หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
นิติศาสตร์แนวพุทธ วิธีคิดกระบวนระบบ

โดย โสต สุตานันท์  มติชนรายวัน  วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11086

สืบเนื่องจากผู้เขียนได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่อง วิธีคิดกระบวนระบบ หรือ systems thinking ซึ่งเขียนโดยอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ เห็นว่า มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจ จึงขอนำแง่คิด มุมมอง ในบางประเด็น มาวิเคราะห์ วิจารณ์ และแลกเปลี่ยนความคิด ความเห็นกับท่านผู้อ่าน

เพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ ขอนำเสนอด้วยแผนภูมิภาค 2 ภาพ คือ

วิธีคิดกระบวนระบบมองระบบด้วยวิธีคิด 4 ระดับ ซึ่งเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็ง ตามภาพที่ 1 อธิบายได้ดังนี้ คือ

1) ระดับปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ คือ สิ่งที่ปรากฏออกมาให้เห็นได้ด้วยสายตาหรือด้วยการรับรู้ในระดับเบื้องต้น เช่น เหตุการณ์ก่อความไม่สงบในภาคใต้ ไข้หวัดนก การทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นต้น

2) ระดับแนวโน้มและแบบแผน คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก จนทำให้เรามองเห็นแนวโน้มการเกิดของเหตุการณ์ได้ เช่น ช่วงปีใหม่หรือสงกรานต์จะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจำนวนมาก ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำสถิติคดีอาญาจะเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เป็นต้น

3) ระดับโครงสร้าง คือ สิ่งที่เป็นตัวกำหนดแบบแผนพฤติกรรมและสิ่งที่แสดงออกมาซึ่งปรากฏให้เห็น (ตามระดับ 1 และ 2) เช่น โครงสร้างของเศรษฐกิจ การเมือง สังคม หรือ โครงสร้างระเบียบ กฎหมายต่างๆ เป็นต้น

4) ระดับภาพจำลองความคิด คือ วิธีคิดของคน โดยเฉพาะบุคคลที่มีบทบาทในการกำหนดโครงสร?างของสังคม (ตามระดับ 3) ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคน เช่น ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณี ค่านิยม อุดมการณ์ ลักษณะนิสัยของชาติพันธุ์ ทฤษฎี หรือองค์ความรู้ต่างๆ เป็นต้น

จากคำอธิบายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า โดยทั่วไปเราจะมองเห็นปัญหาต่างๆ ได้ชัดเจนในระดับของปรากฏการณ์เท่านั้น เปรียบเสมือนการมองเห็นภูเขาน้ำแข็งเฉพาะในส่วนที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเล หากเราต้องการมองเห็นภูเขาน้ำแข็งข้างใต้ลงไปก็คงต้องใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เข้าช่วย

ขณะเดียวกันการที่เราจะสามารถมองเห็นปัญหาที่สลับซับซ้อนหรืออยู่ลึกลงไปจากระดับปรากฏการณ์ก็คงต้องใช้ "ปัญญา" เป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือนำทาง

ในการแก้ไขปัญหาของสังคมไทยเราที่ผ่านมา ผู้เขียนเห็นว่าส่วนใหญ่เราจะพยายามแก้ไขปัญหา โดยมองข้อเท็จจริงเพียงแค่ 3 ระดับ คือ ระดับ 1-3 เท่านั้น ส่วนระดับที่ 4 ซึ่งเป็นระดับที่สำคัญที่สุดเพราะถือว่าเป็นรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหาต่างๆ แทบทุกเรื่อง สังคมเรากลับให้ความสนใจน้อยมาก

อย่างเช่น ปัญหาเรื่องไฟไหม้ในช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือปัญหาในเรื่องอุบัติเหตุในช่วงสงกรานต์ หากไล่ระดับของปัญหาลงไปก็จะเห็นว่าต้นเหตุแห่งปัญหาที่แท้จริงเป็นเรื่องของความเชื่อ ค่านิยม และวัฒนธรรมประเพณี

