หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ต่างชาติกับตลาดหุ้นไทย

THE FUNDAMENTAL VIEW : ไพบูลย์ นลินทรางกูร email:paiboon@tisco.co.th  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศ 2 ครั้ง เพื่อพบปะกับนักลงทุนต่างประเทศ ครั้งแรกคือช่วงวันที่ 2-4 กรกฎาคม เพื่อไปร่วมในงาน Thailand Corporate Day ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจัดขึ้นโดยบริษัทที่ผมดูแลอยู่ งานนี้เราเชิญบริษัทจดทะเบียนไปทั้งหมด 12 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาด SET 9 บริษัท และที่เหลืออีก 3 บริษัท เป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาด MAI การเดินทางครั้งที่สองของผม คือช่วงวันที่ 7-10 กรกฎาคม โดยครั้งนี้ผมได้พาบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ไปพบกับนักลงทุนในประเทศเยอรมนี เนเธอร์แลนด์ และไอร์แลนด์

การทำ Roadshow ทั้งสองครั้งนี้ ผมว่าประสบความสำเร็จในด้านของการนำเสนอข้อมูลและ update สถานการณ์เศรษฐกิจ และการเมืองในประเทศไทย เพราะมีนักลงทุนที่นัดเข้ามาพบกับบริษัทเหล่านี้มากเกินความคาดหมาย ที่สิงคโปร์จำนวนนักลงทุนสถาบันที่มาร่วมในงานมีมากเกือบ 60 คน ถ้ารวมเม็ดเงินที่บริษัทต้นสังกัดของนักลงทุนเหล่านี้ บริหารอยู่ ก็สูงเป็นระดับล้านล้านดอลลาร์

ที่น่าสนใจก็คือบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ผมเชิญไปร่วมในงาน เป็น บจ.ขนาดกลางที่มีมูลค่า Market Capitalization อยู่ประมาณ 5,000-10,000 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้ว บจ.ขนาดอย่างนี้จะไม่ค่อยเป็นที่สนใจนัก เพราะจัดว่าเป็นขนาดที่เล็กเกินไปสำหรับ Fund Manager ที่ดูแล Investment Portfolio ในระดับพันถึงหมื่นล้านดอลลาร์

ส่วนที่ยุโรป รูปแบบการทำ Roadshow จะไม่เหมือนที่สิงคโปร์ โดยแทนที่จะจัดเป็น Conference ในโรงแรม ผมทำ Roadshow แบบพาบริษัทจดทะเบียนไปพบกับนักลงทุนใน office ของนักลงทุนเอง การทำเช่นนี้เราจะได้ Meetings ที่เป็นส่วนตัวมากกว่า และไม่ต้องเร่งรีบในการพูดคุย แต่ข้อเสียคือ เราจะไม่สามารถพบลูกค้าได้มากรายเท่าการจัดแบบ Conference เพราะต้องสิ้นเปลืองเวลาในการเดินทาง โดยเฉพาะการที่จะต้องเดินทางไป 3 ประเทศ 5 เมือง ภายในเวลา 3-4 วัน ทำให้มีเวลาในการทำ Meetings ไม่มากนัก แต่ Roadshow ครั้งนี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะเราใช้เวลาส่วนใหญ่ที่มีอยู่ไปกับการพบกับ Fund Managers และถ้ารวมเม็ดเงินทั้งหมดที่บริษัทเหล่านี้บริหารอยู่ ก็น่าจะอยู่ในระดับล้านล้านดอลลาร์เช่นกัน

จากการพูดคุยกับนักลงทุนทั้งในสิงคโปร์และยุโรป ผมได้ข้อสรุปดังนี้

1) ตลาดหุ้นไทยยังเป็นที่สนใจของนักลงทุนเหล่านี้ และพร้อมจะเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น

2) ส่วนใหญ่มองว่าราคาหุ้นได้ปรับตัวรับข่าวร้ายไปมากแล้ว ...

3) ... แต่การฟื้นตัวแบบยั่งยืนของตลาดหุ้น ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จนกว่าสถานการณ์ทางการเมือง มีความชัดเจนมากกว่านี้

4) นักลงทุนส่วนมากค่อนข้างผิดหวังกับความล่าช้าในการ Implement โครงการ Infrastructure Projects ซึ่งเป็นนโยบายเศรษฐกิจหลักของรัฐบาลชุดนี้

5) ในสายตานักลงทุนเหล่านี้ การบริหารนโยบายเศรษฐกิจ ดูเหมือนจะไม่มีความเป็นเอกภาพ ทำให้เป็นห่วงว่าจะไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากนักธุรกิจ หรือแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้

6) การขายหุ้นของต่างชาติในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา เป็นการปรับลด Position ในตลาดหุ้นทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะในตลาดหุ้นไทย

