หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
การจัดการความรู้...โมเดลธุรกิจใหม่ที่เติบโตอย่างยิ่งยวด

คอลัมน์ องค์กรแห่งการเรียนรู้ ดร.มงคลชัย วิริยะพินิจ Mongkolchai@acc.chula.ac.th  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4031

ณ วันนี้อยากให้ท่านผู้อ่านมองการจัดการความรู้ หรือ knowledge management ในมุมมองใหม่ที่มิใช่มุมมองที่มักถูกมองว่า การจัดการความรู้นั้นก็เพื่อพัฒนาคนในองค์กร และพัฒนาผลการดำเนินงานขององค์กร แต่ ณ วันนี้อยากให้ท่านผู้อ่านมองการจัดการความรู้ในอีกแง่มุมหนึ่งที่แฝงไปด้วยนวัตกรรมทางความคิดที่ดูท่าจะไม่หยุดเจริญเติบโต

ในความหมายของคำว่า นวัตกรรมทางความคิดที่ผมกล่าวนั้น หมายถึงความคิดสร้างสรรค์ในโมเดลธุรกิจใหม่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ และเพื่อความเข้าใจที่ถ่องแท้มากขึ้นของท่านผู้อ่านในประเด็นที่ผมตั้งขึ้นมา ในบทความนี้ผมขอยกตัวอย่าง 3 กรณีศึกษาซึ่งเป็น 3 เว็บไซต์ที่ท่านผู้อ่านคงจะรู้จักกันดี กล่าวคือ google.com, youtube.com และ pantip.com

Google.com ถือเป็น search engine ชั้นเยี่ยมยอดสำหรับนักท่องอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน ไม่ว่าท่านต้องการความรู้เรื่องอะไร Google เป็นที่ที่คุณสามารถหาความรู้ได้แทบจะทุกเรื่อง และด้วยเหตุนี้เอง Google จึงกลายเป็นเวทีในโลกของอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ที่ตอบสนองความโหยหาความรู้ของบุคคลทั่วไป และที่สำคัญความรู้ที่ว่ามักจะเป็นความรู้ประเภท just-in-time knowledge นั่นก็คือ ความรู้ที่จำเป็นต้องถูกนำมาประยุกต์ใช้ ณ บัดนั้น ซึ่ง Google ตอบโจทย์ในเรื่องของ just-in-time knowledge ได้ดี และเป็นเหตุให้ Google กลายเป็น search engine อันดับ 1 ในปัจจุบัน การที่คนเข้ามาค้นหาความรู้หรือข้อมูลผ่านทาง Google นั้นมิใช่ว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับทาง Google เพราะถ้าต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อค้นหาความรู้หรือข้อมูลจาก Google คงไม่มีคนเข้าไปใช้บริการมากขนาดนี้ แต่ Google ได้รายได้จากการขายโฆษณาและใครๆ ก็อยากเข้ามาโฆษณาใน Google กันทั้งนั้น เพราะมีคนเข้ามาใช้บริการหาความรู้หรือข้อมูลในเว็บไซต์แห่งนี้ในปริมาณที่เยอะมาก

ภายใต้เว็บไซต์ Google มีอีกหนึ่งเว็บไซต์ที่เลื่องชื่อนั่นก็คือ youtube.com ด้วยบริการของ youtube ซึ่งจริงๆ แล้วก็เข้าหลักคล้ายๆ กับบริการของ Google ในแง่ที่ว่าให้บริการด้าน search engine คล้ายๆ กัน เพียงแต่ความรู้ หรือข้อมูลที่นำเสนอใน youtube นั้นอยู่ในรูปแบบของ VDO clip อย่างไรก็ดี youtube ก็เป็นอีกประเภทของธุรกิจ ที่มีโมเดลทางธุรกิจเป็นการขายโฆษณา โดยที่อาศัยกลุ่มคนจำนวนมากที่เข้าไปใช้บริการใน youtube โดยที่ youtubeไม่คิดค่าบริการ และบริการดังกล่าวเป็นบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดการความรู้ และต้องขอกล่าว ณ ที่นี้ว่า youtube ก็เป็นอีกหนึ่งที่เป็นเวทีขนาดใหญ่ในการจัดการความรู้ อย่างน้อยในเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นที่ที่ท่านสามารถมาหาความรู้ได้สารพัดเรื่อง และที่สำคัญสื่อความรู้ที่ออกมานั้นเป็น VDO clip ที่บางท่านอาจมองว่าง่ายที่จะบริโภคสื่อประเภทนี้เมื่อเทียบกับการบริโภคสื่อที่เป็นตัวหนังสือที่อาจจะใช้เวลามากกว่า และนอกจากนี้ยังเป็นเวทีที่แบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกันได้อย่างดีระหว่างคนที่ไม่รู้จักหรือพำนักอยู่ในคนละประเทศกัน เนื่องจากท่านสามารถนำ VDO clip ไป upload ใส่ในเว็บไซต์ youtube ได้อย่างง่ายดายเมื่อท่านเห็นว่า VDO clip ไหนที่ท่านผลิตขึ้นมาและเห็นว่าดีมีความรู้มีประโยชน์และน่าจะเป็นที่สนใจต่อผู้อื่น เพื่อให้คนที่มีความสนใจในเรื่องนั้นๆ เข้ามาค้นคว้าในเว็บไซต์ youtube

