หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ปัญหาประชากร และแรงงานอพยพข้ามชาติ

สกว.ชวนคิด : พศิน แตงจวง และ Xavier Oudin CELS คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ vietnamstudy@trf.or.th  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ไทยและเวียดนามกำลังเผชิญปัญหากดดันด้านวิวัฒนาการของประชากรแตกต่างกัน โดยประเทศไทยกำลังถูกปัญหาการขาดแคลนแรงงานคุกคาม และกำลังเผชิญกับประชากรสูงอายุ ซึ่งมีอยู่มากกว่าร้อยละ 12 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ในขณะที่เวียดนามต้องเผชิญกับปัญหาแรงงานล้นตลาดและว่างงานขนานใหญ่ เมื่อเป็นเช่นนี้ นโยบายสาธารณะของสองประเทศจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้อย่างไรหรือไม่

ขณะนี้ แรงงานจากประเทศไทยราว 5 แสนคน กำลังทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ตะวันออกกลางและเอเชียใต้ (สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น) นอกจากนี้ ยังมีชุมชนชาวไทยในสหรัฐและในยุโรปตอนเหนืออีกจำนวนมาก แม้ว่ากระทรวงแรงงานจะมีโครงการส่งเสริมการไปทำงานในต่างประเทศ และมีการคุ้มครองแรงงานเหล่านี้ แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลไทยก็ไม่ได้มีนโยบายที่จะส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศในปริมาณสูง ถึงกระนั้นจำนวนแรงงานไทย ที่ไปทำงานต่างประเทศ ก็คิดเป็นร้อยละ 2 ของจำนวนแรงงานทั้งหมด เนื่องจากมีแรงจูงใจหลัก คือ การได้เงินค่าจ้างสูงกว่าการทำงานในประเทศไทยนั่นเอง อย่างไรก็ตาม หากแรงงานเหล่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มีคุณภาพยังอยู่ในประเทศไทย ก็สามารถหางานทำได้ไม่ยาก

ต่างจากกรณีของเวียดนามที่มีความตึงเครียดด้านตลาดแรงงานสูง เนื่องจากแม้ว่าในระยะหลัง เวียดนามจะควบคุมอัตราการเกิดได้ดีขึ้น (ดูแผนภูมิ) แต่ประชากรที่เกิดก่อนหน้านี้จำนวนมากได้เคลื่อนเข้าสู่วัยทำงานแล้ว เมื่อประชากรวัยแรงงานมีมาก ก็ย่อมมีความต้องการด้านแหล่งทำงาน ที่ดิน เงิน และที่อยู่อาศัยมากตาม ในบางจังหวัดไม่มีที่ดินให้กับเกษตรกรหน้าใหม่ ปริมาณที่ดินเพื่อการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยใหม่มีปริมาณจำกัด ที่ดินสำหรับทำการเกษตรก็มีปริมาณลดลง สภาวะที่การหางานทำเป็นไปอย่างยากลำบาก และราคาที่อยู่อาศัยแสนแพง เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้วัยแรงงานต้องอพยพเข้าไปอยู่ในเขตอุตสาหกรรมใหม่ ส่งผลถึงการบุกรุกเข้าไปทำงานในประเทศข้างเคียง คือ กัมพูชา ลาว และไทย ()

เฉพาะข้อมูลใน ปี ค.ศ.1999 ชาวเวียดนามที่ไปทำงานต่างประเทศ สามารถส่งเงินกลับบ้านได้มากถึง 1,200 ล้านดอลลาร์ (Migration News March 2000 Vol. 6 No. 4)

ปัจจุบัน รัฐบาลเวียดนามได้นำนโยบายเดิมมาปรับปรุงใหม่ และเลียนแบบฟิลิปปินส์ (ซึ่งมีข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับประเทศต่างๆ มากกว่า 13 ประเทศ ที่จะรับแรงงานจากฟิลิปปินส์เข้าไปทำงาน) คือ ส่งแรงงานไปทำงานในแถบเอเชียใต้และตะวันออกกลางนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีแรงงานเวียดนามไปทำงานต่างประเทศราว 5 แสนคน ใน 40 ประเทศ และรัฐบาลเวียดนามยังมีแผนจะส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศให้ถึง 1 ล้านคน ในปี 2010

การส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศจำนวนมาก ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างน้อย 3 ประการ คือ ลดปริมาณการว่างงาน มีรายได้เข้าประเทศ และแรงงานได้รับประสบการณ์จากการทำงาน ซึ่งจะนำมาพัฒนา หรือประยุกต์ใช้ในประเทศในโอกาสต่อไป ซึ่งธนาคารโลกคาดการณ์ ว่า เวียดนามมีรายได้จากแรงงานในต่างประเทศราว 57,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2005

จากตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า รัฐบาลเวียดนามจะยังคงดำเนินนโยบายส่งแรงงานไปทำงานในต่างประเทศต่อไป เพื่อช่วยแก้ปัญหาคนว่างงานซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และรัฐบาลก็ไม่สามารถสร้างงานให้ทำได้ใน 2 ทศวรรษข้างหน้านี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น แรงงานในต่างประเทศยังส่งเงินจำนวนมหาศาลกลับมาช่วยพัฒนาประเทศ และแก้ปัญหาความยากจนได้ส่วนหนึ่ง โดยที่รัฐบาลเวียดนามไม่ต้องลงทุนอะไรเลย นอกจากนี้ เพื่อคุ้มครองแรงงานเวียดนามในต่างประเทศ รัฐบาลเวียดนามได้ตรากฎหมาย Labour Code, the Law on Contract-based Workers Abroad 2006 ในปี ค.ศ.2006 เพื่อส่งเสริมให้เวียดนามเป็นตลาดใหญ่ให้แก่ประเทศต่างๆ อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ประเทศที่รับแรงงานจากต่างประเทศก็เริ่มจะเข้มงวด โดยเลือกรับเฉพาะแรงงานที่มีคุณภาพและคุณสมบัติตามที่ต้องการ บางประเทศต้องการเฉพาะแรงงานที่มีคุณสมบัติสูง (อาทิเช่น แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์) จึงเป็นการท้าทายที่รัฐบาลเวียดนาม ต้องจัดหลักสูตรฝึกอบรมทักษะการทำงานรวมทั้งทักษะการสื่อสารภาษาต่างประเทศให้แก่แรงงานที่ต้องการไปทำงานต่างประเทศ

ภายใต้กรอบอาเซียน มีข้อตกลงให้เคลื่อนย้ายแรงงานกันได้ภายในกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN zone) แรงงานชาวพม่าจำนวนมหาศาล ได้อพยพเข้ามาทำงานในประเทศไทย และไม่ต้องสงสัยเลยว่า แรงงานเวียดนามก็จะทะลักเข้าสู่ไทย ซึ่งเป็นประเทศเป้าหมายสำคัญของแรงงานเวียดนามเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยต้องปรับตัวภายใต้กรอบข้อตกลง (legal framework) ดังกล่าว โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานกับบริษัทคนไทยนั้น รัฐบาลคงจะต้องตรวจตรา ติดตาม เพื่อป้องกันการทารุณกรรม หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน

และจะเป็นการดีหากรัฐบาลทั้งหลาย จะเริ่มพูดคุยกันเพื่อเตรียมตัวและให้ความใส่ใจต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้