หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
พ.ร.บ.คนทำงานต่างด้าว 2551 : อย่ามองพวกเขาเป็นอาชญากร

นายบัณฑิต แป้นวิเศษ  โครงการปกป้องลูกสาวของชาวโลก มูลนิธิเพื่อนหญิง  กรุงเทพธุรกิจ   วันอังคารที่ 08 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

การออก พ.ร.บ.การทำงานคนต่างด้าว 2551 ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้นำร่างกฎหมายคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกา (COMPREHENSIVE IMMIGRATION ACT ; CIRA, S2611) ซึ่งมีเจตนารมณ์ในการควบคุมชายแดน ป้องกันการก่อการร้าย การลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย เน้นความมั่นคง และผลประโยชน์ชาตินายทุนเป็นที่ตั้ง

ในการศึกษา พ.ร.บ.การทำงานคนต่างด้าว 2551 ของเครือข่ายปฏิบัติการด้านแรงงานข้ามชาติ (ACTION NETWORK FOR MIGRANT : ANM) โดยอดิศร เกิดมงคล และจากการประชุมเชิงปฏิบัติการของเครือข่าย ANM เมื่อวันที่ 15-17 มิถุนายน 2551 ที่กรุงเทพฯ พบว่าสาระสำคัญแห่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้ อาจก่อให้เกิดปัญหาและนำมาซึ่งความห่วงใยใน 6 ประการ กล่าวคือ

1. การมองเจตนารมณ์ของการออกพระราชบัญญัติฉบับนี้ มุ่งเน้นไปในด้านความมั่นคง และผลประโยชน์จากรัฐและนายทุน มองพวกเขาเสมือนอาชญากรมากกว่าผู้ที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาระบบเศรษฐกิจ

2. การทำงานของคนต่างด้าวในมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะมีการเปลี่ยนรูปแบบการกำหนดงานที่อนุญาตให้คนต่างด้าวทำ เดิม-กำหนดอาชีพต้องห้ามไม่ให้คนต่างด้าวทำ แต่ พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ เปลี่ยนรูปแบบให้กลายเป็นการกำหนดอาชีพ ที่คนต่างด้าวสามารถทำได้ หมายความว่า การทำงานของคนต่างด้าวจะไม่มีการกำหนดอาชีพที่ตายตัวอีกต่อไป ขึ้นอยู่กับการอนุญาตของฝ่ายรัฐและการเมือง

3.ในมาตรา 8 การกำหนดค่าธรรมเนียมการจ้างแรงงานข้ามชาติ ที่ไม่ใช่แรงงานฝีมือได้เป็นการเฉพาะ โดยนายจ้าง ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม (LEVY) เป็นรายคน ซึ่งกำหนดให้มีค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันตามพื้นที่ และตามประเภทกิจการ จากมาตรานี้สิ่งที่จะเกิดกับลูกจ้าง ก็คือ ลูกจ้างจะถูกเรียกเก็บเงินเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมใต้ดิน เพื่อนายจ้างในการจ่ายตามกฎหมาย และถ้าลูกจ้างไม่ยอมก็อาจต้องออกจากงาน หรือไม่มีใครรับรองการเป็นนายจ้าง ซึ่งวิธีการแบบนี้นายจ้างต้องใช้เพื่อลดต้นทุนการจ้างงาน ถือเป็นการผลักภาระไปให้ลูกจ้างแบบจำยอม

4.กองทุนเพื่อการส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักร ตามหมวด 2 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งการจัดตั้งกองทุนนี้จะให้นายจ้างหักเงินค่าจ้างจากลูกจ้างและนำส่งเข้ากองทุน ทั้งนี้ แรงงานที่เดินทางกลับประเทศด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง สามารถขอรับเงินกองทุนนี้คืนได้พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี รับคืนได้ภายใน 30 วัน โดยต้องยื่นภายในเวลา 2 ปี การบริหารกองทุนมีกรรมการเป็นผู้บริหาร

สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับการจัดตั้งกองทุนเพื่อการส่งกลับคนต่างด้าวนั้น เป็นการเรียกเก็บจากคนงานที่มีรายได้น้อย มีภาระของการจ่ายเงินในหลายส่วนของการเข้ามาทำงานเมืองไทย ในขณะที่ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า การหักเก็บจากลูกจ้างไป โดยผ่านการให้นายจ้างหักแล้ว ส่งเข้ากองทุนจะไม่ถูกโกง

5.การกำกับดูแล กฎหมายฉบับนี้ได้เพิ่มอำนาจแก่อธิบดี นายทะเบียน และพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้มีอำนาจมากขึ้นใน 2 เรื่องด้วยกัน กล่าวคือ 1.ตามมาตรา 48 (2) "การเข้าไปในสถานที่ใดที่เชื่อว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่า มีคนต่างด้าวทำงานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อตรวจสอบในช่วงเวลากลางวัน (ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นถึงเวลาพระอาทิตย์ตก) โดยไม่จำเป็นต้องมีหมายศาล" และ 2. "พนักงานเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยไม่ต้องมีหมายจับ"

สิ่งที่น่าเป็นห่วงในมาตรา 48 (2) ทั้ง 2 ประเด็นนี้ ก็คือ อาจจะก่อให้เกิดบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่จริงหรือแอบแฝง สามารถใช้อำนาจโดยมิชอบในการเข้ากวาดล้างชุมชนแรงงานข้ามชาติ และอาจก่อให้เกิดความเสี่ยง ในด้านความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

6.กระบวนการให้สินบนนำจับแก่ผู้ชี้จับหากสามารถแจ้งจับ ผู้แจ้งจับจะได้สินบนนำจับเป็นส่วนแบ่งร้อยละ 20 ของค่าปรับ และผู้จับได้จะได้สินบนนำจับเป็นส่วนแบ่งร้อยละ 40 ของค่าปรับต่อการใช้แรงงานข้ามชาติหนึ่งคน

ข้อห่วงใยต่อเรื่องสินบนนำจับ ก็คือ การนำจับแบบนี้จะก่อให้เกิดความเกลียดชัง ความกลัว หวาดระแวง และความแตกแยกในชุมชน โดยเฉพาะแนวคิดว่าด้วยระเบียบให้มีการแจ้งจับ แต่ไม่มีเอกสารขั้นตอนของการแจ้งจับที่ชัดเจนในการทำงานนั้น ก่อให้เกิดความเชื่อแบบมีอคติในลักษณะชาตินิยม และการมองแรงงานข้ามชาติเป็นอาชญากร

ด้วยข้อกฎหมายที่เป็นปัญหาและความห่วงใยทั้ง 6 ประการที่กล่าวมาข้างต้น ผมเห็นว่ารัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการบริหารจัดการด้านแรงงานต่างด้าว ควรจะหันมามอง และเร่งแก้ไขปัญหาดังข้อเสนอของเครือข่ายปฏิบัติการด้านแรงงานข้ามชาติ (ANM) ใน 6 ประการหลัก กล่าวคือ

1.รัฐควรยกเลิกในส่วนมาตรา 48 เรื่องการเข้าไปค้นในสถานที่ทำงาน และสถานที่ส่วนบุคคลในเวลากลางวัน โดยไม่มีหมายค้นจากศาล เพราะเป็นการขัดกับหลักการในกฎหมายรัฐธรรมนูญ

