|
||||||||||||||
|
ระบบตลาดกับอำนาจเงิน
ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ชาวโลกคงจะหายใจได้ทั่วท้องขึ้นบ้าง หลังราคาน้ำมันดิบลดลงมาจากบาร์เรลละ 147.27 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ราคาน้ำมันขึ้นเอาขึ้นเอานั้น มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ระหว่างผู้เชี่ยวชาญว่า อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้มันเกิดขึ้น ผู้เชี่ยวชาญมักแยกกันเป็นสองฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด ฝ่ายแรก ชี้ว่าราคาพุ่งขึ้นเนื่องจากโลกไม่สามารถผลิตน้ำมันได้มากพอแก่ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งนี้ เพราะน้ำมันมีจำกัดและบางแหล่งเริ่มเหือดแห้งไป ในขณะที่ความต้องการยังถูกผลักดันให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะของจีนและอินเดีย สองประเทศยักษ์ใหญ่นี้ขยายตัวปีละถึง 8-12% ส่วนฝ่ายหลัง ชี้ว่าราคาพุ่งขึ้นไปเพราะถูกผลักดันจากนักเก็งกำไร โดยเฉพาะจากกองทุนขนาดยักษ์ ฝ่ายแรกมักนำข้อมูลสนับสนุนมาอ้าง ในขณะที่ฝ่ายหลังมักหาข้อมูลไม่ค่อยได้ เพราะองค์กรสำคัญๆ ก็ยังไม่ค่อยมีข้อมูลรวมทั้งคณะกรรมการควบคุมตลาดโภคภัณฑ์ ของสหรัฐด้วย หลังถูกกดดันอย่างหนัก จากสมาชิกรัฐสภาให้ศึกษาความเป็นไปให้ลึกซึ้ง คณะกรรมการนี้จึงเริ่มมีข้อมูลมาเสนอ ข้อมูลที่หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ฉบับประจำวันที่ 21 สิงหาคม นำมารายงานดูจะยืนยันบทบาทของนักเก็งกำไร ที่ฝ่ายหลังอ้างถึงและตัวเลขบางตัวทำให้บางคนตะลึง เพราะคาดไม่ถึงมาก่อน อาทิเช่น สัญญาซื้อขายของบริษัทขนาดใหญ่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเก็งกำไรในนามของตัวเองบ้าง และของลูกค้าบ้างมีสัดส่วนถึง 81% ในสัญญาซื้อขายน้ำมันในตลาดโภคภัณฑ์นิวยอร์ก ตัวเลขนี้อาจเป็นเพียงขั้นต่ำเท่านั้น เพราะมันยังไม่รวมการซื้อขายของอีกหลายบริษัท ซึ่งคณะกรรมการยังไม่ได้ตรวจสอบ ข้อมูลชุดเดียวกันบ่งว่า นายหน้าเพียง 4 รายมีสัดส่วนในสัญญาซื้อขายน้ำมันถึงราวหนึ่งในสามเมื่อตอนสิ้นเดือนกรกฎาคม และทุกรายเก็งว่าราคาน้ำมันจะขึ้น ผู้เก็งกำไรขนาดใหญ่ไม่จำกัดอยู่แค่บริษัทที่จดทะเบียนในอเมริกาว่าเป็นผู้เก็งกำไรเท่านั้น หากยังมีบริษัทจากต่างประเทศ ที่ไม่ได้จดทะเบียนเช่นนั้นด้วย ในจำนวนนี้ มีบริษัทที่จดทะเบียนในสวิตเซอร์แลนด์ ว่าเป็นนายหน้าที่แสวงหาน้ำมันให้ลูกค้า ทำสัญญาการซื้อขายเพื่อเก็งกำไรเสียเองถึง 11% ของสัญญาทั้งหมด เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน บริษัทนี้มีสัญญาที่เก็งว่า ราคาน้ำมันจะขึ้นรวมแล้วถึง 57.7 ล้านบาร์เรล ในวันนั้น ราคาน้ำมันขึ้นไปบาร์เรลละ 11 ดอลลาร์ และปิดตลาดที่ 138.54 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามกฎเกณฑ์ของการซื้อขายน้ำมันในตลาดโภคภัณฑ์นิวยอร์ก บริษัทดังกล่าวอาจใช้เงินของตัวเองเพียง 1 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น ส่วนอีก 7-8 พันล้านดอลลาร์สามารถแตะโป้งไว้ก่อนได้ นั่นหมายความว่า ถ้าราคาน้ำมันไม่ขึ้น บริษัทนี้จะมีปัญหาใหญ่หลวง ซึ่งจะมีผลพวงต่อไปในตลาดการเงิน การเข้าควบคุมตลาดได้ขนาดนี้ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ และย่อมมีผลกระทบต่อผู้ต้องการใช้น้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน บริษัทขนส่ง ผู้ผลิตสินค้าหรือผู้บริโภค ปัจจัยที่ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ สามารถเข้าควบคุมตลาดได้มีด้วยกันหลายอย่าง ปัจจัยที่หนึ่ง บริษัทเหล่านี้มีนักบัญชี และทนายชั้นหัวกะทิ ที่คอยมองหาช่องว่างทางกฎหมายให้ ปัจจัยที่สอง พวกเขามีเครือข่ายในวงการเมือง ซึ่งสร้างความกดดันคณะกรรมการควบคุมตลาดโภคภัณฑ์ให้ยกเว้นกิจการบางอย่างของพวกเขา