หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
อุตสาหกรรมค้าปลีกคุกคามชุมชน

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4019 (3219)

อุตสาหกรรมค้าปลีก หรือห้างค้าปลีกยักษ์ที่มีโครงสร้างและ การบริหารงานแบบอุตสาหกรรม ได้คุกคามร้านค้าขนาดเล็กที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ และผู้จ้างงานที่ใหญ่ที่สุดให้ทยอยล้มหายตายจากไป

ปัญหานี้เกิดขึ้นในทุกประเทศ แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วรัฐบาลและชุมชน มีความเข้มแข็ง จึงมีกฎหมายออกมาควบคุมและตอนไม่ให้ห้างเหล่านี้ขยายตัว ในใจกลางเมือง และมีสัญญาซื้อขาย ที่เป็นธรรมกับผู้ผลิต

รายงานจากองค์กร Friends of the Earth เขียนโดย Vicki Hird ระบุว่า ในประเทศอังกฤษระหว่างปี 1997-2002 หรือ 5 ปี เมื่อห้างค้าปลีกยักษ์ หรือ อุตสาหกรรมค้าปลีกรุกไล่ร้านค้าปลีกย่อย มีร้านค้าปลีกย่อย 13,000 ร้านต้องปิด ตัวเองไป

ร้านประเภทนี้ คือ ร้านขายเนื้อ ร้านขายปลาสดและอาหารทะเล ร้านขายผักผลไม้ ร้านขายขนมและของว่าง ร้านขายของชำ และร้านขายของ เฉพาะอย่าง เช่นร้านขายน้ำหอม ร้านขายเครื่องเขียน ร้านขายเครื่องกีฬา ฯลฯ

ภาพข้างต้นกำลังเกิดขึ้นทุกวัน ในเมืองไทย

การจัดสัมมนาใหญ่ที่มีประเทศต่างๆ เข้าร่วมมากถึง 15 ประเทศเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีนายยรรยง พวงราช อธิบดีกรม การค้าภายใน ได้ปาฐกถาในงานสัมมนา "การแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกของภูมิภาคเอเชีย 15 ชาติ" ได้ตอกย้ำและชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของการขยายกิจการของห้างอุตสาหกรรมค้าปลีกที่ภาครัฐปล่อยปละ จนสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต คือร้านค้าปลีกรายย่อยต้องปิดกิจการไปเป็นจำนวนมาก

นายยรรยงกล่าวในงานว่า "ขณะนี้ ทั่วโลกประสบปัญหาด้านค้าปลีกเหมือนกัน โดยเฉพาะการขยายตัวของค้าปลีกขนาดใหญ่จนกระทบต่อค้าปลีกดั้งเดิม (โชห่วย) บิดเบือนกลไกตลาด หรือมีการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งจะส่ง ผลกระทบต่อการแข่งขันทางการค้า ระบบเศรษฐกิจ และผู้บริโภค"

น่าดีใจที่คำพูดนี้ออกมาจากปากของอธิบดีกรมการค้าฯ ซึ่งมีข้อมูลอยู่ในมือมากที่สุด ถ้าเป็นบุคคลอื่นพูดก็อาจจะถูก ห้างค้าปลีกยักษ์ฟ้องเรียกเงิน 100-1,000 ล้านบาทเอาง่ายๆ

นายยรรยงกล่าวต่อไปว่า "ขณะนี้ กรมได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ผลิต และเจ้าของสินค้าว่า ถูกเอารัดเอาเปรียบจากระบบค้าปลีกสมัยใหม่ หรือโมเดิร์นเทรดมากขึ้น โดยเฉพาะการบังคับให้รับคืนสินค้าที่ห้างไม่สามารถขายได้ ทั้งๆ ที่ห้างเป็นฝ่ายสั่งซื้อจำนวนมากเอง บังคับให้นำสินค้าเข้าร่วม รวมทั้งบังคับให้ผู้ผลิตต้องแลกเปลี่ยนซื้อสินค้าหรือบริการในห้างเป็นการตอบแทน"

ไม่เพียงเท่านั้น นายยรรยงกล่าวต่อกับ ผู้ร่วมสัมมนา "มีการบังคับให้เชื่อมโยงระบบไอทีของห้างแล้วคิดค่าบริการ หรือใช้พนักงานของผู้ขายสินค้าชนิดที่นอกเหนือจากสินค้าของตน ซึ่งทำให้ผู้ผลิตต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น เป็นการเอาเปรียบทางการค้าอย่างมาก"

สิ่งที่นายยรรยง พวงราช อธิบดี กรมการค้าเปิดเผยออกมาทำให้หวน ระลึกถึง "ยุคทาส" หรือ "ยุคล่าอาณานิคม" ที่ดูเหมือนถูกฟื้นคืนมาให้สังคมไทยใหม่ใน พ.ศ.นี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ ไม่น่าเชื่อว่า ในยุคที่เราภาคภูมิใจว่าเป็น "นิติรัฐ" แต่ระบบข้างต้นยังสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีการลงโทษ

