หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เงินเฟ้อ หรือ เงินฝืด ?

In Step with AFET Futures : ดร.พีรพล ประเสริฐศรี  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคำว่า เงินเฟ้อ (inflation) และเงินฝืด (deflation) คำสองคำที่มีความหมายตรงกันข้ามถูกหยิบยกขึ้นมาพาดหัวตามหน้าหนังสือพิมพ์ มากมายนะครับ อาทิเช่น

"เลี้ยบห่วงเศรษฐกิจไทยถลำสู่ยุค "เงินฝืด"" (โพสต์ทูเดย์ 13 ก.ค.51) "เลี้ยบผวาเงินเฟ้อคู่เงินฝืด-ฟื้น ศก.ยาก จี้ กนง.รอบคอบขึ้นดอกเบี้ย-แบงก์ห่วงลูกหนี้รูดปื๊ด" (ข่าวสด 13 ก.ค.51) "นโยบายการเงินดับพิษเงินเฟ้อ "โกร่ง" เตือนรับมือเงินเฟ้อทำเงินฝืด" (โพสต์ทูเดย์ 10 ก.ค.51) "อดีต รมว.คลัง ค้านการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ" (กรมประชาสัมพันธ์ 10 ก.ค.51)

โดยในวันที่ 13 กรกฎาคม 2551 ท่านรองนายกและรมว.คลัง คนปัจจุบัน นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ได้แสดงความเป็นห่วงว่าไม่อยากเห็นภาวะเงินฝืดเกิดขึ้นควบคู่กับเงินเฟ้อ เพราะจะทำให้มาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจทำให้ยากยิ่งขึ้น (กรุงเทพธุรกิจ 13 ก.ค.51)

ท่านผู้อ่านหลายท่าน อาจเกิดความสงสัยขึ้นแล้วใช่ไหมครับว่า คำศัพท์ 2 คำ ที่มีความหมายตรงกันข้ามกัน อย่างเช่น เงินเฟ้อ (Inflation) และเงินฝืด (Deflation) จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันได้ในสถานการณ์เดียวกันได้อย่างไร

ผมจึงสืบค้นความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พบว่า คำว่า "เงินเฟ้อ" หมายความว่า "ภาวะทางเศรษฐกิจที่ปริมาณเงินหมุนเวียนในประเทศมากเกินไปทําให้ราคาสินค้าแพงและเงินเสื่อมค่า" ในขณะที่คำว่า "เงินฝืด" หมายความว่า "ภาวะทางเศรษฐกิจที่ปริมาณเงินหมุนเวียนในประเทศมีน้อยไป การใช้จ่ายลดน้อยลง ทําให้ราคาสินค้าตก"

ปัจจุบันในทางเศรษฐศาสตร์ เงินเฟ้อ หรือ Inflation จะมีความหมายอีกความหมายหนึ่งนั่นคือ การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีราคา (Price Index) ซึ่งหมายถึงภาวะสินค้าราคาแพงขึ้น ด้วย (ซึ่งประเด็นนี้ละครับเป็นต้นเหตุของความสับสน)

แต่เมื่อย้อนกลับไปที่ความหมายแรกก็จะพบว่า ความหมายที่ 2 หรือการที่สินค้ามีราคาแพง เป็น "ผลของเงินเฟ้อ" ตามความหมายแรก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ภาวะที่สินค้าราคาแพงนั้นจริงๆ แล้วไม่จำเป็นที่จะเกิดจากภาวะทางเศรษฐกิจที่มีเงินหมุนเวียนในประเทศมาก แต่เพียงอย่างเดียว

ทุกคนคงเห็นตรงกันนะครับว่า ประเทศไทยของเราในปัจจุบัน เรามิได้มีเงินหมุนเวียนในประเทศมากมายอะไร แต่ภาวะสินค้าราคาแพงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เกิดจากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นในตลาดโลกปรับตัวแพงขึ้น

ส่วนตัวผมเองมีความเห็นว่า สาเหตุที่แท้จริงของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นในตลาดโลก ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาผ่านมา น่าจะมาจากการลดดอกเบี้ยเพื่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยการพิมพ์เงินออกมาอย่างมากมายของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) โดยพิจารณาได้จากการขยายตัวของปริมาณเงิน M3 ที่มีการรายงานอย่างไม่เป็นทางการ ณ สิ้น มิถุนายน 2551 ว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 18.8% ต่อปี (FED หยุดรายงาน M3 อย่างเป็นทางการมาตั้งแต่เดือน ก.พ.49) ซึ่งในปัจจุบัน FED ถูกครอบงำด้วยความเชื่อของผู้ที่เป็นประธาน นาย Ben S. Bernanke ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า "สหรัฐสามารถพิมพ์แบงก์ดอลลาร์ออกมาได้มากตามที่ต้องการโดยที่ไม่มีต้นทุนใด" จากสุนทรพจน์อันโด่งดังเรื่อง "Deflation: Making Sure "It" Doesn't Happen Here" the National Economists Club, Washington, D.C. November 21, 2002

