|
||||||||||||||
|
"รัฐ"
ไม่ใช่ "ชาติ"
มุมมองบ้านสามย่าน : ศิริพร ยอดกมลศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 เราเขียนบทความนี้ท่ามกลางความรู้สึกเศร้าสร้อย เพราะเพิ่งได้รับข่าวการขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว ของประเทศกัมพูชา ความจริงคนไทยน่าจะดีใจกับความสำเร็จของประเทศเพื่อนบ้านครั้งนี้ แต่ด้วยความคลุมเครือในการตอบคำถาม ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตอนถูกฝ่ายค้านซักฟอกในสภา ผนวกกับการกระทำต่อจากนั้น และการสนทนาประสาเอาน้ำมันราดกองไฟของนายกฯ สมัคร ที่ว่า "มันไม่เสียอะไรไปสักนิ้วสักเซ็น" ทำให้คนไทยจำนวนมากรู้สึกเสีย และเจ็บใจ รู้สึกเหมือนกำลัง "แพ้สงคราม" และต้อง "เฉือนดินแดน" ให้กับกัมพูชา ประเทศเล็กๆ ที่ไม่น่าจะเอาชนะไทยได้ แต่ไทยต้องพ่าย เพราะผู้บริหารประเทศของไทย เป็น "ไส้ศึก" หรือ "ข้าศึก" เรื่องนี้ใครผิด ใครบกพร่อง ใครคือคนที่ต้องถูกลงโทษ เรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะรับผิดอย่างไร เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีจะรับผิดอย่างไร เรื่องนี้เหล่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ปิดหูปิดตา ลงคะแนนไว้วางใจการทำงานของรัฐมนตรีจะรับผิดอย่างไร การทำงานผิดพลาดระดับนี้ หากทำงานในบริษัทเอกชน บทลงโทษ คือ "ให้ออก" สถานเดียว แต่กรณีนักการเมืองทำผิดกลับไม่มีบทลงโทษชัด ไม่มีใครออกมายื่นใบลาออก และออกปากขออภัยต่อประชาชน เมื่อนักการเมืองไม่แสดงสปิริต ประชาชนผู้เป็นเจ้าของภาษี จึงออกมาแสดงพลังขับไล่ กลายเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชน+เครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับ รัฐบาล-นักการเมือง-กลุ่มผลประโยชน์ นายกฯ ทักษิณเคยจุดไฟใต้ ทำให้ความขัดแย้งขยายตัวครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 จังหวัด มายุคนี้นายกฯ สมัครได้สานต่อ ขยายไฟความขัดแย้งจนครอบคลุมพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ตามด้วยการลุกลามเข้าภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ที่ราบลุ่มภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง เหลือเพียงภาคเหนือตอนบนที่ได้ข่าวว่า กำลังจะประกาศศึกในเร็ววันนี้ ปฏิบัติการทางการเมืองของภาคประชาชน ที่ขยายปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากพันเป็นหมื่น จากหมื่นเป็นแสน และอาจเพิ่มปริมาณเป็นหลายแสนหรืออาจขยายเป็นหลักล้าน สะท้อนให้เห็นส่วนเหลื่อมระหว่าง "รัฐ (state)" กับ "ชาติ (nation)" ที่กำลังแยกห่างจากกันมากขึ้นๆ ในหนังสือเศรษฐศาสตร์การเมือง (เพื่อชุมชน) ฉบับ "คำประกาศชาตินิยมใหม่" อิสราวดี เคยเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ เราอยากตัดตอนเอาบางส่วนมาเล่าให้ฟังดังนี้ ขณะที่ "รัฐ" ประกอบด้วย รัฐบาล บวกด้วยกลไกอำนาจรัฐ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ระบบราชการทั้งระบบ ที่มีอำนาจเด็ดขาดในการควบคุมดูแลอาณาเขตที่แน่นอนอาณาเขตหนึ่ง "ชาติ" กลับประกอบด้วยแผ่นดินถิ่นเกิดและผู้คนทั้งหลายบนแผ่นดิน ที่มีความสัมพันธ์ทางสังคม ภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ที่เป็นเนื้อเดียวกัน จนสามารถถ่ายทอดและสื่อสารกันได้ พูดง่ายๆ คือ "รัฐ" เป็นเรื่องอำนาจ เป็นแค่บางส่วนของสังคม ส่วน "ชาติ" เป็นเรื่องชีวิตและวิถีชีวิตของผู้คนทั้งหลายบนแผ่นดินอันเป็นที่ตั้งของชาติ เป็นส่วนทั้งหมดของสังคมประเทศไทย และเพราะ "รัฐ" กับ "ชาติ" เป็นคนละเรื่อง แต่เกี่ยวข้องกันอย่างมากนี่เอง ที่ทำให้เรามีรัฐบาลทุศีล ปฏิบัติการทรยศต่อชาติ หรือกระทั่ง "ขายชาติ" เกิดขึ้นได้โดยง่าย เพราะการควบคุมอำนาจรัฐที่รวมศูนย์มากอย่างรัฐไทยนี้ ทำให้รัฐบาลสามารถทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องสนใจไยดีกับชาติไทย และประชาชนไทย อิสราวดี บอกว่า รัฐบาลไทยซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศ เวลาไปตกลงกับต่างประเทศ พวกเขาไม่เคยปรึกษา ไม่เคยขออนุมัติจากประชาชนคนไทยเลย และเวลาที่ประเทศชาติตกอยู่ในภาวะคับขัน เหมือนตกอยู่ในวงล้อมของข้าศึก ผู้นำประเทศไทย (ที่ทำผิด) แทนที่จะสำนึกผิดที่ตนเองร่วมก่อปัญหา แทนที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ กลับใช้อำนาจรัฐดำเนินการริบไพร่พลช้างม้า กวาดต้อนผู้คนไปเป็นข้าทาสของข้าศึกจนหมดสิ้น แล้วเอากลุ่มพวกของตัวเองรอด ด้วยการทำตัวเป็นรัฐบาลหุ่นของทุน แล้วผลักภาระหนี้สินใหญ่หลวงให้ประชาชนคนไทยทั้งหมดรับแทน นี่คือ "เอาชาติไปขาย" รัฐบาลหุ่นพร่ำอ้างแต่คำว่า "เพื่อชาติ" ไม่เว้นวัน แม้แต่ในขณะที่กำลังเอาทรัพย์สินของประเทศของประชาชน ไปขายให้ต่างชาติในราคาถูกแสนถูก เอาสิทธิการถือครองที่ดินไปขายให้ต่างชาติมีสิทธิถือครองในรูปแบบต่างๆ ทิ้งให้ประชาชนตาดำๆ มองความล่มสลายของตนเอง ของชุมชน ของสังคมโดยรวม ความตื่นตัวและปฏิบัติการทางการเมืองของประชาชนผู้ออกมา "กู้ชาติ" ในวันนี้ จะเป็นเพียง "อีกครั้งหนึ่ง" ในการออกมาแสดงอาการ "ทนไม่ได้" หรือจะนำสังคมไปสู่ "การเมืองใหม่" ดังที่พันธมิตรประชาชนฯ นำเสนอไว้ต่อสาธารณะ นั่นเป็นเรื่องที่ประชาชาติไทยต้องรอบทพิสูจน์ ในฐานะสมาชิกในประชาชาติไทย เราคิดเหมือนกับอิสราวดีที่ว่า ชาติไทยนั้นกู้ไม่ยาก แต่เราต้องกอบกู้ศีลธรรม