หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ของสนธิ ลิ้มทองกุล (1)

โดย เกษียร เตชะพีระ  มติชนรายวัน  วันที่ 04 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11073

แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ชี้นำเรียกร้อง "สังคมการเมืองใหม่" ณ ที่ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล

o "เวลานี้เราไม่ได้มาไล่แค่สมัคร แต่ต้องสร้างอนาคตใหม่ให้ลูกหลาน ถ้าเรายอมแค่นี้ เราจะต้องออกมาไล่กันจนแก่ ไม่สิ้นสุดอย่างนั้นหรือ เราต้องสร้างบ้านสร้างเมืองใหม่ให้ลูกหลานที่ต้องมีชีวิต มีกติกาที่มีเหตุผล และมีส่วนร่วม ไม่ใช่แบบตัวแทนอย่างเดียว เพราะทุกคนมีสิทธิเหมือนกันหมด

o "นักการเมืองที่อ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง มาจากการซื้อเสียง ให้โห่ให้กับทุกพรรคการเมือง เราต้องการสร้างบ้านสร้างเมืองใหม่

o "เวลานี้ปัญหาของสมัครจบไปแล้ว เพราะสั่งการอะไรไม่ได้ และถ้าเราพูดถึงอาชีพนักการเมือง ก็คืออาชีพทำมาหากินกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งมันสมควรจะหมดยุคของนักการเมืองอาชีพประเภทนี้เสียที... หมดยุคการเมืองแบบตัวแทน ถ้ามีก็ต้องลดสัดส่วนลงเพราะนักการเมืองประเภทนี้ทุกคนต้องใช้เงินเข้ามา"

"สนธิ" ย้ำรวมพลังศักดิ์สิทธิ์ล้างการเมืองชั่ว ชี้เล่ห์อภิปรายฟอกมาร

ผู้จัดการออนไลน์, 22 มิถุนายน 2551

ก่อนหน้านี้ นักกิจกรรม นักวิชาการ และนักการเมืองบางคนถูกกล่าวหา

โดยสื่อมวลชนในเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

และผู้ปราศรัยบนเวทีชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ว่ามีทัศนคติหรือการกระทำที่เป็นอันตราย

ต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

จึงน่าศึกษาว่า "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ในทรรศนะของเครือผู้จัดการกับพันธมิตรหมายถึงอะไร?

ตรงหรือต่างกับความเข้าใจทั่วไปอย่างไร?

o โดยพิจารณาผ่านทรรศนะของ สนธิ ลิ้มทองกุล

o ผู้ก่อตั้งและผู้นำองค์กร เครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

o หนึ่งใน 5 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

เอกสารหลักฐานที่ใช้ค้นคว้าอ้างอิง

o คำนูณ สิทธิสมาน.

ปรากฏการณ์สนธิ : จากเสื้อสีเหลืองถึงผ้าพันคอสีฟ้า.

คำนิยมโดยสนธิ ลิ้มทองกุล.

กรุงเทพฯ : บ้านพระอาทิตย์,

2549.

และรายงานข่าวในผู้จัดการออนไลน์

"ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของสนธิ ลิ้มทองกุล"

o แบ่งเป็น 7 ประเด็น คือ : -

1) ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญของนักการเมือง-พรรค-ทุน

2) หลักราชประชาสมาศัย

3) หลักธรรมราชา

4) ข้อเรียกร้องในการต่อสู้

5) สังคมการเมืองเก่า

6) สังคมการเมืองใหม่

7) สรุป

1) ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์

กับรัฐธรรมนูญของนักการเมือง-พรรค-ทุน

o "ชาตินั้นประกอบด้วย 2 อย่างเท่านั้นเองให้จำเอาไว้ ประกอบด้วยศาสนาและพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่อย่างอื่น ไม่ใช่ 30 บาทรักษาทุกโรค ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น เมื่อใดศาสนาอ่อนแอ พระมหากษัตริย์ก็จะอ่อนแอ เมื่อใดพระมหากษัตริย์อ่อนแอ ศาสนาจะอ่อนแอ เราจะไม่มีชาติ ศาสนาไม่ว่าจะเป็นพุทธ เป็นคริสต์ เป็นอิสลาม เป็นจิตวิญญาณของสังคมไทย จิตวิญญาณของพวกเรา...

