|
||||||||||||||
|
เชื่อใครดี?
โลกทรรศน์ : อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1463 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและผู้ใหญ่ในสโมสรทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ เคยให้สัมภาษณ์หลังคำตัดสินคดีของศาลอาญาในคดี คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ใหม่ๆ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะประธานสโมสรทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีความรักและความผูกพันต่อทีมฟุตบอลนี้มาก อยากเห็นความก้าวหน้าของทีม และจะอยู่กับทีมฟุตบอล แมนเชสเตอร์ซิตี้อีกต่อไป อย่างน้อยอีก 10 ปี หลังจากนั้นไม่นาน มีข่าวแพร่ออกจากทางสโมสรว่า ท่านจะลาออกจากตำแหน่งประธานสโมสรเพราะท่านละอายที่นำความเสื่อมเสียมาให้กับสโมสร หากเราไม่เป็นโรคความจำเสื่อมกันจนเกินไป ยังจำได้ไหม ท่านทักษิณเคยยืนยันหนักแน่นเมื่อคราวที่พบกับผู้จัดการทีมคนเดิม นายอีริกสัน ที่ประเทศจีนเมื่อไม่นานนี้ ว่าท่านไม่เคยมีความขัดแย้งใดๆ กับนายอีริกสัน และพร้อมจะให้นายอีริกสัน เป็นผู้จัดการคุมทีมแทนเชสเตอร์ซิตี้ต่อไป ต่อมาไม่นาน อีริกสันถูกปลดออก ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแม้เป็นเรื่องภายในสโมสรทีมฟุตบอลแห่งหนึ่งในอังกฤษ แต่ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นยิ่งกว่านั้น การได้มาเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้มีความสลับซับซ้อน มีความเชื่อมโยงกับที่มาของเงินที่ทุกวันนี้ หลายคนยังสงสัยว่า เงินดังกล่าวล่องหนมาจากไหน หลังจากที่ท่านทักษิณถูกคณะทหารทำการรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 ยิ่งไปกว่านั้น กิจการทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ยังเป็นตัวอย่างหนึ่งของการตัดกันไม่ขาดระหว่าง เงิน อำนาจ และอิทธิพลทางการเมือง ของ ท่านทักษิณ ชินวัตร ที่มากไปกว่านั้น ยังเป็นตัวอย่างแห่งบทพิสูจน์ กระบวนการตรวจสอบของรัฐสภา และหน่วยงานของรัฐทั้งของอังกฤษและของไทยด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย ย้อนกลับไปที่ทีมฟุตบอลแมนเซสเตอร์ซิตี้ใหม่ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2551 สื่อมวลชนในประเทศอังกฤษ ต่างจับตาความเคลื่อนไหวสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมฟุตบอลดังในพรีเมียร์ลีก ของอังกฤษ ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าของ ล่าสุด ริชาร์ด สคูดามอร์ ประธานพรีเมียร์ลีกเผย เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ว่าเตรียมจะพิจารณาเรื่องคุณสมบัติ ในการเป็นเจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของอดีตนายกฯ ไทยอีกครั้งว่า มีคุณสมบัติที่เหมาะสม ตามกฎระเบียบของพรีเมียร์ลีกหรือไม่ โดยจะขอคำแนะนำจากกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงต่างประเทศของอังกฤษ ก่อนจะทำการตัดสินใจใดๆ ลงไป หากมีการละเมิดกฎใดๆ จะร้องขอให้มีดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ใช่ไม่ปิดหูปิดตากับประเด็นที่ร้ายแรงเช่นนี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องซับซ้อนที่ไม่อาจจะตัดสินลงไปได้ และยังไม่พบว่า เจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ มีความผิดหรือฝ่าฝืนกฎใดๆ "หากพบว่ามีความผิดจริง จะต้องถูกบังคับให้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าของสโมสร รวมถึงสิ้นสุดการมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับสโมสร และยิ่งไปกว่านั้นคือ การถูกบังคับให้ขายสโมสรจากกรรมสิทธิ์ที่ถือครองอยู่ด้วย" ประธานพรีเมียร์ลีกระบุ ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์ "แมนเชสเตอร์ อีฟนิ่ง นิวส์" ระบุด้วยว่า การพิจารณาคุณสมบัติอันเหมาะสมในการเป็นเจ้าของทีม มีสิทธิทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีสิทธิเข้ามายุ่งเกี่ยวกับสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ แม้ว่าจะขอลี้ภัยอยู่ในประเทศอังกฤษได้ก็ตาม (มติชน 13 สิงหาคม 2551) ด้าน แกร์รี่ คุ้ก ประธานบริหารสโมสรเรือใบ ยืนยันว่า อนาคตของสโมสรยังไม่ได้ตกอยู่ในอันตราย และ พ.ต.ท.