|
||||||||||||||
|
ชีวิตในสถาบันการศึกษา
"นอกระบบ"
โดย วินัย วงศ์สุรวัฒน์ คณะวิทยาการจัดการ สถานเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11128 ประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับชีวิตในสถาบันอุดมศึกษาภาคเอกชน ซึ่งได้ดำเนินกิจการอยู่นอกระบบราชการมาเป็นเวลาหลายสิบปี ดังที่จะได้เล่าต่อไปนี้ อาจเป็นประโยชน์บ้างต่อผู้สนใจ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลที่จะนำสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ "ออกนอกระบบ" ผู้เขียนเริ่มเข้าทำงานเป็นอาจารย์ที่สถาบันเอไอทีเมื่อเดือนสิงหาคม 2550 สถานภาพการทำงานเป็นพนักงานของสถาบัน โดยมีสัญญาการทำงานสองปี เวลาผ่านมาหนึ่งปี ก็ได้รับจดหมายจากนายจ้าง ให้จัดเตรียมเอกสารล่วงหน้า เพื่อยื่นเรื่องขอต่อสัญญาการทำงานไปอีกสองปี ข้อมูลที่ต้องนำเสนอสถาบันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก เริ่มต้นจากรายวิชาที่ได้สอน และจำนวนนักเรียนที่ลงเรียน หลังจากนั้น ก็นำค่าหน่วยกิตคูณเข้าไป ถือเป็นเม็ดเงินที่ได้สร้างให้ทางสถาบันจากการสอน เสร็จแล้วก็บวกรายได้ที่หามา สมทบสถาบันจากการขอทุนวิจัยจากภายนอก ออกมาเป็นรายได้รวมตามสูตร รายได้รวม = รายได้จากการสอน + รายได้สมทบสถาบันอันมาจากการขอทุนวิจัยภายนอก เมื่อคำนวณรายได้รวมแล้ว ก็นำเงินเดือนและค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดต่างๆ (เช่น ค่าลงทะเบียน และรายจ่ายเกี่ยวกับธุรการต่างๆ) มาหักออก กลายเป็นผลกำไร (หรือขาดทุน) จากการว่าจ้างตามสูตร ผลกำไร/ขาดทุนจากการว่าจ้าง = รายได้รวม - เงินเดือน - ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ว่ากันตามหลักเหตุผล หากการว่าจ้างสร้างกำไรให้ทางสถาบัน ก็มีความน่าจะเป็นที่จะได้ต่อสัญญา แต่หากบวกลบออกมาแล้ว ทำงานไม่คุ้มเงินเดือนก็เห็นวี่แววว่าจะได้ออกไปหางานใหม่ในไม่ช้า ที่ว่ามาก็เป็นเพียงแค่การประเมินคร่าวๆ ความจริงการต่อสัญญานั้นยังต้องพิจารณารายละเอียดอื่นๆ อีก เช่น ผลประเมินคุณภาพการสอนของนักเรียน, การตีพิมพ์งานวิจัยในวารสารต่างประเทศ (ซึ่งสถาบันคาดหวังให้อาจารย์ทุกคนได้ตีพิมพ์อย่างน้อยปีละหนึ่งบทความ เพื่อส่งเสริมฐานะการเป็นสถาบันวิจัย), และการช่วยเหลืองานทางฝ่ายธุรการต่างๆ หากต้องการให้ได้ต่อสัญญาก็ต้องระมัดระวังอย่าให้ความรับผิดชอบเหล่านี้บกพร่อง ข้อดีของการบริหารจัดการบุคลากรแบบนี้ก็คือ มีการตรวจสอบประเมินผลงานกันอย่างเป็นประจำ ลูกจ้างทุกคนทราบดีว่า สถาบันต้องรับผิดชอบสถานภาพการเงินของตนเอง ดังนั้น การใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวังก็อาจนำไปสู่การเจ๊งได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ระบบที่ว่ายังสนับสนุนและให้รางวัลคนทำงานมาก เพราะคนทำงานมากเท่านั้น ที่จะได้เลื่อนตำแหน่งและขึ้นเงินเดือน ทั้งนี้ก็เพราะคนทำงานน้อยไม่อาจสร้างรายได้ให้สถาบันให้คุ้มกับเงินเดือนแพงๆ ได้ การประเมินการทำงานของพนักงานอย่างสม่ำเสมอยังส่งผลให้พนักงานไม่นิ่งนอนใจกับภาระหน้าที่ในมิติต่างๆ ของตน เป็นต้นว่า อาจารย์ก็ต้องใส่ใจกับการสอน เพื่อให้ผลประเมินคุณภาพการสอนของนักเรียนผ่านเกณฑ์ แล้วก็ต้องขวนขวายทำงานวิจัย ไม่ปล่อยให้วิชาความรู้ของตนล้าหลัง มิเช่นนั้นจะส่งงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติไม่ได้ สำหรับข้อเสียของระบบนี้ก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ที่เห็นชัดๆ คืออาจารย์ทุกคนต้องมานั่งเสียวสันหลังกันเป็นระยะๆ ทั้งนี้ การทำเงินให้สถาบันนั้น บางทีก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความขยันเพียงอย่างเดียว เช่น บางครั้งอยากจะเปิดสอนวิชาหนึ่งใจจะขาด แต่นักเรียนลงทะเบียนเรียนกันไม่ถึงสิบคน วิชานั้นก็ต้องถูกยกเลิกไปตามกฎของสถาบัน (เพราะค่าใช้จ่ายในการเปิดสอนไม่คุ้มรายได้) ปัญหาเช่นนี้ มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดเรื่องเน่าๆ อื่นๆ ตามมา เช่น การที่คณาจารย์พยายามออกกฎให้หลายๆ รายวิชาเป็นวิชาบังคับโดยไม่จำเป็น (ความจริงควรเป็นวิชาเลือก) หรือการพยายามสร้างชื่อเป็นอาจารย์จอมปล่อยเกรด ... ลด-แลก-แจก-แถม เกรดเอ เพื่อเป็นเครื่องดึงดูดใจให้นักเรียนมาลงเรียนกันเยอะๆ นี่ยังไม่พูดถึงเรื่องการเมืองในคณะที่อาจปูดขึ้นมาได้ง่ายๆ เพราะอาจารย์ต่างต้องการแย่งชิงกันสอนวิชาบังคับตัวสำคัญๆ เพื่อความอยู่รอด นอกจากนี้ การตีพิมพ์งานวิจัยในวารสารต่างประเทศนั้น หลายๆ ครั้งก็ต้องวัดดวงเช่นเดียวกัน เพราะส่งไปก็ใช่ว่าเขาจะพิมพ์ให้เสมอไป โดนปฏิเสธตีกลับมาก็เห็นกันบ่อยๆ ยิ่งสถาบันบังคับให้อาจารย์ ต้องตีพิมพ์เป็นประจำด้วยแล้ว คราวนี้ อาจารย์ก็อาจเกิดแรงจูงใจที่จะส่งงานวิจัยไปตีพิมพ์ในวารสาร "สั่วๆ" เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าจะได้ตีพิมพ์ (วารสารดีๆ เขาปฏิเสธกันง่ายและบ่อย) สำหรับการขอทุนวิจัยจากภายนอกนั้น หากโปรเจ็คต์มีความจำเป็นต้องใช้เงินสักห้าแสน อาจารย์ก็อาจจะอยากแกล้ง ขอสักสองล้าน ทั้งนี้ จะได้มั่นใจว่านำเงินเข้าสถาบันได้มากพอเพื่อป้องกันการโดนให้ออก สถาบันเอไอที ตระหนักถึงปัญหาที่ยกมานี้เป็นอย่างดี และก็ได้พยายามสร้างกลไกเพื่อป้องกันไว้หลายๆ อย่าง เช่น อาจารย์ทุกคนต้องรายงานเกรดเฉลี่ยที่ให้ในแต่ละรายวิชา หากเกรดเฉลี่ยที่ว่าสูงเกินไปก็เป็นสัญญาณว่าเริ่มมีปัญหา "เกรดเฟ้อ" ในส่วนของวารสารวิจัยต่างประเทศนั้น ทางสถาบันก็มีการสำรวจคุณภาพอยู่เป็นประจำ เพื่อควบคุมให้อาจารย์ส่งงานวิจัยไปตีพิมพ์ในวารสารที่ได้มาตรฐานเท่านั้น แน่นอนว่ากลไกเหล่านี้ไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สถาบันก็ถือว่าเป็น "ราคา" ที่ต้องจ่ายเพื่อรับรองความอยู่รอดในระยะยาว คราวนี้มาพูดถึงผลกระทบต่อนักเรียนบ้าง ถามว่าค่าเล่าเรียนที่สถาบันเอไอทีแพงไหม ก็ต้องตอบว่าแพง แต่ถ้าแพงเกินไปสุดท้ายก็ไม่มีคนเรียน ดังนั้น สถาบันจึงต้องพยายามวิ่งเต้นหาทุนการศึกษาทั้งจากภาครัฐ และเอกชน เพื่อช่วยเหลือนักเรียน ทั้งนี้ สถาบันการศึกษาไม่ว่าสถาบันไหนก็ย่อมมีคู่แข่งทั้งสิ้น ดังนั้น หากตั้งราคาค่าเล่าเรียนสูงเกินไป นักเรียนก็คงหายไปเรียนที่อื่นกันหมด ทำให้สถาบันเจ๊งได้เช่นกัน หากพิจารณาดูการออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยรัฐแล้ว การที่จะมีการขึ้นค่าเล่าเรียนภายหลังการออกนอกระบบ ก็เห็นจะมีความเป็นไปได้เหมือนกัน