หรือปัญหาเกี่ยวกับเรื่องระบบการเลือกตั้ง ที่ผ่านมาจะเห็นว่าเราเคยทดลองใช้มาหลายรูปแบบ ทั้งแบ่งเขต รวมเขต เขตเดียวเบอร์เดียว หรือเขตเดียวหลายเบอร์ ท้ายที่สุด ปัจจุบันนี้ก็กลับไปใช้ของเดิมอีก ซึ่งก็คาดว่า คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่สำคัญ คือ การทุจริต หรือ ซื้อสิทธิ ขายเสียงได้

ทั้งนี้ ก็เนื่องจากว่าแท้จริงแล้วปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวระบบกฎหมาย แต่เป็นปัญหาในเรื่องของวิธีคิดของคนในสังคมมากกว่าซึ่งแทนที่เราจะแก้ปัญหาให้ตรงจุด ด้วยการพยายามแก้ที่คน กลับไปโทษระบบให้เป็นแพะรับบาปครั้งแล้วครั้งเล่า

วันก่อนระหว่างรับประทานอาหารเย็นกับครอบครัว ผู้เขียนได้ลองถามลูกชาย (อายุ 14 ปี) เกี่ยวกับเรื่องปัญหาเขาพระวิหารเล่นๆ ว่า มีความเห็นอย่างไร

ลูกชายได้ถามกลับผู้เขียนว่า หากปราสาทพระวิหารไม่ได้รับการพิจารณาให้เป็นมรดกโลก เราจะได้ประโยชน์อะไร หรือหากได้รับการพิจารณาเราจะเสียประโยชน์อะไร

ผู้เขียนก็ตอบลูกชายไปเท่าที่จะคิดได้ในขณะนั้น โดยไม่ได้จริงจังอะไรมากนัก อย่างไรก็ตาม ก็มีความรู้สึกว่าตนเองได้ให้คำตอบกับลูกด้วยเหตุผลที่ไม่ค่อยจะชัดเจนซักเท่าไหร่

ต่อมาด้วยความที่มีข่าวติดต่อกันหลายวัน มีผู้คนออกมาแสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆ นานา ผู้เขียนจึงลองนำเรื่องดังกล่าวมาคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบอีกครั้งหนึ่ง โดยถามตัวเองว่า สมมุติว่าเราจะแก้ไขปัญหาด้วยวิธีคิดตามวิถีทางแห่งพุทธ ด้วยการแสดงมุทิตาจิตแจ้งไปยังเขมรว่า เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เขมรจะยื่นขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก พร้อมทั้งแสดงออกถึงการไม่ติดใจเรื่องราวในอดีตและการเสียสละด้วยการแจ้งความประสงค์ไปว่า เพื่อความสมบูรณ์ของมรดกโลกชิ้นนี้ ไทยขอบริจาคพื้นที่รอบๆ ปราสาทพระวิหารให้แก่เขมรเพื่อนำไปขึ้นทะเบียนด้วย

นอกจากนั้น เราอาจยื่นข้อเสนอไปอีกว่า ในอนาคตไทยกับเขมรว่าจะร่วมมือกันสร้างแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ระหว่างปราสาทพระวิหารกับโบราณสถานอื่นๆ รวมทั้งวิถีชีวิตของชุมชนทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน

ทำอย่างนี้ แล้วเราจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์อะไรบ้าง

คำตอบที่ได้กับตัวเองก็คือ เราน่าจะได้ประโยชน์หลายประการ

เป็นต้นว่า ความเป็นมิตร ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างไทยกับเขมร ซึ่งก็แน่นอนว่าย่อมส่งผลถึงประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ สังคม การท่องเที่ยว ตามแนวชายแดน และประโยชน์ของนักธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในเขมรด้วย

และที่สำคัญที่สุด ผู้เขียนเห็นว่าประเทศไทยน่าจะได้รับการยกย่องชมเชยจากชาวโลก ที่เราคิดแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการที่สันติและสร้างสรรค์

และนั่นย่อมหมายถึงเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน

อีกทั้งยังเห็นว่า แนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว น่าจะเป็นตัวอย่างของการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศที่คลาสสิคที่สุดเรื่องหนึ่งอันจะได้รับการกล่าวขาน และเป็นกรณีประวัติศาสตร์ ให้ชาวโลกได้ศึกษาเรียนรู้กันอีกหลายร้อยหลายพันปีเลยทีเดียว