โชคร้ายจึงตกมาสู่โลกของเรา ที่ยังคงใช้เงินสกุลดอลลาร์ เป็นเงินสกุลหลักในการทำมาค้าขาย ก็คงพูดได้เต็มปากว่าโลกของเรากำลังเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อ (Inflation) ตามความหมายแรก เพราะว่า เงินดอลลาร์กำลังล้นโลก ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นสินค้าพลังงานหรือสินค้าเกษตร ล้วนปรับราคาขึ้นยกแผงในช่วงเวลา 1-2 ปีที่ผ่านมา และการที่ค่าเงินไทยไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น (แข็งขึ้น) ได้ในสัดส่วนเดียวกันกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลาย ทำให้เราคนไทยจึงต้องจ่ายค่าสินค้าที่แพงขึ้นไปด้วย

ขอกลับมาที่ "เงินฝืด" (Deflation) ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ทุกคนดูเหมือนว่าจะเข้าใจความหมายแรกซึ่งแปลว่า "เป็นภาวะที่มีเงินหมุนเวียนน้อยไป" (มากกว่าความหมายที่ 2 ที่แปล Deflation ว่า เป็นภาวะที่ราคาสินค้าปรับตัวลดลง) ทำให้การใช้จ่ายลดลง เกิดภาวะฝืดเคือง หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเกิดภาวะเงินตึงตัว ทำให้มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องในระบบ ซึ่งล่าสุดก็ได้มีนายแบงก์ได้เริ่มออกมาเตือนแล้วว่า แนวโน้มสภาพคล่องในระบบเริ่มลดลง แม้ว่าจะยังไม่ถึงระดับที่น่าเป็นกังวลว่าจะมีผลต่อการขยายสินเชื่อก็ตาม แต่การเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่องจะขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจด้วย (อ่านรายละเอียดใน นายแบงก์วิตกสภาพคล่องตึง กรุงเทพธุรกิจ 15 ก.ค.51)

ฉะนั้น ปัญหาที่พวกเราทุกคนประสบอยู่ก็คือ ภาวะเงินเฟ้อในความหมายของสินค้าราคาแพง ผนวกกับ ปัญหาเงินฝืดในความหมายของเงินทุนหมุนเวียนน้อยเกินไป จึงทำให้ ภาวะเงินเฟ้อและเงินฝืด สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ เพราะว่าใช้ความหมายกันไปคนละแง่มุม

ด้วยเหตุนี้กระมัง ท่านอาจารย์โกร่ง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จึงได้ย้ำนักย้ำหนาว่า การปรับดอกเบี้ยขึ้น (ลดปริมาณเงินในระบบ) ในขณะนี้จะไม่น่าแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้ โดยล่าสุดในงานปาฐกถาเรื่อง "จะอยู่อย่างไรใน พ.ศ.นี้" ท่านอาจารย์โกร่ง ก็ยังคงยืนยันว่าไม่เห็นด้วยหากจะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ เพราะจะกระทบผู้ประกอบการ ที่ต้องใช้เงินหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น เพราะต้นทุนสินค้ามีราคาแพง ซึ่งแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดในขณะนี้ คือ เตรียมมาตรการรับมือทั้ง 2 ทาง คือ การใช้นโยบายการเงิน และการใช้กลไกตลาดที่นำไปสู่ดุลยภาพ เพื่อดูแลเงินเฟ้อไม่ให้ขยายตัวสูงกว่าประเทศอื่นๆ จนไม่สามารถแข่งขันได้ ขณะเดียวกันต้องดูแลสภาพคล่องในระบบให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเงินตึงตัว (กรมประชาสัมพันธ์ 15 ก.ค. 51)

ย้อนกลับมาพิจารณาดูภาวะราคาสินค้าบ้านเราในขณะนี้ ราคาข้าวสาร 5% ปรับตัวลดลงจากเกือบกิโลกรัมละกว่า 30 บาท ก็ได้ปรับตัวลดลงมาพอสมควร โดยล่าสุด ราคาข้าว 5% ในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) ส่งมอบเดือนกรกฎาคม 2551 เหลือประมาณกิโลกรัมละ 21 บาท เท่านั้น ในขณะที่ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่ราคาได้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วงเวลาที่ผ่านมาดัชนี SET ได้ปรับตัวจากระดับ 884 ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 มาเหลือแค่ 693 ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 หรือปรับตัวลดลงถึงประมาณ 22% โดยมูลค่าหุ้นในตลาดหายไปประมาณ 1 ล้านล้านบาท ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า ตอนนี้พวกเราควรจะห่วงปัญหาเงินเฟ้อ หรือเงินฝืด มากกว่ากัน