หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง

คอลัมน์ นอกรอบ โดย ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ dr.nitinai@gmail.com  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4031

ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยก็ขยายตัวอยู่ในระดับที่ไม่เลวนะครับ ไตรมาสแรกขยายตัวร้อยละ 6.1 และล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมาสภาพัฒน์ (สศช.) ได้ประกาศตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ออกมาว่า ไตรมาสที่ 2 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ในระดับร้อยละ 5.3 ทำให้ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อยู่ในระดับร้อยละ 5.7 ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าแม้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่หากการขยายตัวที่ลดลงจากร้อยละ 6.1 ในไตรมาสแรกเป็นร้อยละ 5.3 ในไตรมาสที่ 2 แสดงถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างชัดเจนครับ

สัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจดังกล่าวของครึ่งปีแรกและข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ออกมาในช่วง 2 เดือนแรกของครึ่งปีหลัง ทำให้อดเป็นห่วงไม่ได้ครับว่า แม้เศรษฐกิจในครึ่งปีหลังของปี 2551 นี้จะยังขยายตัวได้ในระดับที่น่าพอใจ แต่มีบางภาคเศรษฐกิจได้เริ่มส่อแววมีปัญหาบ้างแล้วเหมือนกัน วันนี้ลองมาดูกันครับว่าภาคเศรษฐกิจภาคไหนบ้าง ที่น่าจับตาดูในช่วงเวลา 4 เดือนที่เหลือของปีครับ

เริ่มจากตลาดเงินก่อนแล้วกันนะครับ ท่านผู้อ่านสังเกตไหมครับว่า ช่วงเดือน-สองเดือนที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์เริ่มมีการแย่งเงินออม เริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกันเป็นทิวแถว ตรงนี้บอกได้ว่า สภาพคล่องทางการเงินกำลังมีการขาดแคลน ทั้งๆ ที่การลงทุน (ความต้องการเงินทุน) ไม่ค่อยมีการขยายตัว ทำไมหรือครับ ? ตรงนี้ก็เพราะเกิดจากปัจจัยทั้งภายในและปัจจัยต่างประเทศครับ

สำหรับปัจจัยต่างประเทศ ดูเหมือนว่าปัญหาซับไพรมทำให้สถาบันการเงินสหรัฐ จำเป็นต้องนำเงินที่ลงทุนอยู่นอกประเทศของตน กลับไปชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งเงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีนครับ จึงทำให้เราสามารถเห็นได้ว่าดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะตลาดหุ้นประเทศจีน ร่วงลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่มีปัญหาซับไพรมเกิดขึ้น นอกจากนี้ราคาสินทรัพย์สหรัฐที่ถูก ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้เงินทุนอีกส่วนหนึ่งไหลเข้าไปยังสหรัฐเพื่อซื้อของถูกดังกล่าว โดยการไหลของเงินทุนไปยังสหรัฐนี้เอง เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สภาพคล่องทางการเงินในประเทศไทยหดหายไป

ในส่วนของปัจจัยภายในประเทศนั้น กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (inflation targeting) ที่แบงก์ชาติใช้เป็นหลักในการดำเนินการนโยบายการเงินในปัจจุบันนั้น อาจไม่มีความเหมาะสม กับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาวะที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนอันส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อทั่วโลก การรักษากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อโดยการดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบของแบงก์ชาตินั้น ทำให้สภาพคล่องขาดแคลน อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น อันจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่อไปได้ นอกจากนี้สภาพคล่องบางส่วน ยังได้ไหลออกไปลงทุนยังต่างประเทศ (เช่น พันธบัตรเกาหลี) ซึ่งนี่ก็เหมือนกับว่าเป็นการนำทรัพยากร (เงินออม) ของประเทศไปพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอื่นครับ