ความสำคัญของระบบเศรษฐกิจ

ของการค้าปลีกไทย

ภาพรวมการค้าปลีกค้าส่งของไทย ข้อมูลของบริษัท เอซี นีลเส็น และสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ระบุว่าส่วนแบ่งการตลาดของค้าปลีกสมัยใหม่ ในปี 2549 มีมูลค่าหรือยอดขายรวม 4.8 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 34.2% ของมูลค่าทางธุรกิจการค้าปลีกค้าส่งรวมทั้งหมดประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท โดยจำนวนลูกค้าของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ตกประมาณ 80 ล้านราย ต่อเดือน (นับจากจำนวนใบเสร็จ)

ข้อมูลข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจ ค้าปลีกสมัยใหม่ซึ่งกำส่วนแบ่งตลาดอยู่ 34.2% นั้น ตกอยู่ในมือของกลุ่มทุนต่างชาติที่เป็นผู้นำในธุรกิจนี้ 4 รายหลัก คือ เทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี, แม็คโคร และคาร์ฟูร์

ชุมชนกับระบบค้าปลีก

การขยายสาขาของธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ในปัจจุบัน นอกจากจะขยายสาขาไปตามจังหวัดต่างๆ แล้ว ยังมีการขยายสาขาลงไปยังอำเภอและชุมชนอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยปรับลดและเปลี่ยนประเภทจากห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือดิสเคานต์สโตร์ เป็นร้านขายปลีกขนาดเล็ก จำหน่ายสินค้าราคาถูก หรือดิสเคานต์ คอนวีเนี่ยน สโตร์ ทำให้เกิดผลกระทบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งดั้งเดิมที่เป็นของคนไทยในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก

ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งว่ามีความเกี่ยวข้องกับประชาชนทุกคน มีบทบาทและมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เนื่องจากมูลค่าภาคการค้าปลีกค้าส่งของไทยสูงเป็นอันดับสองรองจากภาคอุตสาหกรรม ในปี 2549 ธุรกิจนี้มีมูลค่ารวม 1.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14.27 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพี

คุณศิริพล ยอดเมืองเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงผลกระทบแนวราบที่เกิดขึ้นกับ ผู้ค้าปลีก ว่า เมื่อวัดอำนาจตลาดจาก ยอดขายรวมของซัพพลายเออร์ว่าขายให้กับใคร พบว่า เมื่อก่อนร้านค้าปลีกสมัยใหม่มีส่วนแบ่งตลาด 35% โชห่วยมี 65% แต่ตอนนี้ร้านค้าปลีกสมัยใหม่มีส่วนแบ่งตลาด 65% ส่วนโชห่วยมี 35% และข้อมูลในปี 2549 ชี้ว่า ประเทศไทยมีดิสเคานต์สโตร์รวมกันทั้งหมด 196 แห่ง แต่มีความเป็นเจ้าของ (ownership) เพียง 4 รายเท่านั้น ได้แก่ เทสโก้ 91 แห่ง บิ๊กซี 53 แห่ง แม็คโคร 29 แห่ง และคาร์ฟูร์ 23 แห่ง การกระจุกตัวของความเป็นเจ้าของจะทำให้ดิสเคานต์สโตร์เหล่านี้สามารถคุมตลาดได้ทุกส่วน

เมื่อต้นปี 2550 ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและแฟรนไชส์สากล และศูนย์วิจัยพฤติกรรมบริโภค คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม สำรวจและวิจัยผลกระทบจากการเติบโตของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่มีต่อร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมในเขตกรุงเทพฯ โดยสุ่มตัวอย่างจากร้านโชห่วยที่เปิดดำเนินการมา 1 ปีขึ้นไปจำนวน 400 ร้าน พบว่าร้านค้าปลีกสมัยใหม่ประเภทไฮเปอร์มาร์ต ส่งผลกระทบ ต่อร้านโชห่วยมากที่สุดร้อยละ 34% รองลงไปเป็นร้านสะดวกซื้อ ร้อยละ 26 และซูเปอร์มาร์เก็ต ร้อยละ 14

ผลสำรวจยังระบุว่า ในเขตกรุงเทพฯ ขณะนี้ร้านโชห่วยต้องเลิกกิจการ คิดเป็นสัดส่วน 40% ในจำนวนนี้กว่าครึ่งหนึ่ง ปิดตัวเองและอีกครึ่งหนึ่งหันไปทำธุรกิจอื่น

ส่วนพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากโชห่วยและห้างค้าปลีกยักษ์ ขณะนี้มีสัดส่วนเท่ากัน 50 : 50 แต่คาดว่าภายใน 3-5 ปี โมเดิร์นเทรดจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 80%

