หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เงินเฟ้อเป็นปัญหา "ระดับโลก" ไทยควรดำเนินนโยบาย "ระดับชาติ" รับมืออย่างไร?

โดย พิสิฎฐ ภัคเกษม อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  มติชนรายวัน  วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11085

ความกดดันเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งนี้ ไม่ได้มาจากปัจจัยภายในประเทศ หรือปัญหาระดับภูมิภาคหรือท้องถิ่น แต่เป็นภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจาก "ปัจจัยภายนอกประเทศ" เป็นหลัก และเป็นมาจาก "ฝีมือมนุษย์" เอง และเป็นเงินเฟ้อในระดับสากล หรือระดับโลก (Global Inflation) ที่ทุกประเทศกำลังเผชิญอยู่อย่างถ้วนหน้ากันแทบทุกหนทุกแห่ง

ฉะนั้น การแก้ปัญหาเงินเฟ้อ "ระดับโลก" โดยการใช้ "นโยบายระดับประเทศ" หรือ "ระดับชาติ" นั้น โดยเฉพาะการมีการจัดการ "นโยบายมหภาค" หรือ Macro Economic Management สามารถจะแก้ไขปัญหาได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น

ดังนั้น ประเทศไทยและผู้นำของโลก จะต้องหันหน้ามาร่วมมือปรึกษาหารือถึงมาตรการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อร่วมกัน โดยเฉพาะในการประสานนโยบายในหมู่ G8 และระดับภูมิภาคเดียวกัน โดยเฉพาะประเทศใน "กลุ่มอาเซียนบวกจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี" ซึ่งมีกลไกความร่วมมือในนโยบายการเงินการคลัง และการค้าเพื่อจัดกติกาการบริหารการแก้ปัญหาเงินเฟ้อร่วมกัน อย่างเป็นรูปธรรมอย่างสอดคล้องกัน

ซึ่งก็คงจะบรรเทาความเดือดร้อนลงได้ในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อในระดับโลกอย่างรุนแรงครั้งนี้มาจาก

(1) "แรงกดดันด้านราคา" (Cost Push) โดยเฉพาะจากราคาอาหารและพลังงานที่สูงขึ้นอย่างฉับพลันและรวดเร็ว ซึ่งทำให้ "ดัชนีค่าครองชีพ" หรือ Consumer Price Index-CPI สูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ "แรงกดดันด้านการบริโภค" ที่สร้างความต้องการ (Demand Pull) ในประเทศที่กำลังเติบโตใหม่ (Emerging Economics) เช่น จีน อินเดีย และเวียดนาม ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในกลุ่ม ASEAN บวก 3 ทั้งนั้น ซึ่งมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง มีลักษณะคล้ายฟองสบู่ ได้สร้างความกดดันต่อ "อุปสงค์และอุปทาน" ด้านพลังงานและอาหารให้ชาวโลกพอสมควร

(2) การ "เก็งกำไรราคา" ของพวกกองทุนประกันความเสี่ยงอนาคต หรือ Hedge Funds ต่างๆ จากทั่วโลก มีบทบาทสำคัญต่อราคาพลังงานและอาหารของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือประมาณถึง 30-40% ของราคาพลังงานและอาหารโลกในปัจจุบัน เพราะกองทุน Hedge Funds เหล่านี้ "อยู่นอกระบบการควบคุมของทางการ" ซึ่งขณะนี้ทางการในสหรัฐและกลุ่มสหภาพยุโรปกำลังมุ่งที่จะให้มีการควบคุมบทบาทและพฤติกรรมของกองทุนเหล่านี้มากขึ้น

(3) การแทรกแซง "การค้าระหว่างประเทศ" โดยใช้วิธีการ "อุดหนุน" ภาคเกษตร โดยเฉพาะกลุ่ม EU ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ซึ่งสร้างการบิดเบือนให้ระบบการค้าและราคาในระดับโลกได้พอสมควร และทำลายกลไกการค้าเสรีพอสมควร นอกจากนั้นยังมีการ "เก็บภาษีส่งออก" จึงมีผลทำให้มีการเก็งกำไรขึ้น องค์การการค้าโลก หรือ WTO ก็ดูแลหรือแก้ไขได้บางเรื่องเท่านั้น