นอกจากตลาดเงินแล้ว ก็ยังมีภาคการก่อสร้างที่ส่งกลิ่นไม่ค่อยดีครับ ต้องยอมรับครับว่าภาคการก่อสร้าง ต้องเผชิญกับวิบากกรรมด้านต้นทุนมาตั้งแต่ต้นปีและต่อเนื่องมาถึงกลางปี และจะต่อเนื่องไปถึงปลายปีครับ โดยต้นปีภาคการก่อสร้าง ต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนวัสดุก่อสร้างราคาแพง และตอนนี้กำลังเผชิญต้นทุนทางการเงิน จากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้นเป็นปัญหาที่รุมเร้าเพิ่มเติมในช่วงกลาง-ปลายปีอีก ซึ่งความเสี่ยงด้านต้นทุนที่คุกคามภาคก่อสร้างดังกล่าว เริ่มส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการน้อยลง งานก่อสร้างภาคเอกชนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเจน ก็คงจะเหลือแต่งานก่อสร้างภาครัฐล่ะครับ ที่จะเป็นตัวผลักดันภาคการก่อสร้างที่สำคัญในช่วงครึ่งปีหลังของปี การกำหนดค่า K ของรัฐบาลให้สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงของผู้ก่อสร้างมีความจำเป็นอย่างมากครับ

สำหรับภาคการส่งออกนั้น แม้ตัวเลขการขยายตัวของการส่งออกไทยเราจะทุบสถิติกันรายเดือน แต่ในช่วงเศรษฐกิจมีความผันผวน โดยเฉพาะด้านราคาสินค้า การนำเสนอตัวเลขภาคการค้าระหว่างประเทศนั้น ควรแยกการพิจารณาในด้านมูลค่า และปริมาณออกจากกันครับ ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2551 แม้ในด้านมูลค่าประเทศไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัด แต่เมื่อพิจารณาปริมาณการนำเข้า-ส่งออกแล้ว เห็นว่าอัตราการขยายตัวของการนำเข้าและส่งออกอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันครับ นั่นก็หมายความว่า ทิศทางดุลบัญชีเดินสะพัดนั้นขึ้นอยู่กับระดับราคาสินค้านำเข้า-ส่งออกเป็นสำคัญ ซึ่งเมื่อพิจารณาในหลักการแล้วพบว่า สินค้าส่งออกของประเทศไทย (ได้แก่ สินค้าเกษตร) มีความยืดหยุ่นต่อราคา (supply response) สูงกว่าสินค้านำเข้า (ได้แก่ น้ำมัน) สินค้าเกษตรราคาสูง ก็มีการปลูกกันเพิ่มขึ้นมาก ราคาก็จะลดลงมาก ซึ่งจะทำให้แนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทย เสียเปรียบในอนาคต นอกจากนี้ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นล่ะครับ ว่าปัญหาซับไพรมของสหรัฐยังคงรุมเร้าเศรษฐกิจโลกอยู่อย่างไม่หยุดหย่อน ปัญหาซับไพรมก็ยังส่งผลให้กำลังซื้อของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหรัฐและยุโรปลดลง ซึ่งจากปัจจัยด้านผลของราคาและปัญหาซับไพรมดังกล่าวอาจส่งผลให้ภาคการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังไม่สดใสนักครับ

ในส่วนของภาคการท่องเที่ยว ต้องยอมรับครับว่า ตัวเลขท่องเที่ยวที่ดีในครึ่งปีแรกของปี 2551 มีผลพวงสืบเนื่องมาจากฤดูกาลท่องเที่ยว (high season) ในช่วงปลายปี 2550 แต่หากในครึ่งปีหลังของปี 2551 อาจไม่สดใสเหมือนครึ่งปีแรกครับ โดยเมื่อพิจารณาตัวเลขการจองทัวร์ของนักท่องเที่ยวแล้วพบว่า การจองทัวร์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งโดยปกติแล้วการจองจะกระทำก่อน 2-3 เดือน ลดลงอย่างมีนัย กล่าวคือหากสิ้น ส.ค.นี้ ถ้าตัวเลขการจองยังคงชะลอตัวอย่างมีนัยเช่นนี้ ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (high season) ที่จะมาถึงในปลายปีนี้ ภาวะการท่องเที่ยวของไทยมีแนวโน้มที่อาจส่งสัญญาณซบเซาอย่างชัดเจนได้ครับ

แม้ภาพรวมทางเศรษฐกิจมหภาคในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2551 ยังมีอัตราการขยายตัวอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ แต่หากตัวเลขทางเศรษฐกิจในปัจจุบันได้ส่งสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจในบางภาคอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน ซึ่งรัฐบาลควรมีนโยบายเชิงรุก (pro-active) เพื่อป้องกันปัญหาและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนโยบายที่แก้-ป้องกันปัญหาที่เกิดกับวิสาหกิจขนาดกลาง-ขนาดย่อม (SMEs) ในภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวครับ

หน้า 41