o "พระมหากษัตริย์เป็นกันชนสุดท้ายของสังคมไทยที่พวกเราพึ่งพาได้เมื่อผู้นำไร้คุณธรรม แต่เมื่อใดพระมหากษัตริย์ กลายเป็นตรายางในทางการเมืองไปแล้ว ประเทศชาติถูกซื้อขายได้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญนั้นถูกสร้างขึ้นโดยนักการเมือง นักการเมืองนั้นถูกกำกับโดยพรรค พรรคนั้นถูกเป็นเจ้าของโดยทุน เพราะฉะนั้นแล้ว หากประเทศชาติ จะถูกเปลี่ยนมือได้เหมือนการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การแปรรูป ปตท. การเอาคนของตัวนั่งที่โน่นที่นี่ วันนั้นก็จะเป็นวันที่เราไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว แม้กระทั่งจิตวิญญาณ"

1) ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

กับรัฐธรรมนูญของนักการเมือง-พรรค-ทุน

o "เมื่อใดใครก็ตามเห็นพระเจ้าอยู่หัวเป็นเพียงแค่ตรายาง เมื่อนั้นแสดงว่าประเทศไทยสามารถซื้อขายได้ ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญถูกร่างโดยนักการเมือง พรรคการเมืองเกิดขึ้นเพราะทุน เมื่อทุนสร้างพรรคการเมือง พรรคการเมืองซื้อนักการเมือง นักการเมืองออกกฎหมาย ก็สามารถซื้อขายประเทศได้ให้พรรคพวกตัวเอง"

สนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรครั้งที่ 1

ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 23 กันยายน 2548

อ้างจาก คำนูณ สิทธิสมาน, ปรากฏการณ์สนธิ : จากเสื่อสีเหลืองถึงผ้าพันคอสีฟ้า, 2549. หน้า 54-55, 73

หน้า 6


ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขของสนธิ ลิ้มทองกุล (2)

โดย เกษียร เตชะพีระ  มติชนรายวัน  วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11080

2) หลักราชประชาสมาศัย

- คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เสี่ยงต่อข้อหากบฏและข้อหาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และปัดความหวังดีของญาติสนิทมิตรสหายทั้งหลาย ก็เพราะมองเห็นว่า "ยุทธการทรราช" ที่กำลังพยายาม "แยกพระเจ้าอยู่หัวออกจากพสกนิกรของพระองค์" นี้ถ้า

ทำสำเร็จ ต่อให้ยังมีสถาบันกษัตริย์อยู่ ก็จะไม่มีความหมายใดๆ ในเชิงสารัตถะ เพราะจะเป็นได้แค่ "พระพุทธรูปบนหิ้งบูชา" และ/หรือ "ตรายาง" เท่านั้น.....

- คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวคิดที่เห็นว่าการกล่าวถึงพระเจ้าอยู่หัวเป็นสิ่งมิบังควร และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการยึดหลักตายตัวว่าการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทย เป็นเรื่องภายในกับรัฐบาลเท่านั้น.....

2) หลักราชประชาสมาศัย

- หลักนิติธรรมทางรัฐธรรมนูญของประเทศไทยในส่วนพระมหากษัตริย์ก็แตกต่างกับประเทศอื่น มาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญประเทศไทยนับตั้งแต่ฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 2475 เป็นต้นมาบัญญัติว่า

- "อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้".....

- หลักนิติธรรมทางรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้พระมหากษัตริย์และประชาชนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ ไม่เคยมีในประเทศอื่น มีแต่ในประเทศไทยเท่านั้น พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเสนอความคิดในเรื่องความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนนี้โดยการขนานนามว่า...

2) หลักราชประชาสมาศัย

- "ลัทธิราชประชาสมาศัย"

- มาจากการผนวกกันของคำ 3 คำ คือ ราชา + ประชา + อาศัย

- สำหรับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล แล้ว การกระทำใดๆ ที่มีแนวโน้มไปในทางพยายามแยกพระมหากษัตริย์ไทย ออกจากประชาชนของพระองค์ จึงมิบังควร รวมทั้งการเสนอหลักการว่าประชาชนไม่ควรพูดถึงพระมหากษัตริย์ และการใช้พระราชอำนาจเป็นเรื่องระหว่างพระองค์กับรัฐบาลเท่านั้น....."

2) หลักราชประชาสมาศัย

- "ลัทธิราชประชาสมาศัย"

- มาจากการผนวกกันของคำ 3 คำ คือ ราชา + ประชา + อาศัย

- สำหรับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล แล้ว การกระทำใดๆ ที่มีแนวโน้มไปในทางพยายามแยกพระมหากษัตริย์ไทย ออกจากประชาชนของพระองค์จึงมิบังควร รวมทั้งการเสนอหลักการว่าประชาชนไม่ควรพูดถึงพระมหากษัตริย์ และการใช้พระราชอำนาจเป็นเรื่องระหว่างพระองค์กับรัฐบาลเท่านั้น....."

