|
||||||||||||||
|
ทีมฟุตบอลจีนยังสิ้นหวัง
อาหารสมอง : วีรกร ตรีเศศ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1463 นอกเหนือจากหลายเรื่องแปลกในโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ เช่น เรื่องเด็กผู้หญิงจีนร้องเพลงตอนพิธีเปิดไม่ได้ร้องจริง และไม่ใช่เสียงของตัวเองด้วย เรื่องการปิดข่าวนักกีฬาหญิงจีนเป็นอัมพาตจากการตกลงมาจากลวดสลิงตอนซ้อมเปิดโอลิมปิก เรื่องพ่อตา โค้ชทีมวอลเลย์บอลอเมริกันที่ตามลูกเขยมาดูกีฬาโอลิมปิกถูกแทงตาย ฯลฯ ยังมีอีกเรื่องคือ ทีมฟุตบอลจีน คนจีนบ้าคลั่งฟุตบอลเหมือนคนทั้งโลก ติดตามสนใจกีฬานี้อย่างยิ่ง และปรารถนาให้มีทีมชาติจีนที่แข็งแกร่งในระดับโลก เหมือนทีมยิมนาสติก ปิงปอง โดดน้ำ พายเรือ ฯลฯ แต่ทีมฟุตบอล (ในที่นี้หมายถึงทีมชาย) จีนก็ไม่ไปไหนสักที ทั้งที่รัฐมีเงินสนับสนุนมากมาย จะหาโค้ชชั้นยอดมาจากไหนก็ได้ ประเทศมีประชากรมากมายในโลกเป็นสต๊อกให้เลือก หาคนเก่งๆ มาเล่น ประชาชนก็สนับสนุนอย่างเต็มที่ ทีมฟุตบอลจีนเคยไป World Cup ครั้งเดียวตอนที่ญี่ปุ่น-เกาหลีเป็นเจ้าภาพในปี 2002 แต่ก็ยิงประตูไม่ได้เลยแม้แต่ประตูเดียว เมื่อปี 2004 แฟนฟุตบอลจีนเกือบก่อจลาจลในปักกิ่งเมื่อทีมจีนแพ้ญี่ปุ่นในแมตช์ชิง Asian Cup ที่น่าอับอายล่าสุดก่อนโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ก็คือ แพ้อิรัก ประเทศที่ไม่อยู่ในภาวะปกติเพื่อคัดเข้าไปแข่งฟุตบอลโลก ฟุตบอลกลายเป็นสัญลักษณ์ระดับชาติ คนจีนคิดว่าเมื่อทีมเกาหลีและญี่ปุ่น จากประเทศที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน บ้านเรือนก็อยู่ใกล้กัน แข่งขันกันมาในประวัติศาสตร์ยาวนาน มีทีมฟุตบอลที่เรียกว่าไม่อายใครได้ และเหตุไฉนมหาอำนาจจีนจึงมีทีมฟุตบอลเก่งๆ สักทีมไม่ได้ ในขณะที่บาสเก็ตบอลมีคนจีนเก่งระดับโลก เช่น Yao Ming และมีนักวิ่งข้ามรั้ว Liu Xiang ที่เป็นปกนิตยสารนิวสวีก แต่ฟุตบอลจีนไม่มีดาราในระดับนั้นเลยแม้แต่คนเดียว ทางการจีนภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์กังวลกับการติฉินดูถูกทีมฟุตบอลจีนของประชาชน แต่ก็ไม่กล้าห้ามปรามอะไร จำต้องปล่อยให้แฟนๆ ระบายอารมณ์ออกบ้าง พูดสั้นๆ ก็คือ ทีมฟุตบอลจีนขณะนี้เป็นความอับอาย เป็นที่ดูหมิ่นเหยียดหยามของแฟนๆ จีน หลังจากทีมฟุตบอลหญิงจีน ชนะอาเจนตินา 2-0 โค้ชทีมฟุตบอลหญิงจีนพูดว่า "ตัวยิงประตูของทีมเราเล่นได้ยอดเยี่ยมมาก จนฉันบอกพวกเขาว่า น่าจะไปเล่นให้ทีมฟุตบอลชาย" ในกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้ เมื่อแข่งขันครั้งแรกทีมฟุตบอลจีนก็แพ้บราซิล 3-0 จนถูกแฟนๆ ถากถางเย้ยหยันทั้งทางโทรทัศน์ สื่อหนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ต ตลอดจนนักกีฬาและโค้ชมีชื่อทั้งหลาย และภายใต้แรงกดดันเช่นนี้ นักฟุตบอลของทีม 2 คนได้ทำอะไรที่เขลาๆ ในเวลาต่อมา กล่าวคือ ในเกมส์ที่เล่นกับเบลเยี่ยมซึ่งมีคนจีนชมนับร้อยล้านคน เมื่อเล่นกันไป 52 นาที ผู้เล่นจีนคนหนึ่งก็เตะเข้าท้องน้อยผู้เล่นเบลเยี่ยมเต็มที่ จนถึงกับนอนบิดด้วยความเจ็บปวด ฝ่ายจีนได้ใบแดงไป และก่อนเลิก กัปตันทีมก็โดนใบแดงอีกคนเมื่อใช้ศอกเข้าช่วยเล่น และก็แพ้ 2-0 ไปในที่สุด อินเตอร์เน็ตจีนลงว่า ทีมจีนชนะได้ "สองเหรียญแดง" ทีมฟุตบอลจีนได้ "เหรียญทองจากกีฬาศิลปะการต่อสู้" "ไม่ว่าจีนจะมีปีประหลาด ทั้งแผ่นดินไหว พายุหิมะ ทิเบตรุกฮือ แต่ทีมฟุตบอลของเราก็ไม่เปลี่ยนแปลง" ฯลฯ ว่ากันสนุกเละเป็นวุ้นว่างั้นเถอะ อย่างไรก็ดี ในการเล่นครั้งสุดท้ายในโอลิมปิกครั้งนี้ ทีมจีนก็พอกู้หน้าไว้ได้ด้วยการเสมอนิวซีแลนด์ 1-1 เหตุใดทีมฟุตบอลจีนจึงไม่เอาไหนสักที? นักวิเคราะห์กีฬาของจีนและนักวิชาการบอกว่า คอร์รัปชั่นคือหัวใจของปัญหา (แหม ฟังแล้วคุ้นจัง) คอร์รัปชั่นในสมาคมกีฬาฟุตบอลเป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่งของความตกต่ำ เมื่อสมาคมริเริ่มลีกการแข่งขันในปี 1994 และเป็นกีฬาแรกที่มีการแข่งขันแบบอาชีพ ฟุตบอลจึงเป็นกีฬาประเภทแรก ที่ประสบผลสำเร็จเชิงการค้า ธุรกิจเทเงินสปอนเซอร์เข้าสู่สมาคมนับเป็นล้านๆ เหรียญ และเมื่อที่ใดมีเงินมากโดยขาดการควบคุม ตรวจสอบถ่วงดุลที่ดี มันก็จะดึงดูดคนหวังผลประโยชน์เข้าไป คนพวกนี้ก็จะเข้าไปครอบงำยาวนาน การตัดสินใจทั้งหมดมิได้เป็นไปเพื่อความเป็นเลิศของทีม หากเป็นไปเพื่อกระเป๋าของผู้มีอำนาจ บางคนไปไกลกว่านั้นอีก บอกว่าตราบที่ไม่มีระบบนิติรัฐและการบริหารจัดการที่ดีในระดับประเทศแล้ว คอร์รัปชั่นจะกระจายไปทั่ว ขาดคนที่รับผิดและรับชอบ ดังนั้น จึงยากที่จะกำจัดคอร์รัปชั่นเพื่อพัฒนาคุณภาพกีฬาได้ นอกจากนี้ เงินก็ทำให้เป็นอุปสรรคอีกด้วย นักกีฬาฟุตบอลจีนอาชีพเหล่านี้ ส่วนใหญ่มีรายได้ประมาณปีละ 5 ล้านบาท (146,000 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับคนจีนทั่วไป ดังนั้น จึงมักใช้จ่ายเงินหาความสนุกสนาน กอปรกับส่วนใหญ่ขาดการศึกษาด้วย เมื่อมีเงินจึงลืมตัว บางรายถึงกับเมาแทงคนตายในบาร์ ผมคิดว่าหากให้เวลา ทีมฟุตบอลจีนตั้งสติ และให้เวลาทางการจีนในการกวาดล้างเสือสิงห์ในสมาคมก็เชื่อว่า การมีทีมที่เชิดหน้าชูตาประเทศได้ คงอยู่ไม่ไกล ในประเทศจีนนั้นภาครัฐคือทุกสิ่งทุกอย่าง ในกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้จีนต้องการได้เหรียญทองมากกว่าสหรัฐอเมริกา ต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีอุปสรรคหรือข้อวิจารณ์ด้านลบเพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของจีน ดังนั้น จึงพยายามปิดบังข่าว ปิดกั้นข่าวสาร จัดการกับข่าว ฯลฯ ให้ไปในทิศทางที่ทางการจีนต้องการ สื่อต่างประเทศก็ร้ายไม่ใช่เล่น