ที่สำคัญ youtube สามารถก่อให้เกิด community หรือชุมชนได้ในทางอ้อม เพราะในแต่ละ VDO clip นั้นท่านสามารถที่จะใส่ comment หรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ VDO clip ที่ท่านเพิ่งได้รับชมไป และในการโต้ตอบกันระหว่างคนดู VDO clip นั้นๆ ผ่าน comment ต่างๆ ก่อให้เกิดกระบวนการจัดการความรู้ เพราะท่านได้เห็นมุมมองของคนอื่นๆ ว่าในเรื่องเดียวกันนี้คนอื่นเขาคิดกันอย่างไร มีความรู้อะไรที่เป็นต่อยอดจากสิ่งที่ปรากฏอยู่ใน VDO clip หรือไม่ เพราะกลุ่มคนที่เข้ามา comment ในแต่ละ VDO clip นั้นก็มักจะเป็นกลุ่มคนที่สนใจในเรื่องเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึง search หรือค้นคว้าหา VDO clip ในเว็บไซต์ youtube ในเรื่องที่คล้ายๆ กัน และก็จะสื่อสารกันผ่านทางการใส่ comment เกี่ยวกับ VDO clip นั้นๆ ลงไปในเว็บไซต์ youtube และสิ่งนี้ช่วยก่อให้เกิดการสร้าง community หรือชมุชนย่อยๆ ขึ้นมาได้เช่นกัน สิ่งที่สำคัญจากการก่อให้เกิดชุมชนก็คือการที่ผู้ชม VDO clip สามารถแบ่งปันความรู้หรือเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผ่านทางเว็บไซต์แห่งนี้ และก็เพราะว่าเว็บไซต์ youtube เป็นอีกหนึ่งเวทีขนาดใหญ่ที่เปิดโอกาสให้คน ได้เรียนรู้ในสิ่งที่อยากเรียนรู้จริงๆ ได้เห็นความคิดของคนอื่นๆ ได้แสดงความคิดเห็นของตนเองอย่างเปิดเผย ทำให้คนทั้งหลายนิยมหรือชื่นชอบที่จะกลับไปเยี่ยมเยียนเว็บไซต์ youtube อย่างสม่ำเสมอ และสิ่งนี้เองช่วยทำให้ youtube สร้างรายได้จากการขายโฆษณา

อย่างไรก็ดี ลองมาพิจารณาถึงเว็บไซต์ของคนไทยกันบ้าง ซึ่งผมได้อ้างถึง pantip.com ไว้แต่เบื้องต้น และต้องขอชื่นชมว่าเป็นเว็บไซต์ที่ถือได้ว่าเป็นเวทีแห่งการจัดการความรู้ชั้นเยี่ยมยอดของเมืองไทยจริงๆ อย่างน้อยถ้าท่านไม่รู้จะถามใครไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรให้เข้าไปพิมพ์คำถามของท่านได้ในเว็บไซต์ pantip เดี๋ยวก็มีคนไทยใจดีมาตอบคำถามของท่านเอง และคำตอบที่ว่ามักจะเป็นคำตอบที่ดีที่มิใช่คำตอบในเชิงทฤษฎี แต่เป็นคำตอบในเชิงปฏิบัติที่นำมาจากประสบการณ์จริง เป็นคำตอบที่นำมาจากหลักปฏิบัติจริงๆ ซึ่งเป็นประเภทของความรู้ที่คนอยากจะได้มากกว่า กล่าวคือเป็นประเภทของความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที โดยเฉพาะถ้าความรู้นั้นเป็นประเภท just-in-time knowledge ตามที่ผมได้กล่าวไว้แล้ว