ฉะนั้น ข้อตกลงของ Doha Round เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับประเทศไทยเราเอง นอกเหนือจากการร่วมมือกับนานาประเทศในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อระดับโลกร่วมกันแล้ว หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ควรจะต้องมีการประสานนโยบายระดับ "มหภาค" (Macro Economic Management) เข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม เพื่อ "ให้เกิดความสมดุล ระหว่างอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาเสถียรภาพควบคู่กันไป" อย่างที่เคยมาในอดีต

โดยจัดให้มีการดำเนิน "นโยบายด้านการเงินและการคลัง" ให้สอดคล้องกันในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ โดยเฉพาะนโยบายการเงิน ที่ต้องพิจารณา "เรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย" เป็นการเร่งด่วน เพื่อลดภาวะเงินเฟ้อ และลดอุปสงค์ในประเทศ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ทั้งนี้เพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยต่ำที่สุดในภูมิภาคและระดับสากล

คือ ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งต่อไปจะส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนและการไหลออกของทุนจะมีมากขึ้น นอกจากนั้นส่งผลต่ออัตราการ "ออมทรัพย์" ในประเทศลดน้อยลง และมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ซึ่งทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น

ส่วนการดำเนินนโยบายการคลังเพื่อแก้เงินเฟ้อ ต้องรักษาวินัยทางการคลังโดยไม่ให้มีการขาดดุลการคลัง และมีการก่อหนี้มากเกินไปในระยะนี้ และไม่ควรให้ความสำคัญกับ "การใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ" ให้มีอัตราการเติบโตสูงเป็นหลัก หรือ Pro-Growth Policy และควรหันมาดูว่าเราควรมี "ลักษณะการเติบโต" ที่สมดุลอย่างไร มากกว่าเพื่อลดแรงกดดันกับภาวะเงินเฟ้อให้น้อยลง

และหันมาดูด้าน "รายจ่ายภาครัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ" โดยเฉพาะ "ภาคเกษตร และภาคพลังงาน" มากขึ้นกว่าปัจจุบัน

นอกจากนี้ รัฐไม่ควรแก้ไขเงินเฟ้อในระดับ "จุลภาค" โดยเฉพาะบทบาทของกระทรวงพาณิชย์มาเน้น "การควบคุมราคาสินค้า" และใช้ "มาตรการแทรกแซงราคา" ในตลาด หรือให้ "การอุดหนุนสินค้าราคาถูก" เพราะจะยิ่งสร้างความสับสน และอาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อมากขึ้น อย่างที่จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ประสบอยู่ คือมีการอุดหนุนภาคพลังงานมากไป ควงอิงราคาพลังงานกับราคาเศรษฐกิจในตลาดโลกเป็นหลักมากกว่า

ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรหันมาเน้นการใช้นโยบาย "ราคาและรายได้" ให้สัมพันธ์กัน โดยมุ่งเพิ่มรายได้ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ข้าราชการ ไม่ให้มีฐานะความเป็นอยู่ทรุดโทรมลงมากมาเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันมีความ "สมดุล" และ "แข็งแรง" พอสมควรในระดับหนึ่งอยู่แล้วอย่างที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ เพราะอย่างน้อย เราเป็นประเทศส่งออก "อาหาร" สุทธิอยู่แล้ว แต่ "นำเข้า" พลังงานสุทธิค่อนข้างสูง ตามข้อสังเกตดังกล่าวยืนยันอยู่แล้ว

หากรัฐบาลผนึกกำลังความสามารถในการจัดการ "นโยบายเศรษฐกิจมหภาค" ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถลดแรงดันจากภาวะเงินเฟ้อในระดับสากลและระดับชาติได้ระดับหนึ่ง

โดยสรุป รัฐบาลไทยจะต้องกลับมาประสานงานในนโยบายเศรษฐกิจ " มหภาค" และหารือกับ "ภาคเอกชน" อย่างใกล้ชิดอย่างที่เคยปฏิบัติมาในช่วง 10-15 ปีก่อน ก็คงจะดียิ่ง

หน้า 6