ทักษิณเต็มใจที่จะอยู่ดูแล เพื่อทำให้แมนเชสเตอร์ซิตี้ เป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ต่อไป เพราะรักสโมสรแห่งนี้ และต้องการอยู่กับแมนเชสเตอร์ซิตี้ไปนานๆ 10 ปี แต่ก็รู้สึกผิดหวังที่ใครๆ มักจะคิดว่าเขาจะไม่ทำอย่างที่ลั่นวาใจไว้ (มติชน 13 สิงหาคม 2551) ผมเคยตั้งข้อสังเกตและเตือนถึงรัฐสภาและหน่วยงานรัฐบาลอังกฤษ ในช่วงเวลาที่ท่านทักษิณ กำลังดำเนินการซื้อสโมสรทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ใหม่ๆ ว่า ควรระมัดระวังให้ดี แม้จะมีอภิมหาเศรษฐกิจหลายราย ซื้อสโมสรฟุตบอลในอังกฤษเพื่อการลงทุน แต่กรณีท่านทักษิณ ทางการอังกฤษน่าจะระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเป็นเรื่องประหลาดและไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่นักการเมืองที่ถูกยึดอำนาจจะหาเงินทุนจำนวนมหาศาลได้ไว และต้องการลงทุนระยะยาวในสโมสรฟุตบอลแห่งนั้น การซื้อสโมสรฟุตบอลครั้งนั้นช่วยเตือนให้เรารู้ว่า ระบบตรวจสอบของพรีเมียร์ลีก หน่วยงานรัฐบาลอังกฤษ ได้แก่ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการต่างประเทศ ทำงานมีประสิทธิภาพแค่ไหน ที่สำคัญ หน่วยงานตลาดหลักทรัพย์ที่ดูแลสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ในฐานะหน่วยลงทุนหน่วยหนึ่งขาดการตรวจสอบที่มาของเงินและการไหลเวียนของเงินของสโมสรมากขนาดไหน หลังจากพอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างที่อังกฤษ เราลองย้อนกลับมาที่ประเทศไทยกันบ้าง สิ่งที่น่าสนใจมากในไทยเวลานี้คือ ระหว่างที่ความขัดแย้งทางการเมืองกำลังอึกทึกคึกโครมกันบนท้องถนน และในโลกของสื่อมวลชนเกือบทุกแขนง มีการดำเนินการอย่างเงียบๆ ในตลาดทุนและตลาดการเงินของไทยอย่างมีนัยสำคัญ วันดีคืนดีก็ปรากฏกายของ "แก๊งออฟโฟร์" แก๊งนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เคลื่อนไหวการปฏิวัติวัฒนธรรม และเป็นกลุ่มที่คอยพิทักษ์ที่ประธาน เหมา เจ๋อ ตง เหมือนที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์จีนในยุคหนึ่ง "แก๊งออฟโฟร์" ทำอะไรที่ทันสมัยและสลับซับซ้อนกว่าแก๊งชื่อเดียวกันในจีนเยอะ แก๊งนี้เข้าไปครอบงำผู้ควรคุมกฎกติกาหลักของตลาดทุนและตลาดเงินไทย สำนักข่าวต่างประเทศ และคอลัมนิสต์ชื่อดังต่างพากันวิเคราะห์ว่า "แก๊งออฟโฟร์" ต้องการระดมทุนก้อนใหม่ เพื่อเตรียมการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึง ผมคิดว่า นี่เป็นเป้าหมายรองและเป็นผลพลอยได้ยามที่แหล่งทุนเดิมถูกทางการไทยยึดกุมไว้ได้บ้างบางส่วน เป้าหมายหลักของ "แก๊งออฟโฟร์" คือ การเร่งรีบเข้าไปควบคุมกฎกติกาหลักของตลาดทุนและตลาดเงินไทย ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับเส้นทางการเงินและการไหลเวียนของเงินของ "นายใหญ่" เพราะสังเกตให้ดีๆ จะเห็นว่า การดำเนินการนี้เกิดขึ้นในช่วงของการผลักดัน ปลดปล่อยการอายัดเงิน รวมทั้งการระดมทุนเพื่อการลงทุนเพื่อหวังผลทางธุรกิจ และการเมืองของ "นายใหญ่" พอดี พอดีกันจนเกินไป การควบคุมกฎและกติกาหลักของตลาดทุนและตลาดเงินไทยเป็นอะไรที่เกี่ยวเนื่องและคล้ายคลึงกับการ "ซุกหุ้นภาคแรก" "การซุกหุ้นภาคแรก" คนที่ไว้ใจของ "นายใหญ่" เป็นผู้คุมและประคับประคองหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับคดีซุกหุ้น อันได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงมหาดไทย แต่ทว่า "การซุกหุ้นภาคสอง" สลับซับซ้อนกว่า ปริมาณเงินมากกว่า เชื่อมโยงแหล่งไหลผ่านเงินทั่วโลกมากกว่าเดิม และถูกเปิดโปงโดยกลไกของรัฐและกระบวนการยุติธรรมในไทยไปบ้างแล้ว เพื่อความปลอดภัยที่สุด และเป็นหลักประกันสูงสุด กฎและกติกาหลักของตลาดทุน และตลาดเงินไทย จะต้องถูกควบคุมตั้งแต่ยอดบนสุด พร้อมกันนั้น หน่วยงานของรัฐด้านภาษีก็ดำเนินการไปพร้อมๆ กัน เราในฐานะคนไทยตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะเชื่อใครดี ระหว่างศาลสถิตยุติธรรมกับอดีตนายกรัฐมนตรีที่รวยอยู่แล้ว อดีตนายกรัฐมนตรีที่มีผู้นิยมชมชอบรักใคร่มากมายในหน่วยงานราชการระดับสูง อดีตนายกรัฐมนตรีที่รัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาปัจจุบันส่วนใหญ่คือ พวกพ้องและมิตรสหายของเขานั่นเอง อย่าลืมว่าอดีตนายกรัฐมนตรีคนนี้ยังคงป๊อปปูล่ามากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หากคนที่ร่ำรวยมากขนาดนี้ มีอำนาจมากขนาดนี้ มีคนรักและคลั่งไคล้ตั้งกว่าสิบล้านคน แต่ไม่กล้ามาอธิบายความจริง และหลักฐานต่อศาลไทย เจ๊กขายก๋วยเตี๋ยวที่ไหนจะอยู่ได้ในเมืองไทยอีกเล่า เหนืออื่นใด ประเทศแม่แบบระบบรัฐสภาอังกฤษจะยังคงรักษาความเป็นแม่แบบของตนเอาไว้ได้แค่ไหน ก็ต้องเริ่มต้นถามตัวเองก่อนว่า เชื่อใครดี? หน้า 26
|