ส่วนประโยชน์ที่จะสูญเสียไปนั้น จนถึงขณะนี้ผู้เขียนก็ยังคิดไม่ออกว่ามีอะไรบ้าง แต่ก็คิดว่าหากจะมีก็คงเป็นเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น ถ้าเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่จะได้มาดังกล่าว

ผู้เขียนยอมรับว่าสำหรับปุถุชนคนธรรมดาหรือมนุษย์โลกทั่วไปนั้น ความรู้สึกที่เรียกว่า "ตัวกู ของกู" เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจมนุษย์ให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความหมาย แต่คำว่าตัวกู ของกูก็มีนัยยะอยู่ 2 ด้าน คือ ด้านบวก กับ ด้านลบ

อย่างไหนเป็นบวก อย่างไหนเป็นลบ พิจารณาได้ไม่ยาก

หากการแสดงออกหรือวิธีการให้ได้มาเพื่อตัวกู ของกูนั้น เป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและส่วนรวม ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ย่อมแสดงว่าเป็นด้านบวก

แต่หากทำให้ตนได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว โดยคนอื่นหรือส่วนรวมเสียหาย หรือทำให้ทั้งตัวเองและคนอื่นเดือดร้อนเสียหายทั้งสองฝ่าย ย่อมเป็นด้านลบ

ตัวอย่างของการยึดมั่นถือมั่นในตัวกู ของกู ที่มีคุณค่าในทางบวก เช่น ความสำนึกหวงแหนในเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม ภาษา หรือการประหยัดพลังงาน เป็นต้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องพึงตระหนักอยู่เสมอว่าในทางพุทธนั้นไม่ว่าจะเป็นด้านบวกหรือด้านลบมันหนักทั้งคู่ เพียงแต่ว่าตัวกู ของกูในด้านลบย่อมหนักกว่าตัวกู ของกูในด้านบวกมากมายหลายร้อยหลายพันเท่า

หนักไม่หนักผู้อ่านก็คงจะสัมผัสรับรู้ได้ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเครียดกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง

สำหรับภาพที่ 2 อธิบายได้ว่า ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเสมอ ดุจดั่งคำกล่าวที่ว่า "เราไม่สามารถเด็ดดอกไม้ โดยไม่ให้กระเทือนถึงดวงดาวได้"

ในการลงมือแก้ไขปัญหาแต่ละเรื่องนั้น แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย ไม่มากก็น้อย ทั้งแง่บวกและแง่ลบ

ดังนั้น การพิจารณาแก้ไขปัญหาทุกเรื่องจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาในภายหลังด้วย ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว การตัดสินใจทุกครั้งต้องมีการพิจารณาไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ลึกซึ้ง มีข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน มองปัญหาอย่างเป็นองค์รวม ไม่แยกส่วน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อประโยชน์สำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก ช่วยให้เราตัดสินใจเลือกไปในทางที่มีข้อเสียน้อยที่สุด และประการที่สอง เราจะได้คิดหาวิธีป้องกันปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้าได้

หากพิจารณาภาพที่ 2 ควบคู่ไปกับภาพที่ 1 ก็จะเห็นได้ว่า ปัญหาแต่ละเรื่องนั้นมันเชื่อมโยงทับซ้อนกันอยู่มากมายหลายเรื่องหลายประเด็น ปรากฏการณ์เรื่องหนึ่งๆ อาจสัมพันธ์กับโครงสร้างของกฎหมายหลายฉบับ หรืออาจอธิบายด้วยทฤษฎีหลายทฤษฎี ซึ่งแง่หนึ่งก็อาจจะก่อให้เกิดผลในทางบวก แต่อีกแง่หนึ่งก็อาจจะส่งผลในทางลบ

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับการวิเคราะห์ปัญหาเพื่อการตัดสินใจที่ดีที่สุด โดยเฉพาะในสังคมยุคปัจจุบันที่ปัญหาต่างๆ มีความสลับซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง หากเราไม่ระมัดระวังให้ดี สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ "ยิ่งแก้ ยิ่งยุ่ง"

ตัวอย่างเช่น เกี่ยวกับเรื่องเหตุแห่งการยุบพรรคตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ที่เป็นปัญหากันอยู่ในขณะนี้ หากพิจารณาดูให้ดีจะเห็นได้ว่า แท้จริงแล้วปัญหาการทุจริตเลือกตั้ง หรือการซื้อสิทธิขายเสียงนั้น มีปัจจัยเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องมากมาย

ถามว่า นักการเมืองอยากเสียเงินซื้อเสียงหรือไม่?