ที่น่าสนใจก็คือ นักลงทุนที่ผมได้พบประมาณ 50-60% ยังคงถือหุ้นไทยเท่ากับเกณฑ์เฉลี่ย (neutral) หรือมากกว่า (overweight) ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีที่ยังมีนักลงทุนที่เชื่อมั่นในศักยภาพของเศรษฐกิจไทยอยู่ โดยเฉพาะในยุโรป ประมาณครึ่งหนึ่งของนักลงทุนที่ผมได้พบ มี position ในตลาดไทยในระดับ slight overweight ถึง overweight ในทางกลับกัน การที่ยังมีนักลงทุนอีกมากที่ไม่มีหุ้นไทยเลย หรือเคยมีแต่ขายออกหมดแล้ว หรือมีแต่น้อยมาก ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะนั่นก็หมายความว่า แนวโน้มที่จะเห็นเงินไหลเข้าตลาดหุ้นก็ยังมีสูง ถ้าเราสามารถทำให้นักลงทุนเหล่านี้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อประเทศไทย

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับตลาดหุ้นไทยสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ณ เวลานี้ ก็คือความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ในยุโรปคำถามแรกที่ผมได้รับจากนักลงทุนประมาณ 70-80% ก็คือเรื่องการเมืองในสายตาพวกเขา การเมืองบ้านเรามีแต่ความวุ่นวายและสับสน นับวันอุณหภูมิความร้อนแรงดูเหมือนจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ คำถามที่มักจะตามมาก็คือ "Is there going to be another coup?" หรือไม่ก็ "When is the next election?" หรือ "What would happen if the PPP were disbanded?"

การที่เรามี Political Uncertainties มากเช่นนี้ ทำให้นักลงทุนกลัวที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป (ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะมองว่า Political Risk ก็มีกันทุกประเทศไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ก็ถูกครับ แต่ Political Risk แบบสับสนและวุ่นวายของเรา ผมว่าน่าจะมีที่เดียวในโลก)

ข้อสำคัญคือ ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองของเรา ได้นำไปสู่ความล่าช้าในการผลักดันนโยบายต่างๆ ออกมาเป็นรูปธรรม อย่างเช่น โครงการ Infrastructure Projects ซึ่งเป็นโครงการที่นักลงทุนตั้งความหวังไว้อย่างสูงมาก แต่จนถึงเวลานี้ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างมากนัก หรือการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นการบริหารแบบต่างคนต่างทำ ภาพที่สะท้อนออกมาจึงเป็นภาพของความไร้เอกภาพ ซึ่งทำให้ความมั่นใจของนักลงทุนเหล่านี้มีไม่มากนักกับทิศทางของเศรษฐกิจไทย

การแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่มีการกล่าวถึงกันมาก และการที่ปัญหาเงินเฟ้อ เป็นปัญหาที่ทุกประเทศกำลังเผชิญอยู่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือการเปรียบเทียบในแง่นโยบาย และวิธีแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ของแต่ละประเทศ ว่าใครทำได้ดีกว่ากัน ประเทศที่สามารถทำให้เงินเฟ้อลดลงได้ โดยไม่กระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจมากนัก หรือสามารถสร้างความเชื่อมั่นว่า นโยบายการแก้ปัญหามาถูกทาง ก็จะนำไปสู่ความมั่นใจของนักลงทุนที่มีสูงขึ้น และเม็ดเงินจะไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นของประเทศนั้นๆ

ในที่สุดจากการพูดคุยของผม นักลงทุนเหล่านี้ดูเหมือนจะยังไม่ค่อยไว้วางใจในสถานการณ์เงินเฟ้อของบ้านเรามากนัก ผมคิดว่ามีความจำเป็นที่เราจะต้องมีนโยบายในการควบคุมเงินเฟ้อที่ชัดเจน และประกาศให้นักลงทุน ได้ทราบถึงทิศทางในอนาคต และผลที่จะมีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

กล่าวโดยสรุป ผมเชื่อว่ายังมีเม็ดเงินต่างชาติอีกมากมายที่พร้อมจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่สถานการณ์การเมืองเรา ต้องมีความชัดเจนมากกว่านี้ มีนักลงทุนสถาบันรายใหญ่หลายรายในยุโรปบอกผมว่า เขามีรายชื่อหุ้นไทยที่ค่อนข้างมากที่เขาชื่นชอบ และคิดว่ามีความน่าสนใจในแง่ของราคา ถ้าความเสี่ยงด้านการเมืองของเรา ลดน้อยลงเมื่อไหร่ เขาก็พร้อมที่จะกลับเข้ามาลงทุนอีกทันที ผมก็ได้แต่หวังว่าเราจะสามารถทำให้บ้านเมืองของเรา มีเสถียรภาพมากขึ้นภายในปีนี้

พบกันใหม่เดือนหน้าครับ สวัสดี