หากประเมินผลกระทบจากตัวเลข ข้างต้น จำนวนร้านค้าปลีกรายย่อยที่ได้รับ ผลกระทบจากการขยายตัวของห้างค้าปลีกยักษ์มีจำนวน 680,000 ร้าน และจำนวนตลาดสด 125,000 ตลาด (เอกสารของสมาคมผู้ค้าปลีกไทย 2550 และรายงานของ A.C. Neilsen) แต่ละตลาดสดมีแม่ค้าไม่ต่ำกว่า 50 ราย หากตลาดต้องปิดตัว ลงหมด จะมีพ่อค้าแม่ค้าหมดอาชีพจำนวน 6.25 ล้านคน หากแต่ละพ่อค้าแม่ค้ามีครอบครัวที่ต้องเลี้ยงรายละ 3 คน ก็จะมี ผู้ได้รับผลกระทบมากถึง 18.75 ล้านคน บวกกับร้านโชห่วยที่เลี้ยงคนอีกร้านละ 3 คน ก็จะมีผู้ได้รับผลกระทบรวมกัน 20.79 ล้านคน (โจรอาจจะเต็มบ้านเต็มเมืองมากกว่านี้หลายเท่า-รั้วเหล็กของบ้านที่มีไว้กันขโมยก็อาจจะถูกขโมยถอดเอาไปขาย)

ขายถูกจริงหรือ

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11071 รายงานว่า "ขณะนี้กรมการค้าภายในกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงและ พฤติกรรมดำเนินการค้าไม่เป็นธรรมของรายการส่งเสริมการขาย "โรลแบ็ค" ของห้างเทสโก้ โลตัส ซึ่งถูกกว่าราคาปกติหลายเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผ่านสายด่วน 1569 ว่าไม่สามารถซื้อสินค้าได้ตามที่ห้างโฆษณาไว้ โดยอ้างว่าสินค้ามีจำนวนจำกัดหรือขายหมดแล้ว"

"นอกจากนั้น ยังได้รับการร้องเรียนจากผู้ผลิตสินค้าบางรายการว่า แคมเปญส่งเสริมการขายของห้างโลตัส ผิดกฎหมายตามแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (ไกด์ไลน์) สำหรับธุรกิจค้าปลีก ในประเด็นการขายต่ำกว่าทุน หรือกดราคาขายต่ำกว่าราคาที่ผู้ผลิตจัดจำหน่ายเอง ทำให้กระทบต่อการค้ากับพันธมิตรรายอื่นๆ"

"บางรายการสินค้าขัดกับภาวะความเป็นจริง อย่างน้ำมันพืชในแคมเปญ โรลแบ็คขายขวด (ขนาด 1 ลิตร) ละ 36 บาท ต่ำกว่าราคาแนะนำที่ผู้ผลิตแจ้งไว้กับกรม ขณะที่ผู้ผลิตน้ำมันพืชเองก็กำลังยื่นเรื่องขอปรับขึ้นราคาจากต้นทุนการผลิตเกิน 42 บาท/ขวด จึงจำเป็นต้องปรับราคาขายปลีกเกิน 50 บาท/ขวด ไม่เช่นนั้นอาจจำเป็นต้องปิดกิจการ ซึ่งกรณีนี้ถือว่า เข้าข่ายทำลายตลาดโดยการดัมพ์ราคาขาย ประชาชนก็ร้องเรียนไปแล้วไม่ได้ของ ก็ต้องซื้ออย่างอื่นแทน ถือว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน"

กรมการค้าภายในมีไกด์ไลน์ค้าปลีก ซึ่งไม่มีการกำหนดบทลงโทษ แต่หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษ ตามมาตรา 29 ว่าด้วยปฏิบัติการค้าไม่เป็นธรรม ปรับ ไม่เกิน 6 ล้านบาท จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

สาระสำคัญ 8 ข้อหลักของไกด์ไลน์ธุรกิจค้าปลีก ประกอบด้วย 1.การกำหนดราคาที่ไม่เป็นธรรม คือ ขายต่ำกว่าทุน หรือการซื้อขายสินค้าในราคาต่ำกว่าราคาปกติในท้องตลาด 2.การเรียกผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรม 3.การคืนสินค้าที่ไม่เป็นธรรม 4.การใช้สัญญาขายฝากที่ไม่เป็นธรรม 5.การบังคับซื้อหรือขายหรือชำระค่าบริการที่ไม่เป็นธรรม 6.การใช้พนักงานของบริษัทผู้ผลิตสินค้าให้ผลิตสินค้าให้โดยไม่เป็นธรรม 7.การปฏิเสธซื้อสินค้าที่สั่งให้ผู้ผลิตผลิตให้ เช่น สั่งผลิตสินค้าเฮาส์แบรนด์ 1 แสนชิ้น แต่รับซื้อจริงเพียง 2 หมื่นชิ้น เป็นต้น และ 8.การปฏิบัติไม่เป็นธรรมของผู้ค้าปลีกที่เป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น

เป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่มีไกด์ไลน์ ค้าปลีกซึ่งหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษ ตามมาตรา 29 ว่าด้วยปฏิบัติการค้าไม่เป็นธรรม ปรับไม่เกิน 6 ล้านบาท จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ แต่ไม่เคยนำมาใช้ลงโทษพฤติกรรมของอุตสาหกรรมค้าปลีกทั้งๆ ที่มีผู้ร้องเรียน และมีการประท้วง และมีการฟ้องศาลทั่วประเทศ

เอกราชของชาติที่เราภาคภูมิใจนักหนาฤๅจะสูญไปแล้วหรือครับ

หน้า 37