|
||||||||||||||
|
ปัญหาประชากร
และแรงงานอพยพข้ามชาติ
สกว.ชวนคิด : พศิน แตงจวง และ Xavier Oudin CELS คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ vietnamstudy@trf.or.th กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ไทยและเวียดนามกำลังเผชิญปัญหากดดันด้านวิวัฒนาการของประชากรแตกต่างกัน โดยประเทศไทยกำลังถูกปัญหาการขาดแคลนแรงงานคุกคาม และกำลังเผชิญกับประชากรสูงอายุ ซึ่งมีอยู่มากกว่าร้อยละ 12 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ในขณะที่เวียดนามต้องเผชิญกับปัญหาแรงงานล้นตลาดและว่างงานขนานใหญ่ เมื่อเป็นเช่นนี้ นโยบายสาธารณะของสองประเทศจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้อย่างไรหรือไม่ ขณะนี้ แรงงานจากประเทศไทยราว 5 แสนคน กำลังทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ตะวันออกกลางและเอเชียใต้ (สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น) นอกจากนี้ ยังมีชุมชนชาวไทยในสหรัฐและในยุโรปตอนเหนืออีกจำนวนมาก แม้ว่ากระทรวงแรงงานจะมีโครงการส่งเสริมการไปทำงานในต่างประเทศ และมีการคุ้มครองแรงงานเหล่านี้ แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลไทยก็ไม่ได้มีนโยบายที่จะส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศในปริมาณสูง ถึงกระนั้นจำนวนแรงงานไทย ที่ไปทำงานต่างประเทศ ก็คิดเป็นร้อยละ 2 ของจำนวนแรงงานทั้งหมด เนื่องจากมีแรงจูงใจหลัก คือ การได้เงินค่าจ้างสูงกว่าการทำงานในประเทศไทยนั่นเอง อย่างไรก็ตาม หากแรงงานเหล่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มีคุณภาพยังอยู่ในประเทศไทย ก็สามารถหางานทำได้ไม่ยาก ต่างจากกรณีของเวียดนามที่มีความตึงเครียดด้านตลาดแรงงานสูง เนื่องจากแม้ว่าในระยะหลัง เวียดนามจะควบคุมอัตราการเกิดได้ดีขึ้น (ดูแผนภูมิ) แต่ประชากรที่เกิดก่อนหน้านี้จำนวนมากได้เคลื่อนเข้าสู่วัยทำงานแล้ว เมื่อประชากรวัยแรงงานมีมาก ก็ย่อมมีความต้องการด้านแหล่งทำงาน ที่ดิน เงิน และที่อยู่อาศัยมากตาม ในบางจังหวัดไม่มีที่ดินให้กับเกษตรกรหน้าใหม่ ปริมาณที่ดินเพื่อการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยใหม่มีปริมาณจำกัด ที่ดินสำหรับทำการเกษตรก็มีปริมาณลดลง สภาวะที่การหางานทำเป็นไปอย่างยากลำบาก และราคาที่อยู่อาศัยแสนแพง เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้วัยแรงงานต้องอพยพเข้าไปอยู่ในเขตอุตสาหกรรมใหม่ ส่งผลถึงการบุกรุกเข้าไปทำงานในประเทศข้างเคียง คือ กัมพูชา ลาว และไทย () เฉพาะข้อมูลใน ปี ค.ศ.1999 ชาวเวียดนามที่ไปทำงานต่างประเทศ สามารถส่งเงินกลับบ้านได้มากถึง 1,200 ล้านดอลลาร์ (Migration News March 2000 Vol. 6 No. 4) ปัจจุบัน รัฐบาลเวียดนามได้นำนโยบายเดิมมาปรับปรุงใหม่ และเลียนแบบฟิลิปปินส์ (ซึ่งมีข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับประเทศต่างๆ มากกว่า 13 ประเทศ ที่จะรับแรงงานจากฟิลิปปินส์เข้าไปทำงาน) คือ ส่งแรงงานไปทำงานในแถบเอเชียใต้และตะวันออกกลางนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีแรงงานเวียดนามไปทำงานต่างประเทศราว 5 แสนคน ใน 40 ประเทศ และรัฐบาลเวียดนามยังมีแผนจะส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศให้ถึง 1 ล้านคน ในปี 2010 การส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศจำนวนมาก ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างน้อย 3 ประการ คือ ลดปริมาณการว่างงาน มีรายได้เข้าประเทศ และแรงงานได้รับประสบการณ์จากการทำงาน ซึ่งจะนำมาพัฒนา หรือประยุกต์ใช้ในประเทศในโอกาสต่อไป ซึ่งธนาคารโลกคาดการณ์ ว่า เวียดนามมีรายได้จากแรงงานในต่างประเทศราว 57,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2005 จากตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า รัฐบาลเวียดนามจะยังคงดำเนินนโยบายส่งแรงงานไปทำงานในต่างประเทศต่อไป เพื่อช่วยแก้ปัญหาคนว่างงานซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และรัฐบาลก็ไม่สามารถสร้างงานให้ทำได้ใน 2 ทศวรรษข้างหน้านี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น แรงงานในต่างประเทศยังส่งเงินจำนวนมหาศาลกลับมาช่วยพัฒนาประเทศ และแก้ปัญหาความยากจนได้ส่วนหนึ่ง โดยที่รัฐบาลเวียดนามไม่ต้องลงทุนอะไรเลย นอกจากนี้ เพื่อคุ้มครองแรงงานเวียดนามในต่างประเทศ รัฐบาลเวียดนามได้ตรากฎหมาย Labour Code, the Law on Contract-based Workers Abroad 2006 ในปี ค.ศ.2006 เพื่อส่งเสริมให้เวียดนามเป็นตลาดใหญ่ให้แก่ประเทศต่างๆ อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ประเทศที่รับแรงงานจากต่างประเทศก็เริ่มจะเข้มงวด โดยเลือกรับเฉพาะแรงงานที่มีคุณภาพและคุณสมบัติตามที่ต้องการ บางประเทศต้องการเฉพาะแรงงานที่มีคุณสมบัติสูง (อาทิเช่น แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์) จึงเป็นการท้าทายที่รัฐบาลเวียดนาม ต้องจัดหลักสูตรฝึกอบรมทักษะการทำงานรวมทั้งทักษะการสื่อสารภาษาต่างประเทศให้แก่แรงงานที่ต้องการไปทำงานต่างประเทศ ภายใต้กรอบอาเซียน มีข้อตกลงให้เคลื่อนย้ายแรงงานกันได้ภายในกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN zone) แรงงานชาวพม่าจำนวนมหาศาล ได้อพยพเข้ามาทำงานในประเทศไทย และไม่ต้องสงสัยเลยว่า แรงงานเวียดนามก็จะทะลักเข้าสู่ไทย ซึ่งเป็นประเทศเป้าหมายสำคัญของแรงงานเวียดนามเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยต้องปรับตัวภายใต้กรอบข้อตกลง (legal framework) ดังกล่าว โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานกับบริษัทคนไทยนั้น รัฐบาลคงจะต้องตรวจตรา ติดตาม เพื่อป้องกันการทารุณกรรม หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน และจะเป็นการดีหากรัฐบาลทั้งหลาย จะเริ่มพูดคุยกันเพื่อเตรียมตัวและให้ความใส่ใจต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้
|