2) หลักราชประชาสมาศัย

- ...ถ้าเรายึดมั่นในหลักการ "ประชาชนไม่ควรพูดถึงพระมหากษัตริย์" และ "การใช้พระราชอำนาจเป็นเรื่องระหว่างพระองค์ กับรัฐบาล จะเปิดเผยมิได้" ว่าเป็นสัจธรรมที่ถูกต้องที่สุด อะไรจะเกิดขึ้นในกาลอนาคต ข้างหน้า 5 ปี 10 ปี เพราะเท่ากับในหลักนิติธรรม "ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน" มี "รัฐบาล" ที่อ้างว่ามาจากความชอบธรรมจากชัยชนะถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปเข้ามาแทรกอยู่ตรงกลาง!

คำนูณ,ปรากฏการณ์สนธิ, หน้า 67-70

3) หลักธรรมราชา

- ...โดยหลักการแล้วระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภาของตะวันตกนั้น เกิดจากการใช้กำลังบังคับพระมหากษัตริย์ และมีวิวัฒนาการมายาวนานจนก่อให้เกิดวัฒนธรรมประชาธิปไตยในระดับสำคัญ

- ต่างกับระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภาในประเทศไทยที่เกิดจากการยินยอมพร้อมสละพระราชอำนาจ ของพระมหากษัตริย์ให้แก่ประชาชนแม้คณะราษฎรผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ก็ยอมรับในข้อนี้

3) หลักธรรมราชา

- แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันที่ดำเนินมาครบ 60 ปีเต็ม ทำให้พระบารมีของพระองค์สูงกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลก จึงไม่ควรนำมาตรฐานตะวันตก มาใช้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย และไม่ควรนำมาตรฐานตะวันตก มาใช้กับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน

- พระมหากษัตริย์ตะวันตกในระบอบประชาธิปไตยมีพระราชอำนาจ แม้รัฐธรรมนูญจะไม่บัญญัติไว้

3) หลักธรรมราชา

- แต่พระมหากษัตริย์ตะวันออก โดยเฉพาะพระมหากษัตริย์ไทย ที่มีประเพณีและวัฒนธรรมแตกต่างกัน มีพัฒนาการทางสังคมแตกต่างกัน เพราะมี "ธรรม" ในพุทธศาสนากำกับการใช้พระราชอำนาจ จึงนอกจากจะมีพระราชอำนาจเฉกเช่น พระมหากษัตริย์ตะวันตกแล้ว ยังจะมีมากกว่า โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ปัจจุบัน.....

- ...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในมุมมองของพสกนิกรคนนี้ (สนธิ) จึงไม่ใช่ เพียงแค่ทรงเป็นเพียง "ธรรมราชา" เท่านั้น หากยังมีที่สำคัญกว่านั้นคือพระราชสถานะที่ทรงเป็นหลักชัยและที่พึ่งสุดท้ายของบ้านเมืองในช่วง "รอยต่อของระบอบ" ทำให้พระองค์เป็นเสมือนรัฐบุรุษในความหมายของ Statesman จึงเป็นหน้าที่ที่ประชาชนจะต้องรวมพลังหนุนช่วยพลังของพระองค์ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาบ้านเมืองลุล่วง

3) หลักธรรมราชา

- พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ทรงอยู่เหนือการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องใดๆ ในทางการเมืองไม่ได้เลย ทรงสถิตอยู่ในฐานะที่เป็นเพียงสัญลักษณ์ มีหน้าที่แต่เพียงการลงพระปรมาภิไธยตามที่รัฐบาลและองค์กรต่างๆ กราบบังคมทูลเสนอขึ้นไปเท่านั้น

- ฟังดูเหมือนดี เหมือนถูกต้อง แต่จริงๆ แล้วนี่คือความคิดที่อันตราย.....

- ...หลัก "The King can do no wrong" นั้นมีไว้เพื่อไม่ให้พระมหากษัตริย์ ต้องรับผิดทางการเมือง โดยในกิจการบ้านเมืองต่างๆ ให้มี "ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ" มารับผิดชอบแทน แต่ไม่ได้หมายความว่า พระองค์จะไม่สามารถทรงทำอะไรได้เลยในทางการเมือง

- "The King can do no wrong" ไม่ใช่ "The King can do nothing"!