2. รัฐควรยกเลิกในส่วนของกองทุนการส่งกลับในมาตรา 14 และมาตรา 15 และแรงงานข้ามชาติ ควรเข้าถึงระบบประกันสังคมเช่นเดียวกับแรงงานทุกคนในประเทศไทย ดังนั้น หากมีการหักเงินค่าจ้าง ควรเป็นการหักเงินเช่นเดียวกับการหักเงินในระบบประกันสังคม ที่แรงงานข้ามชาติจะได้รับสิทธิและสวัสดิการ ตามระบบประกันสังคม และค่าใช้จ่ายในการส่งกลับตามจำนวนจริง ควรจะจัดการรวมในส่วนของกองทุนประกันสังคม ที่ควรมีขั้นตอนการดำเนินการที่ชัดเจน และแรงงานข้ามชาติสามารถเข้าถึงมากขึ้น

3. รัฐควรยกเลิกระเบียบในเรื่องของสินบนนำจับโดยผู้แจ้งจับ ซึ่งจะสร้างความแตกแยกในชุมชนและสังคม ก่อให้เกิดความเกลียดกลัว หวาดระแวง ไม่เชื่อใจกัน การที่รัฐมีระเบียบให้มีการแจ้งจับแรงงานที่ไม่มีเอกสารในการทำงาน จากแนวคิดที่ว่าแรงงานข้ามชาติเป็นอาชญากรนั้น เป็นระเบียบที่เลือกปฏิบัติ เนื่องด้วยสถานภาพของบุคคลและละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคล

4.เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ จะก่อให้เกิดผลกระทบทั้งแรงงานข้ามชาติ แรงงานไทยพลัดถิ่น แรงงานชาติพันธุ์ สหภาพแรงงาน นายจ้าง ประชาชนในสังคมไทย ดังนั้น กระทรวงแรงงานต้องเปิดให้มีการทำการหารือ หรือประชาพิจารณ์อย่างมีส่วนร่วม ของผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง และในระยะเวลาที่เร่งด่วน ทันกับการที่กฎหมายได้มีการบังคับใช้ไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551

5.รัฐควรยกเลิกกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการชำระค่าธรรมเนียมการจ้างแรงงานต่างด้าว (LEVY) ในมาตรา 8 และควรจะดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการสร้างกลไกที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อเอื้อให้แรงงานทุกคน รวมถึงแรงงานข้ามชาติเข้าถึงการคุ้มครองด้านกฎหมายแรงงาน รวมถึงการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้งานทุกประเภท ได้รับการคุ้มครอง อาทิเช่น งานบ้าน งานประมง งานเกษตร ฯลฯ

6.รัฐต้องทบทวนการปรับปรุงบทกำหนดลงโทษให้เหมาะสม โดยเหตุผลที่กระทรวงแรงงานเห็นว่า นายจ้างผู้ฝ่าฝืนจ้างคนต่างด้าวโดยไม่ขออนุญาต ไม่ใช่อาชญากรรม จึงไม่ควรลงโทษทางอาญาแล้ว ให้มีการลงโทษทางเศรษฐกิจที่มีค่าปรับในอัตราสูง แต่ในขณะเดียวกัน มาตรา 51 เห็นว่าการทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกแรงงานข้ามชาติไม่เกิน 5 ปี ซึ่งเป็นโทษทางอาญาหรือปรับ นอกจากจะเป็นการเลือกปฏิบัติแรงงานข้ามชาติแล้ว ยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การที่ผู้พลัดถิ่น โดยเฉพาะจากประเทศพม่า ถูกบังคับให้ย้ายถิ่นมาเป็นแรงงานข้ามชาติ เนื่องด้วยการละเมิดสิทธิทางการเมือง

จากข้อเสนอเพื่อแก้ไขกฎหมายคนทำงานต่างด้าว ทั้ง 6 ประการ น่าจะเป็นข้อเสนอที่ช่วยให้รัฐบาลไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ หลักสิทธิมนุษยชน หลักสิทธิแรงงาน ได้ตระหนักและไม่กระทำภายใต้หลักแนวคิดแบบชาตินิยม เผด็จการ อีกทั้งควรมองว่าแรงงานข้ามชาติเหล่านั้น เป็นประชาชาติในภูมิภาคเดียวกันกับเรา