เพราะมหาวิทยาลัยอาจได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐน้อยลง อย่างไรก็ดี การขึ้นค่าเล่าเรียนอย่างมากมายมหาศาลคงเป็นไปได้ยาก เพราะทุกสถาบันย่อมต้องคำนึงถึงการสูญเสียนักเรียน ให้คู่แข่งอยู่เสมอ แล้วถามว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องส่งเงินอุดหนุนให้สถาบันอุดมศึกษาของรัฐหรือไม่ คำตอบจากนักเศรษฐศาสตร์เฮฟวี่เวทบางคน เช่น Milton Friedman คือ "ไม่" เพราะการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้น เป็นการแสวงหาประโยชน์ และความก้าวหน้าของปัจเจกชน กล่าวคือ ผู้ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่จากการสำเร็จการศึกษา ขั้นปริญญาตรีขึ้นไปนั้น คือ บัณฑิตนั่นเอง พูดง่ายๆ การศึกษาจนจบเป็นบัณฑิตก็คล้ายๆ กับการไปซื้อหาเสื้อสูทสวยๆ มาสวมใส่ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ตนเองได้มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ได้รับเงินเดือนสูงๆ และมีคู่ครองที่ดีในอนาคต หากใครต้องการซื้อเสื้อสูทแพงๆ มาสวมใส่ ก็ควรจะไปขวนขวายหาเงินมาซื้อเอง ไม่มีเหตุผลใดที่รัฐบาลจะต้องออกเงินซื้อให้ ทั้งนี้ เงินที่รัฐใช้อุดหนุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้น มาจากเงินภาษีอากรที่เก็บมาจากประชาชนไม่เลือกหน้า เหตุใดคนไม่มีลูก หรือคนที่มีลูกเป็นนักกีฬาหรือนักแสดงอาชีพ (ที่ไม่ได้มีความจำเป็นหรือสนใจจะเรียนมหาวิทยาลัย) จะต้องมาเสียเงินภาษีเพื่อส่งลูกคนอื่นให้ได้เรียนอักษรฯ หรือเรียนไฟแนนซ์ด้วยเล่า โปรดสังเกตว่า คำอธิบายข้างต้น ใช้จำเพาะกับการศึกษาระดับอุดมศึกษาเท่านั้น สำหรับการศึกษาในระดับประถมหรือมัธยม นักเศรษฐศาสตร์ยอมรับว่าเป็นการลงทุนที่ได้ประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม เพราะการที่ประเทศชาติมีประชาชนที่อ่านออก-เขียนได้ สามารถมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์นั้น เป็นผลประโยชน์ต่อส่วนรวม มิใช่เฉพาะต่อปัจเจกชน ดังนั้น การที่รัฐบาลให้เงินอุดหนุนการศึกษาในระดับต้นๆ นั้น จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง สำหรับคนที่เป็นห่วงว่าค่าเล่าเรียนสูงๆ ในสถาบันอุดมศึกษาจะทำให้ลูกคนจนไม่ได้เรียนนั้น อาจลืมคิดไปว่าสถาบันการเงินหลายแห่ง มีบริการเงินกู้เพื่อการศึกษา ดังนั้น นักเรียนหัวดีและขยันขันแข็ง ก็น่าจะมีโอกาสได้เรียนสูงๆ ตามความสามารถ ทั้งนี้ ระบบการกู้เงินเรียนอาจมีส่วนช่วยผลักดันให้เยาวชนตั้งใจเรียน และเลือกเรียนวิชาที่นำมาใช้ประกอบอาชีพได้จริงๆ ไม่ใช่แค่เรียนฆ่าเวลาไปงั้นๆ ตั้งใจบ้าง ไม่ตั้งใจบ้าง เพราะไม่รู้ไปทำอะไรอย่างอื่นดี... ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น การกู้เงินเรียนในระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่าถือเป็นเรื่องปกติ ชาวอเมริกันมักมองการศึกษา เป็นการลงทุน ดังนั้น ถ้าอยากเป็นวิศวกร หมอ หรือทนายความก็ต้องลงทุนกู้เงินมาเรียน พอจบแล้วก็ค่อยๆ ผ่อนจ่ายค่าเล่าเรียนจนครบ อาจกินเวลาห้าปีหรือสิบปีก็ไม่เป็นเรื่องแปลก ขนาดบ้านหรือรถยนต์ยังซื้อผ่อนได้ ทำไมปริญญาจะซื้อผ่อนไม่ได้ ... Milton Friedman เขาว่าอย่างนั้น หน้า 7
|