กอบกู้ความเป็นมนุษย์ ควบคู่ไปกับการทำให้ตนพึ่งตนเองได้ ชุมชนพึ่งตนเองได้ และชาติพึ่งตนเองได้ เพราะที่จริงแล้ว "ชาติไทย" ก็เป็นส่วนหนึ่งของ "มนุษยชาติ" เวลานี้กระแสทุนโลกกำลังครอบงำมนุษยชาติเอาไว้ ทุนนั้นอาศัยความโลภเป็นตัวขับเคลื่อน ชาติมหาอำนาจแม้จะดูเหมือนมีกำลัง มีเงิน มีเทคโนโลยี แต่เพราะถูกขับเคลื่อนโดยทุน มีอวิชชา มีมิจฉาทิฐิ เป็นที่ตั้ง ทำให้ชาติเหล่านั้นเหมือนเจริญ เหมือนมั่งคั่ง แต่ก็มั่งคั่งบนการสูบเอาจากประเทศทุนนิยมชายขอบอย่างไทย กัมพูชา และประเทศอื่นๆ ถ้าเมื่อไรชาติต่างๆ พึ่งตนเองได้ ไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนอีกต่อไป กงล้อก็จะหมุนกลับ ระบบทุนจะพังทลาย มนุษย์ก็จะกลับมาเป็นพี่น้องกันได้ แม้จะต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม เพราะเลิกเบียดเบียนกัน ก็คงได้แต่ฝันและให้กำลังใจ หวังว่า "การเมืองใหม่" ของพันธมิตรประชาชนฯ จะเป็นส่วนหนึ่งในการกอบกู้มนุษยชาติ "ความรักชาติ" คือการเห็นแก่ส่วนรวม มุมมองบ้านสามย่าน : ศิริพร ยอดกมลศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 คราวที่แล้วได้นำเสนอความต่างระหว่าง "รัฐ" กับ "ชาติ" และผลของการรวมศูนย์อำนาจรัฐไว้ที่ส่วนกลาง ทำให้รัฐบาลสามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องสนใจไยดีกับชาติไทยและประชาชนไทย ปฏิบัติการทรยศต่อชาติ หรือกระทั่ง "ขายชาติ" จึงเกิดขึ้นได้โดยง่าย สัปดาห์นี้จะบอกว่าเมื่อรัฐบาลตัดสินใจผิดพลาด ประชาชนอาจมีปฏิบัติการบางอย่างเพื่อช่วยชาติได้ สงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ประกาศเข้าร่วมสงครามกับฝ่ายญี่ปุ่น ในสภาพเช่นนั้น เมื่อฝ่ายอักษะและญี่ปุ่นแพ้สงคราม ไทยต้องเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม ต้องสูญเสียเอกราช ถูกยึดครอง/เสียดินแดน และชดใช้ค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่ประเทศผู้ชนะสงคราม แต่เนื่องจากไทยมี "ขบวนการเสรีไทย" ต่อต้านญี่ปุ่นและช่วยเหลือสัมพันธมิตรทางทหาร ประเทศไทยจึงไม่ต้องเป็นผู้แพ้สงคราม ไม่ต้องสูญเสียเอกราชอธิปไตยให้แก่ใคร เมื่อกล่าวถึง "เสรีไทย" หลายคนอาจคิดถึงผู้มีบทบาทนำอย่างอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และอีกหลายคน โดยเฉพาะเสรีไทยสายสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ แต่หลงลืมชาวบ้านทั่วไปและแกนนำอีกหลายคนในประเทศไทย โดยเฉพาะบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้ไทยได้เอกราชกลับคืนมา นั่นคือ นายจำกัด พลางกูร เลขาธิการคณะเสรีไทยภายในประเทศ และคณะกู้ชาติของเขา (คือผู้นำชาวบ้านอีสาน อาทิเช่น นายเตียง ศิริขันธ์) อาจารย์ปรีดีเคยกล่าวว่า "ถ้าปราศจากจำกัด พลางกูร งานขององค์การใต้ดินครั้งนี้ อาจจะล้มเหลว หรือหากสำเร็จก็คงเป็นไปในรูปที่ผิดแผกกว่าได้ปรากฏแก่ตาโลกภายหลัง" นี่คือ คำยืนยันว่านายจำกัด สำคัญต่อการพลิกประวัติศาสตร์ และการรักษาเอกราชของชาติไทย ช่วงปีที่สองของสงคราม (พ.