ในกลุ่มผู้ได้รับการยกเว้นได้แก่บริษัทเอ็นรอน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในภาคพลังงาน และได้ล้มละลายไปแล้ว และวาณิชธนกิจดังๆ อาทิเช่น โกลด์แมน แซคส์ ปัจจัยที่สาม บริษัทขนาดใหญ่ร่วมหัวกันใช้การค้าขายทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีลักษณะกึ่งตลาดมืดเพราะอยู่นอกการควบคุมของรัฐบาล ทั้งที่การกระทำนั้นเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป และ ปัจจัยที่สี่ พวกเขาใช้ตลาดโภคภัณฑ์ต่างประเทศ ซึ่งพวกเขามีส่วนก่อตั้งขึ้น อาทิเช่น ในดูไบ ดังเป็นที่ทราบกันดีแล้ว วาณิชธนกิจขนาดใหญ่ในศูนย์กลางการเงินของโลก กำลังประสบปัญหาหนักหนาสาหัส จากการแตกของฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ อนุพันธ์ต่างๆ สร้างความหายนะ แทนที่จะสร้างกำไร และหลายบริษัทขาดทุนเป็นหลักหมื่นล้านดอลลาร์ ในขณะเดียวกัน กองทุนเพื่อเก็งกำไรและกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ ซึ่งมีทรัพย์สินรวมกันนับล้านล้านดอลลาร์ ก็กำลังมองหาที่ลงทุน ปัจจัยเหล่านี้ผลักดันให้พวกเขา เข้าทุ่มเงินในตลาดโภคภัณฑ์รวมทั้งน้ำมันดิบ ฝ้าย และข้าวโพด การทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเช่นนั้น ย่อมสร้างความกดดันให้ราคาสินค้าพุ่งขึ้น ข้อมูลบ่งว่า นายหน้าซื้อขายในตลาดโภคภัณฑ์ต่างๆ ถือโภคภัณฑ์ไว้ในนามของกองทุนต่างๆ เพียง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2546 ตัวเลขเดียวกันนี้พุ่งขึ้นไปถึง 2.6 แสนล้านดอลลาร์แล้ว ผู้เชี่ยวชาญคาดว่ามันจะขึ้นไปถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในเวลาอีกไม่กี่ปี วิวัฒนาการเหล่านี้น่าจะชี้ให้เห็นอะไรๆ หลายอย่าง แต่ขอกล่าวถึงเพียงสองด้านเท่านั้นก่อน ด้านแรก คอลัมน์นี้ประจำวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา อ้างถึงความเห็นของจอร์จ โซรอส ที่ว่าโลกกำลังประสบปัญหาหนักหนาสาหัส เพราะตลาดเงินเชื่อมต่อกันทั่วโลก และมีขนาดใหญ่ จนไม่มีรัฐบาลใดควบคุมได้แล้ว ตัวเลขที่อ้างถึงนี้ชี้ให้เห็นเป็นบางส่วน ว่าเพราะอะไร ในเมื่อมหาอำนาจยังไม่สามารถควบคุมตลาดเงินได้ ประเทศเล็กๆ คงไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก นอกจากจะพยายามหาวิธีป้องกันตัวเอง อาทิเช่น งบประมาณของรัฐบาลจะต้องไม่ขาดดุลมากนัก หากจำเป็นจะต้องขาดดุล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้าขายและการชำระเงินกับต่างประเทศ จะต้องไม่ขาดดุลมากและอย่างต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อจะต้องไม่สูงโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่ค้า และอัตราแลกเปลี่ยนจะต้องสะท้อนภาวะตลาด ซึ่งจะป้องกันมิให้นักเก็งกำไรสามารถโจมตีค่าเงินได้เช่นเมื่อปี 2540 ต้องเก็บเงินสำรองไว้ในระดับที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป และจะต้องไม่คิดต่อกรกับนักเก็งกำไรในแนวที่ ธปท. ทำเมื่อปี 2540 และไม่พยายามทำอะไรในแนวเห็นช้างขี้แล้วขี้ตามช้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิเทศธนกิจ ตลาดโภคภัณฑ์ ตลาดอนุพันธ์ หรือการตั้งกองทุนต่างๆ โดยเฉพาะกองทุนมั่งคั่งแห่งชาติ ด้านที่สอง พลังงานนับวันจะยิ่งขาดแคลนยังผลให้ราคาของมันจะขึ้นไปเรื่อยๆ ประเทศที่มีวิสัยทัศน์จำเป็นต้องแสวงหา และพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกไว้ให้มากและมั่นคงที่สุด เนื่องจากตลาดมีพลังอำนาจสูงมาก โดยเฉพาะจากการโยกย้ายเงินทุนจำนวนมหาศาลอย่างรวดเร็ว การหาทางป้องกันตัวเอง จะทำได้ต้องอาศัยรัฐบาลที่มีทั้งความเข้าใจ วิสัยทัศน์ ความสามารถและความซื่อสัตย์เป็นเลิศ ในขณะนี้ ประเทศไทยยังไม่มีรัฐบาลตรงตามความต้องการนั้น เราจึงจำเป็นต้องช่วยกันเฝ้าระวัง และไม่ปล่อยให้รัฐบาลทำอะไรแบบโง่ๆ หรือเล่นแร่แปรธาตุ เพื่อผันสมบัติของชาติไปเข้ากระเป๋าของคนบางกลุ่ม และของพรรคการเมือง
|