื่องอีกในเดือนมิถุนายน ทรูแมนยังเตือนว่า เงินเฟ้อได้กลายเป็นปัญหาระดับโลกไปแล้ว ซึ่งประเทศอุตสาหกรรมไม่สามารถแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้โดยลำพัง "เศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งชะลอการต่อสู้กับเงินเฟ้อ กำลังเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงักอย่างกะทันหัน หรือ hard landing" ธนาคารกลางเวียดนาม ได้รับอัตราดอกเบี้ยขึ้นจาก 12% เป็น 14% เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เปิดธนาคารให้ธนาคารพาณิชย์ ขยับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝาก สูงสุด 21% ต่อปี ในเดือนกรกฎาคม อินโดนีเซียได้ขยับดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นอีก เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน จาก 8.25% เป็น 8.75% จากการสำรวจของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก พบว่า นักเศรษฐศาสตร์ 16 ใน 20 ราย คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ จะปรับ ดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.25% ในสัปดาห์นี้ ขณะที่อีก 4 ราย เชื่อว่า ดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นอีก 0.50% ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้น ของฟิลิปปินส์ อยู่ที่ 5.25% ในปัจจุบัน แนวโน้มการปรับดอกเบี้ยของฟิลิปปินส์ มาจากแรงกดดันของเงินเฟ้อที่ขยับขึ้นผ่านเลข 2 หลัก ไปอยู่ที่ 11.4% ในเดือนมิถุนายน จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงสุดในรอบ 14 ปี ธนาคารกลางคาดว่า อัตราเงินเฟ้อตลอดปีของฟิลิปปินส์ จะอยู่ที่ระดับ 7-9% ในปีนี้ สำหรับญี่ปุ่น ธนาคารกลางตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ชั่วข้ามคืน ไว้ที่ระดับเดิม 0.5% เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม แม้จะวิกฤตกังวลกับภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มส่งสัญญาณคุกคามมากขึ้น โดยใน เดือนพฤษภาคม อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เพิ่มขึ้น 1.5% จากช่วงเดียวกัน ของปีก่อน แต่ธนาคารกลางญี่ปุ่นได้ให้น้ำหนักต่อความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มมีสัญญาณการชะลอตัวมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ธนาคารกลางหลายแห่งตัดสินใจลำบากที่จะขึ้นดอกเบี้ย ดังกรณีของธนาคารกลางสหรัฐ สัญญาณเงินเฟ้อที่ คุกรุ่นขึ้นทำให้นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐจะขยับดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้น ขึ้นเพื่อชะลอเงินเฟ้อ แต่หากพิจารณาจากปัจจัยลบ จากวิกฤตสินเชื่อที่เริ่มปะทุหนักในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีของ แฟนนี แม และ เฟรดดี แม็ก รวมถึงการเข้าควบคุมอำนาจบริหารของ อินดี แม็ก แบนคอร์ปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐต้องคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่อไปอีกระยะหนึ่ง สถานการณ์ในสหรัฐเป็นเช่นเดียวกับอังกฤษ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้นยังถูกตรึงไว้ที่ 5% หลังธนาคารกลางอังกฤษตัดสินใจว่า ความเสี่ยงจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจมีอันตรายมากกว่าการคุกคามของเงินเฟ้อ ในรัสเซียแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งเป็น 15% แล้ว แต่อัตรา ดอกเบี้ยกลับไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเงินเฟ้อ ธนาคารกลางรัสเซียเลือก ที่จะไม่แตะดอกเบี้ย แต่ใช้วิธีปล่อยให้ค่าเงินรูเบิลแข็งค่าขึ้นแทน หากนับถึงวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่รัสเซียปล่อยให้รูเบิลแข็งค่าเพื่อสกัดเงินเฟ้อ การใช้เครื่องมืออัตราแลกเปลี่ยน กำลังเป็นข้อเสนอที่เด่นชัดขึ้นจากกลุ่มนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อย ดังที่ จอร์จ โฮเกต นักวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุน ของสเตต สตรีต โกลบอล แอ็ดไวเซอร์ที่เสนอแนะว่า ประเทศผู้ส่งออกในเอเชียจำเป็นต้องดำเนินมาตรการต่อต้านเงินเฟ้อที่เข้มงวดขึ้น และแนวทางหนึ่งคือการปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้น โฮเกตคาดว่าจีนจะเลือกปรับค่าเงินหยวนให้แข็งขึ้นอีกครั้งเร็วๆ นี้ ซึ่งน่าจะเป็นในช่วงหลังการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 8-24 สิงหาคมนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ประเทศในเอเชียรายอื่นๆ อาจต้องดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนในลักษณะเดียวกันนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังในระยะสั้นนี้คือ ราคาน้ำมันดิบโลก ไมเคิล ฮาร์เนตต์ นักวิเคราะห์ตลาดหุ้นโลกของเมอร์ริล ลินช์ ตั้งข้อสังเกตว่า น้ำมันกำลังเป็นปัจจัยที่กำหนดการคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วโลก เมื่อราคาน้ำมันขยับไปที่ระดับหนึ่ง คนจะเริ่มคาดการณ์กันแล้วว่าอัตราดอกเบี้ยจะขยับขึ้นเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อ หน้า 2
|