ศ.2486) นายจำกัดเดินทางออกนอกประเทศอย่างลับๆ ด้วยความยากลำบาก ผ่านเวียดนามไปยังจีน เพื่อจะติดต่อกับเสรีไทยในอเมริกา และอังกฤษ แจ้งให้สัมพันธมิตรทราบว่า มีคณะเสรีไทยภายในประเทศ และเจรจาให้สัมพันธมิตรรับรองและช่วยเหลือคณะเสรีไทยภายในประเทศ ตลอดเวลาแห่งการรอคอยด้วยความหวังอันริบหรี่ นายจำกัดสามารถเจรจาความให้จอมพลเจียงไคเชคออกปากรับรองว่า "ถึงอย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลจีนยินดีที่จะช่วยเหลือให้ประเทศไทยได้รับเอกราชกลับคืนมาจงได้" ตามด้วยการรับรองของสัมพันธมิตรในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางความสำเร็จ นายจำกัดกลับจบชีวิตลงที่เมืองจุงกิง ประเทศจีน แพทย์ชาวแคนาดาลงความเห็นว่าเขาเป็นมะเร็งตับและกระเพาะอาหาร แต่เจ้าหน้าที่สืบราชการลับอังกฤษและสหรัฐตั้งข้อสงสัยว่าเขาอาจจะถูกวางยาพิษ เพราะผู้มาดูแลเขาคนหนึ่งถูกพบในปีถัดมาว่า เป็นสายลับญี่ปุ่นและถูกยิงเป้า นายจำกัด พลางกูร เป็นนักเรียนอังกฤษผู้มีความรู้ความสามารถรอบด้าน แต่กลับต้องจบชีวิตลงในวัยเพียง 28 ปี เขาเดินทางไปจีนโดยบันทึกถึงคำกล่าวสุดท้ายของอาจารย์ปรีดีผู้มอบหมายภารกิจนี้ ความว่า "เพื่อชาติ เพื่อ humanity นะคุณ เคราะห์ดีที่สุด อีก 45 วัน ก็คงได้พบกัน เคราะห์ไม่ดีนักอย่างช้าอีก 2 ปี ก็ได้พบกัน และถ้าเคราะห์ร้ายที่สุด ก็ได้ชื่อว่า สละชีวิตเพื่อชาติไป" อีกห้าเดือนกว่า เขาบันทึกถึงภรรยาสุดที่รักว่า "ฉลบจ๋า เธอจงอยู่ไปดีๆ นะ เธอจงคิดว่าได้อุทิศฉันให้แก่ชาติไปแล้วก็แล้วกัน" ที่เล่ามาทั้งหมดก็เพื่อจะบอกว่า ในภาวะคับขัน การต่อสู้เพื่อรักษาความเป็นชาตินั้นสำคัญเพียงไร และด้วยความรักชาติ นายจำกัดและผู้คนจำนวนมากในประวัติศาสตร์ไทย ได้ยอมเสียสละความรักส่วนตัว และกล้าเสี่ยง ที่จะสูญเสียสิ่งมีค่าที่สุดของมนุษย์ (คือชีวิต) เพื่อแลกกับการมีส่วนร่วมในการรักษาเอกราชของชาติ คนไทยจึงควรระลึกร่วมกันอยู่เสมอว่า "ชาติ" และ "ความรักชาติ" เป็นสิ่งสำคัญ "ความรักชาติ" ไม่ใช่การพูดพล่ามว่า "เพื่อชาติ" แต่หมายถึง "ความเห็นแก่ผู้อื่น เห็นแก่ส่วนรวม" มีเป้าหมายสูงสุด คือ การทำให้ผู้คนกินดีอยู่ดีมีสุข ทำคนให้เป็นมนุษย์ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ใกล้เคียงกัน สภาพปัญหาความแตกแยกในสังคมไทยวันนี้ เกิดขึ้นจากความคิดแบบสองขั้วที่มองสิ่งต่างๆ เป็นกลไก มองโลกมองคนเป็นเรื่องผลประโยชน์ มองความสัมพันธ์เป็นเรื่องอำนาจ มองทุกอย่างคล้ายหุ่นยนต์ ขาดความเป็นมนุษย์ การมองสิ่งต่างๆ ผ่านสัญลักษณ์ แปรรูปออกมาเป็นบุคคลใดคนหนึ่ง เป็นรัฐ หรือเป็นรัฐบาล ทำให้สังคมไทยหาทางออกจากปัญหาสังคมสองขั้วได้ยาก แต่ถ้าเริ่มต้นจากความรักชาติ พิจารณาชาติเป็นเรื่องส่วนรวม เป็นเรื่องของทั้งหมด เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันสร้าง ทุกคนจะระลึกได้ว่า การสร้างชาติ การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชาติ คือ การทำให้สังคมไทยพึ่งตนเองให้ได้มากๆ พึ่งพาต่างชาติให้น้อยๆ แต่ก็ไม่ใช่คลั่งไคล้ใหลหลงความเป็นชาติ ไม่ใช่คลั่งชาติ ไม่ใช่ไม่เอาต่างชาติ แต่ต้องเลือกเอาเฉพาะส่วนที่เป็นประโยชน์กับประชาชาติหรือผู้คนทั้งหมด ไม่ใช่เพื่อใครบางคน หรือบางกลุ่มบางพวก อย่าลืมว่า ความถูกต้องไม่ใช่เรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ แต่เป็นเรื่องของการทำเพื่อส่วนรวม ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล ความเห็นแก่ผู้อื่น ... และถ้ารัฐบาลในฐานะตัวแทนของชาติทำผิดพลาด ขบวนการภาคประชาชนในฐานะองคาพยพของชาติ ต้องร่วมกันปกป้องชาติ เฉกเช่นที่ครั้งหนึ่งขบวนการเสรีไทยเคยตัดสินใจทำสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาล จนสามารถกอบกู้เอกราชให้ชาติไทยได้ในที่สุด ท้ายนี้ขอฝากให้คนไทยช่วยกันเฝ้าระวังมิให้เผด็จการอ้างความรักชาติกอบโกยผลประโยชน์ และอำนาจให้กับตนและพวกพ้อง เพราะในความเป็นจริง ความรักชาติ ความคิดชาตินิยม และความเป็นประชาธิปไตย เป็นความคิดที่ต้องก้าวเดินไปด้วยกัน ความรักชาติต้องเกิดควบคู่กับการเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น รับฟังและเคารพความคิดที่ขัดแย้ง เพื่อแสวงหาทางร่วมที่เป็นประโยชน์สูงสุดของประชาชาติไทย ดังเช่นที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เคยกล่าวไว้ว่า "ความรักชาติเป็นสิ่งที่ดี เป็นความคิดส่วนที่ก้าวหน้าของสังคม ที่สำคัญยิ่ง คือ เราสามารถรักชาติ และรักประชาธิปไตยพร้อมกันได้ ประเทศสามารถมีอุดมการณ์ชาตินิยมและเป็นประชาธิปไตยได้ อย่างเช่นในอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา เราจะเห็นประชาชนของเขามีสำนึกในความเป็นชาติของตนและเป็นประเทศประชาธิปไตย ส่วน "ความเป็นเผด็จการ" นั้นมีกำเนิดมาจากสิ่งอื่น โดยเฉพาะมาจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชนชั้น แต่นักเผด็จการมักใช้มโนภาพเรื่องชาติเป็นข้ออ้าง เพื่อให้ความชอบธรรมแก่การใช้อำนาจเผด็จการของเขา โดยอ้างว่าเขาเท่านั้นเป็นตัวแทนของชาติ"
|