และรู้หรือไม่ว่าการทำเช่นนั้นมันไม่ถูกต้อง ผิดทั้งศีลธรรมและกฎหมาย คำตอบคือ ไม่อยากเสียและรู้แน่นอนว่ามันผิด แล้วทำไมถึงทำล่ะ?

ถามต่อว่า ทำไมนักการเมืองที่ไม่ซื้อเสียงถึงไม่ได้รับเลือก ทำไมประชาชนจึงยอมขายเสียง ทำไมประชาชนไม่เลือกคนดี ไม่ชอบคนดีหรืออย่างไร?

ก็ไม่น่าจะใช่

หรือว่าไม่มีคนดีให้เลือก แล้วทำไมคนดีไม่สมัครล่ะ หรือสมัครแล้วแต่ประชาชนไม่รู้ว่าใครเป็นคนดี ฯลฯ

คำตอบที่ได้คงมีหลายแง่ หลายมุม หลายมิติ ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ การศึกษา ประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ

สุดท้ายก็คงสรุปได้ว่า ทุกคน ทุกฝ่ายในสังคมมีส่วนในการก่อให้เกิดปัญหาทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะมุ่งเน้นแก้ไขปัญหา โดยให้น้ำหนักไปที่กลุ่มนักการเมืองเป็นพิเศษ และตัดสินใจผลิตยาแรงขึ้นมา ซึ่งหากมีการนำไปใช้จริงๆ ก็คงติดตามดูกันต่อไปว่าจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน อย่างไร

แต่ก็คาดว่าคงจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ตามมาอีกมากมายหลายเรื่องเลยทีเดียว

ท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตว่า แท้จริงแล้ว systems thinking ก็คือวิธีคิด วิธีแก้ไขปัญหาตามแนวทางแห่งวิถีพุทธนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหลักธรรมที่เรียกว่า อริยสัจสี่ หรือหลักแห่ง ปฏิจจสมุปบาท

ผู้เขียนเห็นว่าจริงๆ แล้ว สังคมไทยเรามีองค์ความรู้ดีๆ มากมาย อาจจะมากกว่าและดีกว่าสังคมฝรั่งด้วยซ้ำไป เพียงแต่เราไม่พยายามคิดหาวิธีการนำเอาองค์ความรู้เหล่านั้นมาบูรณาการ จัดวาง หรือสร้างระบบ เพื่อนำไปปรับใช้ในทางปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพเท่านั้น

เปรียบเสมือนยารักษาโรค บ้านเรามีสมุนไพรที่เป็นยามากมาย แต่เราไม่รู้ว่าจะกินปริมาณเท่าไหร่ เอาตัวไหนผสมกับตัวไหน สัดส่วนอย่างไร หรือจะมีวิธีสกัดตัวยาออกมาอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ท้ายที่สุดฝรั่งก็เอาของดีบ้านเราไปปรับปรุงผสมสูตร แล้วนำกลับมาขายให้เราด้วยราคาที่แพงลิบลิ่ว

ตำรับตำราหรือหนังสือของนักเขียนฝรั่งที่โด่งดังทั้งหลายในหลายศาสตร์ หลายสาขา เป็นต้นว่า เดอะ ซีเคร็ต หรือหนังสือที่เขียนถึงแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องระบบทุนนิยมเสรีที่กำลังเปลี่ยนไปในแนวทางที่เน้นเรื่องคุณธรรม จริยธรรม เน้นเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากสังคมโลกในขณะนี้ หากคิดดูให้ดีก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องของหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น

ถามว่า คนไทยรู้ไหม?

คำตอบคือ รู้แน่นอน

ถามต่อว่า

รู้แล้วทำไมไม่พยายามเป็นผู้นำในการคิดหาวิธีการนำสิ่งดีๆ เหล่านั้นมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ล่ะ

ทำไมต้องรอเดินตามก้นฝรั่ง????

ก็คงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และช่วยกันค้นคว้าหาคำตอบกันต่อไป

หน้า 7