พยายามหาข่าวลบมาเล่นจากทุกแง่มุม เรียกว่าขิงก็ราข่าก็แรงไม่แพ้กัน ข่าวหนึ่งที่ทางการจีนพยายาม belittle (ทำให้ไม่มีความสำคัญ) ก็คือการได้ 8 เหรียญทองจากว่ายน้ำของ Michael Phelps ผู้มีฉายาว่า the flying fish ในโอลิมปิกครั้งนี้ซึ่งยังไม่มีใครในประวัติศาสตร์ทำได้มาก่อน (Mark Spitz ของทีมว่ายน้ำอเมริกัน เคยได้สูงสุดคือ 7 เหรียญทอง) และรวมแล้วได้ถึง 12 เหรียญทอง (4 เหรียญจากครั้งก่อน) ข่าวอย่างนี้เป็นข่าวใหญ่ของทั้งโลก ถือได้ว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของมนุษยชาติ แต่ในเมืองจีนเป็นเพียงข่าวเล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้น อีกข่าวที่ทางการจีนไม่ค่อย "เล่น" ก็คือ นักกีฬามวยปล้ำของสวีเดนโยนเหรียญทองแดงที่ได้รับอย่างไม่แยแสลงกับพื้น หลังจากรับในพิธีแล้ว เพราะไม่เห็นด้วยกับกรรมการตัดสินที่หาว่าไม่เที่ยงธรรม สำหรับทีมฟุตบอลจีนนั้น คงจะต้องเอาคำพูดของฝรั่งที่ว่า Desperate men always do desperate things (คนสิ้นหวัง มักทำอะไรที่สิ้นคิดเสมอ) มาใคร่ครวญ ถ้าหากตั้งสติให้ดี ยอมรับคำวิจารณ์และมีประชาชนสนับสนุนทางการ ให้ปราบคอร์รัปชั่นในสมาคมให้สิ้นซาก และมีความมุ่งมั่นเหมือนกีฬาอื่นๆ ที่ทำได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว อีกไม่นานก็จะเห็นทีมจีนผงาดขึ้นมาในโลกอย่างแน่นอน เครื่องเคียงอาหารสมอง AC Nielsen สำรวจคนทั่วโลกในปี 2005 เรื่องการนอน และพบว่า - ประเทศและร้อยละต่อไปนี้ประชากรนอนหลังเที่ยงคืนเป็นประจำ ในเอเชียคือ ไต้หวัน (69) เกาหลีใต้ (68) ฮ่องกง (66) ญี่ปุ่น (60) สิงคโปร์ (54) มาเลเซีย (54) ไทย (43) ในยุโรปคือ โปรตุเกส (75) สเปน (65) อิตาลี (39) (ข้อสังเกตคือสามชาตินี้ มีวัฒนธรรมนอนกลางวันคือ siesta ด้วย ในปี 2006 รัฐบาลสเปนรณรงค์ให้ข้าราชการนอนพักหลังอาหารกลางวันไม่เกินกว่า 45 นาที) - ประเทศและร้อยละต่อไปนี้ ประชากรตื่นนอนก่อน 7 โมงเช้า ในเอเชียคือ อินโดนีเซีย (91) เวียดนาม (88) ฟิลิปปินส์ (69) อินเดีย (64) ญี่ปุ่น (64) ในยุโรปคือ เดนมาร์ก (66) เยอรมนี (64) ออสเตรีย (64) ฟีนแลนด์ (63) และนอร์เวย์ (62) - คนญี่ปุ่น 4 ใน 10 คน นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืน - คนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ นอนมากที่สุด คนออสเตรเลีย ร้อยละ 28 และคนนิวซีแลนด์ ร้อยละ 31 นอนมากกว่าคืนละ 9 ชั่วโมง! (โบสถ์ก็ไม่ค่อยเข้าแถมนอนยาวอีกด้วย) น้ำจิ้มอาหารสมอง A man, however fallen, who loves his home, is not wholly lost. Benjamin Disraeli อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ค.ศ.1804-1881) คนที่แม้ตกต่ำเพียงใดก็ยังรักบ้านของตนเอง ก็ไม่ใช่คนที่แย่ไปเสียทั้งหมด หน้า 46
|