คำนูณ, ปรากฏการณ์สนธิ, น.68, 70-71

หน้า 6


"ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขของสนธิ ลิ้มทองกุล" (3)

โดย เกษียร เตชะพีระ  มติชนรายวัน  วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11087

4) ข้อเรียกร้องในการต่อสู้

วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2548 เวลาใกล้ 20.00 น. บนเวทีในห้องประชุมอาคารพลเมืองอาวุโส สวนลุมพินี ระหว่างดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ สัญจรครั้งที่ 8 ก่อนหน้าที่จะนำประชาชนกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะร่วมกัน

ดำเนินการต่อสู้อย่างสุดความสามารถด้วยแนวทางสันติวิธีและโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดการถวายพระราชอำนาจคืนแด่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทในการพระราชทานผู้นำในการปฏิรูปการเมือง เพื่อดำเนินการจัดโครงสร้างองค์กร

ทางการเมืองใหม่ผ่านการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เพื่อจรรโลงระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ภายใต้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้มีเสถียรภาพมั่นคง ก่อเกิดประโยชน์สุขต่อปวงประชากร และตัดช่องทางการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวให้กับกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงกลุ่มเดียว

คำนูณ, ปรากฏการณ์สนธิ, น. 66

5) สังคมการเมืองเก่า

ในช่วงที่ 2 ของรายการ "ยามเฝ้าแผ่นดิน" ออกอากาศทางเอเอสทีวี คืนวันที่ 20 เมษายน (2550) นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้อธิบายถึงโครงสร้างอำนาจการเมืองของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน.....

นายสนธิยังแสดงแผ่นภาพที่ 6 โดยระบุว่า เป็นรูปแบบโครงสร้างและเป้าหมายทางการเมืองในอนาคต ในมุมมองของระบอบทักษิณ ซึ่งถ้าสามารถทำให้รัฐบาลชุด พล.อ.สุรยุทธ์เอื้อกับระบอบทักษิณ ด้วยการเร่งการเลือกตั้งสิ้นปีนี้โดยใส่เกียร์ว่าง ก็จะทำให้รัฐบาลตัวแทนของไทยรักไทยจะเข้ามาเหมือนเดิม ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณไม่จำเป็นต้องกลับมา ทุนใหม่ก็ผสมกับทุนเก่า อิทธิพลของไทยรักไทยก็ยังมีอยู่ นั่นเป็นสาเหตุของการเตะพวกชนชั้นกลางและพันธมิตรออกไป ซึ่งพวกเขาสนใจอยู่เพียงแค่นี้ (ผู้จัดการออนไลน์, 21 เมษายน 2550)

6) สังคมการเมืองใหม่

"2 ถึง 3 ปี เรามัวแต่พูดถึงเรื่องของประเทศที่เราต้องการ พูดถึงการทุจริตคอร์รัปชั่น พูดถึงการไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่เราไม่เคยพูดถึงเลยว่า เราจะทำอย่างไรกับประเทศไทยของเรากันดี

"ที่พูดไม่ได้หาเสียง แต่กำลังจะวาดภาพประเทศไทยที่ควรจะเป็น ตั้งแต่ปี 2475 ถึงปัจจุบัน เราร่างรัฐธรรมนูญไม่รู้กี่สิบฉบับ ร่างบนพื้นฐานของศูนย์ไม่มีหลักการปกครอง ทั้งๆ ที่การร่างรัฐธรรมนูญต้องอยู่บนพื้นฐานที่เห็นพ้องต้องกัน ให้ทุกคนมีสิทธิในการแสดงออกอย่างเต็มที่

"ร่างรัฐธรรมนูญต้องตั้งอยู่บนหลักการปกครอง นำหลักการปกครองมาให้ประชาชนในแต่ละภาคร่วมแสดงความคิดเห็น โดยเมื่อเห็นพ้องต้องกันก็เปิดให้ประชาชนร่วมลงประชามติ หากเสียงเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องยอมรับ เสร็จแล้วค่อยนำหลักการปกครองนี้มาใช้กำหนดลงไปในรัฐธรรมนูญ เท่ากับเรามีหลักในชีวิตในการเดินหน้าต่อไปในอนาคต