สำหรับท่านที่ไม่เคยเข้าไปเยี่ยมเยียนเว็บไซต์ pantip ก็ขอกล่าวแนะนำเบื้องต้นว่า เว็บไซต์แห่งนี้อาศัยเทคโนโลยี ที่เรามักเรียกกันว่า เว็บบอร์ด หรือทางภาษาวิชาการเรียกว่า asynchronous online discussion board นั่นหมายถึงท่านสามารถพิมพ์ข้อความลงไปในบอร์ดเมื่อใด หรือที่ไหนก็ได้ ตราบใดที่ท่านมีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกับอินเทอร์เน็ต ภายในเว็บไซต์ pantip แบ่งออกเป็นคาเฟ่ต่างๆ ตามความสนใจของคนที่เข้ามาเยี่ยมเยียน ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นภายในแต่ละคาเฟ่นั้น ผมมองว่านี่คือการสร้าง community หรือชุมชนที่ก่อตัวจากคนที่สนใจในเรื่องเดียวกัน และสำหรับคนไทยนั้นผมมองว่าเว็บไซต์ pantip ตอบโจทย์ได้ดีในแง่ที่ว่าเป็นที่ที่ทำให้คนไทยเปิดใจที่จะพูดในสิ่งที่ตนคิด เนื่องจากในการสื่อสารสนทนา ผ่านทางเว็บบอร์ดในเว็บไซต์ pantip นั้น ทุกคนมีสิทธิเท่ากันไม่มีเจ้านาย ไม่มีลูกน้อง ไม่มีใครอาวุโสกว่าใคร ทุกคนเท่าเทียมกัน และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครชื่อนามสกุลจริงอะไร เพราะฉะนั้นไม่ว่าท่านจะเป็นคนไทยอยู่ส่วนไหนของโลก ท่านสามารถเปิดใจพูด สอน เล่า ในสิ่งที่ท่านรู้ หรือแบ่งปันประสบการณ์ที่ท่านมีได้อย่างสบายใจ

การได้เห็นความสำเร็จของเว็บไซต์ pantip ทำให้ผมเห็นว่าคนไทยเป็นชนชาติที่ไม่อยู่นิ่งเฉย เป็นชนชาติของคนที่สนใจใฝ่รู้ มีความคิดความอ่าน และมีความสนใจอย่างแท้จริงในแต่ละเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่างๆ กันไป นอกจากนี้ยังได้รู้ว่าคนไทยนั้นรักและสามัคคีกัน ซึ่งสามารถสังเกตได้จากการแบ่งปันความรู้กัน ตอบคำถามซึ่งกันและกันผ่านทางเว็บไซต์ pantip บางคนไม่มีคำถามและไม่มั่นใจที่จะตอบก็เข้าไปอ่านกระทู้ต่างๆ ที่ตั้งกันขึ้นมาในคาเฟ่ที่ตนสนใจก็พอใจแล้ว ซึ่งเป็นความพอใจจากที่ได้หาความรู้ใหม่ๆ หรือรู้ว่าคนอื่นเขาคิดอย่างไรในเรื่องที่คนคนนั้นสนใจ

และจึงไม่แปลกที่ความพอใจดังกล่าวที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการจัดการความรู้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเว็บไซต์ pantip เพื่อหาความรู้ใส่ตัว เพื่อแบ่งปันความรู้ และตัวเว็บไซต์ของ pantip เองก็เป็นที่เก็บรักษาความรู้ จะทำให้หลายๆ ท่านต้องเข้าไปเยี่ยมเยียนเว็บไซต์ pantip อยู่เรื่อยๆ และความที่มีกลุ่มคนขนาดใหญ่ที่เข้าไปเยี่ยมเยียนเว็บไซต์ pantip อยู่ทุกวัน ทำให้เว็บไซต์ pantip สามารถอยู่รอดได้โดยที่ไม่คิดค่าใช้จ่ายคนที่เข้าไปใช้บริการในเว็บไซต์ แต่ใช้โมเดลธุรกิจในการขายโฆษณาเช่นเดียวกับ google.com และ youtube.com

ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าโมเดลทางธุรกิจในโลกอินเทอร์เน็ตนั้นเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อันเป็นนวัตกรรมทางความคิดที่ไม่หยุดนิ่ง ณ วันนี้เรากำลังพูดถึงการขายโฆษณาในเว็บไซต์ชื่อดังต่างๆ แต่ถ้าถามกันเพื่อให้พิจารณาอีกทีว่าคืออะไรกันแน่ ที่เป็นสินค้าหรือบริการที่เป็นนวัตกรรมทางโมเดลธุรกิจ ผมขอตอบ ณ ตรงนี้ว่า คือการจัดการความรู้เว็บไซต์ชื่อดัง ตามที่อ้างถึงในบทความนี้ตอบโจทย์ให้ผู้มาเยี่ยมเยียนทั้งหลาย สนองความต้องการที่จะจัดการความรู้ ในเรื่องที่ตนสนใจที่จะเรียนรู้

หน้า 42