"การเมืองไทยทุกวันนี้ กำลังหมุนไปสู่วงจรอุบาทว์ ยึดถือประชาธิปไตยแบบตัวแทน จัดให้มีการเลือกตั้ง พรรคใดมี ส.ส.มากสุด เป็นรัฐบาล ฟังดูมีเหตุผลแต่เมื่อดูลึกลงไป จะเห็นว่าประชาธิปไตยลักษณะนี้เปรียบเป็นเสมือนการลงทุน ใครมีเงิน คนนั้นก็มีเสียง คนตัวเล็กๆ จึงไม่มีสิทธิมีเสียงเข้าไปต่อสู้ในสภาผู้แทนราษฎรได้เลย

"วันนี้นักการเมืองกำลังตกเป็นทาสของเงิน สังคมไทยกำลังเข้าสู่ระบบอุปถัมภ์สังคมไทย กำลังปิดกั้นไม่เปิดให้ภาคสังคมมีส่วนร่วม เราจะปฏิเสธองค์ประกอบสำคัญเหล่านี้ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เราต้องเข้าใจตัวเรา แล้วค่อยมาออกแบบประชาธิปไตยที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

"นายสนธิ ยังเสนอแนวคิดการมีส่วนร่วม โดยเสนอให้แบ่งสภาผู้แทนราษฎรออกเป็น 3 ส่วน โดยสองส่วนมาจากการแต่งตั้ง ส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้งข้าราชการที่เกษียณแล้วหรือจากบุคคลสำคัญ ส่วนที่สองมาจากตัวแทนภาคประชาชน ตัวแทนกรรมกรหรือตัวแทนจากสหภาพรัฐวิสาหกิจแรงงานทุกภาคส่วน

"สุดท้ายคือนักการเมือง จะมีผู้แทนราษฎรได้เพียงคนเดียวต่อหนึ่งจังหวัด เชื่อว่าระบบนี้จะทำให้สภาผู้แทนราษฎร เกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจการต่อรองกระจายลงสู่ทุกภาคส่วน ไม่เปิดช่องให้พรรคการเมือง และนักการเมืองเข้ามาแสวงหากำไร หลังลงทุนไปอย่างมากในการเลือกตั้ง

"นี่คือการเมืองแบบใหม่ นี่คืออนาคตของประเทศไทย ถ้าเรายังเล่นการเมืองแบบเก่า ประชาธิปไตยแบบตัวแทน มันก็กลับไปในรูปแบบเดิม ซื้อเสียง ขายเสียง ลงทุน ถอนทุน โชคร้ายหน่อยไปเจอคนโลภมาก ขายชาติขายบ้านขายเมืองไปเลย

แล้วพวกเราก็เป็นข้าทาส....."

สนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ วันที่ 26 พฤษภาคม และ 7 มิถุนายน 2551

"สนธิ" ประกาศขจัดวงจรอุบาทว์-เปิดทางภาค ปชช.เข้ามามีส่วนร่วม

ผู้จัดการออนไลน์, 26 พฤษภาคม 2551,

www.manager.co.th/aspbin/mgrView.asp?NewsID=9510000060872

"สนธิ" ปลุกมวลชนสร้างสังคมใหม่ ปฏิเสธหลุมพราง ปชต.4 วินาที

ผู้จัดการออนไลน์, 7 มิถุนายน 2551,

www.manager.co.th/aspbin/mgrView.asp?NewsID=9510000066801

นายสนธิยังเสนอบทบาทขององค์กรต่างๆ ในการเมืองใหม่ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องเป็นองค์กรอิสระ การเมืองแทรกแซงไม่ได้ ผบ.ตร.จะต้องมาจากการเลือกของเสียงในสภา จำนวน 3 ใน 4

และประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมก็จะไม่มีฝ่ายค้าน เพราะตัวแทนกลุ่มอาชีพต่างๆ จะแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายเอง หากเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

ในขณะที่ทหารก็สามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเมืองได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย หากเข้าเงื่อนไข 4 ประการ คือ

1.สถาบันกษัตริย์ถูกหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้วรัฐบาลไม่ทำอะไร

2.มีเจตนาที่จะโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ แล้วรัฐบาลปล่อยปละละเลย

3.มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง

4.มีการยกอธิปไตยให้กับต่างชาติ

หากเข้าหลักการทั้ง 4 ข้อ ทหารสามารถเข้ามาได้ทันที ส่วนสภากลาโหมก็จะเป็นอิสระ ไม่ต้องขึ้นตรงกับนายกฯ เมื่อจัดโผทหารเสร็จแล้ว ก็ให้ยื่นทูลเกล้าฯได้เลย เพราะพระมหากษัตริย์ถือเป็นจอมทัพไทย และหากพระองค์จะเปลี่ยนรายชื่อ ก็สามารถทำได้

"สนธิ" เสนอรูปแบบระบบการเมืองใหม่ต่อผู้ชุมนุม

ข่าวด่วน, 4 กรกฎาคม 2551

breakingnews.nationchannel.com/read.php?lang=th&newsid=327902

หน้า 6


"ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของสนธิ ลิ้มทองกุล" (จบ)

โดย เกษียร เตชะพีระ  มติชนรายวัน  วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11094

7) สรุป

หลักการ นัยทางปฏิบัติ ปัญหา

1) ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์กับรัฐธรรมนูญของนักการเมือง-พรรค-ทุน ราชา-ชาติมีบทบาทอำนาจทัดทานตรวจสอบอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญของนักการเมือง-พรรค-ทุน นำไปสู่ปัญหาระบอบรัฐธรรมนูญ กับอำนาจ สัมบูรณาญาสิทธิ์เฉพาะกิจ

2) หลักราชประชาสมาศัย คัดค้านการแยกพระเจ้าอยู่หัวออกจากพสกนิกรของพระองค์, คัดค้านหลักการว่า ประชาชนไม่ควรพูดถึงพระมหากษัตริย์ และการใช้พระราชอำนาจเป็นเรื่องระหว่างพระองค์กับรัฐบาล, ถือหลักความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน โดยไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เข้ามาแทรกอยู่ตรงกลาง นำไปสู่ปัญหาที่สถิตและกลไกการใช้อำนาจอธิปไตย กับสถานะของสถาบันกษัตริย์กับการเมือง

3) หลักธรรมราชา The King can do no wrong ไม่ใช่ The King can do nothing นำไปสู่ปัญหาหลักความรับผิดชอบ กับอำนาจทางการเมือง

4) ข้อเรียกร้องในการต่อสู้ ถวายพระราชอำนาจคืนเพื่อขอพระราชทานผู้นำปฏิรูปการเมือง นำไปสู่ปัญหาความชอบด้วยการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญ

5) การจัดโครงสร้างสังคมการเมืองใหม่ แทนที่ประชาธิปไตยแบบตัวแทน 4 วินาทีด้วยระบอบสภา 3 ส่วน: ส่วนชนชั้นนำจากการแต่งตั้ง, ส่วนภาคประชาชนจากการแต่งตั้ง, และส่วนนักการเมืองจากการเลือกตั้งจังหวัดละคน นำไปสู่ปัญหาความเป็นประชาธิปไตย กับระบอบบรรษัทนิยม (corporatism)

หลักการ นัยทางปฏิบัติ ปัญหา

6) บทบาททางการเมืองของทหาร ทหารเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเมืองได้ตามกฎหมายภายใต้เงื่อนไข 4 ประการ

1.สถาบันกษัตริย์ถูกหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้วรัฐบาลไม่ทำอะไร

2.มีเจตนาที่จะโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ แล้วรัฐบาลปล่อยปละละเลย

3.มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง

4.มีการยกอธิปไตยให้กับต่างชาติ นำไปสู่ปัญหาเมียนมาร์นุ-วัตรทางการเมือง (Myanmarization of Thai Politics) ทำให้การแทรกแซงทางการเมืองของทหารชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามอย่างเผด็จการพม่าปัจจุบัน

ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในทรรศนะของสนธิ ลิ้มทองกุล หรือขออนุญาตเรียกสั้นๆ ว่า "ระบอบสนธิ" นั้นดูเหมือนจะ: -

- แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ 2540

- แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ 2550

- และอาจกล่าวได้ว่ามีลักษณะ ultra-royalist หรือ "เป็นราชาธิปไตยยิ่งกว่าองค์พระราชา-ธิบดี" ตามคำแปลของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์

(โปรดพิจารณา "พระราชดำรัส 25 เม.ย. 2549" และ "คำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1065/2549 และ อ.1875/2549 วันที่ 25 ธ.ค. 2550" ประกอบ)

o โดยเฉพาะข้อเสนอ "การเมืองใหม่" ของสนธิอาจเปลี่ยนแปลง...

o ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นผลสำเร็จทางการเมืองที่สำคัญที่สุดในรัชกาลปัจจุบัน ไปเป็น

o ระบอบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแต่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่ใช่ระบอบรัฐธรรมนูญ!

หน้า 6