|
|||||||||||||||||||||||||
|
ควันหลงโอลิมปิก
แบบเศรษฐศาสตร์
มุมมองบ้านสามย่าน : นรชิต จิรสัทธรรม กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551 สัปดาห์ที่ผ่านมาผู้เขียนได้เปิดโทรทัศน์เจอรายการเล่าข่าวที่กำลังให้ข้อมูลเกี่ยวกับเงินอัดฉีด จากเหรียญรางวัล จากปักกิ่งเกมส์ของนักกีฬาไทย โดยเปรียบเทียบกับเงินอัดฉีดเหรียญรางวัล ของนักกีฬาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ข้อมูลมาว่าสำหรับเหรียญทองทางสมาคมโอลิมปิกแห่งประเทศไทย มีรางวัลอัดฉีดให้ร่วม 20 ล้านบาท และเหรียญเงินกว่า 10 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับรางวัลที่นักกีฬาสหรัฐ จะได้จากสมาคมโอลิมปิกของตนนั้น เหรียญทองจะได้เงินอัดฉีดที่ 25,000 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยน่าจะอยู่ราวๆ 800,000 ถึง 1 ล้านบาท (ตรงนี้ไม่นับรวมกรณีที่นักกีฬาสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะ ไมเคิล เฟลส์ป นักกีฬาว่ายน้ำที่คว้าถึง 8 เหรียญทอง ที่จะมีแหล่งรายได้อื่นจากเอกชนและสปอนเซอร์ต่างๆ ร่วม 5 ล้านดอลลาร์) เห็นได้ว่าเมื่อเปรียบเทียบแบบเหรียญต่อเหรียญ ประเทศไทยยินดีจ่ายให้กับนักกีฬามากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตรงนี้อาจจะดูแปลกๆ เพราะว่าประเทศที่ระดับรายได้ประชาชาติต่อหัวที่ต่ำกว่าสหรัฐอเมริกาอย่างประเทศไทย ทำไมถึงยินดีจ่ายให้กับเหรียญรางวัลถึงขนาดนั้น ถ้าหากนำเอาปรากฏการณ์ดังกล่าวไปถามนักเศรษฐศาสตร์ ผู้เขียนเชื่อว่าคำตอบที่ได้คงไม่แตกต่างกันนัก โดยเศรษฐศาสตร์มองว่าเหรียญรางวัลเป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่ก่ออรรถประโยชน์ (utility) ถ้ามองประเทศไทย ในฐานะผู้บริโภคเหรียญเราจะได้ว่า เหรียญรางวัลจากโอลิมปิกเกมนั้นก่อให้เกิดอรรถประโยชน์กับประเทศ ซึ่งในทฤษฎีมูลค่า (theory of value) ของเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิก มันโยงใยกับเรื่องของ "อรรถประโยชน์" และ "ความขาดแคลน" (scarcity) อย่างสำคัญ กล่าวคือ สินค้าชนิดใดที่ให้อรรถประโยชน์มาก และมีความขาดแคลนหาได้ยาก ผู้บริโภคย่อมมีความยินดีที่จะจ่าย (willingness to pay) ให้แก่สินค้านั้นมาก ในทางกลับกัน สินค้าใดที่มีอรรถประโยชน์น้อยกว่า ผู้ซื้อก็จะยินดีจ่ายเงินให้ในระดับราคาที่ต่ำกว่า อีกทั้งการที่เราบริโภคสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้น "กฎการลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์" (law of diminishing marginal utility) ก็จะตามมา กล่าวคือ ยิ่งเราบริโภคสินค้าชนิดเดิมเพิ่มมากขึ้น อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มที่ได้จากการบริโภคสินค้านั้น จะมีค่าที่ลดลงเรื่อยๆ จนถึงติดลบในที่สุด (ลองนึกถึงภาพที่เรากระหายแล้วดื่มน้ำมากไปจนเกิดอาการจุกเสียดขึ้น) ทีนี้ย้อนกลับมาดูเหรียญทองโอลิมปิกที่ไทยได้รับจะพบว่าประเทศเราขาดแคลนเหรียญรางวัลเหลือเกิน ไปแข่งโอลิมปิกแต่ละครั้งได้เหรียญรางวัลไม่กี่เหรียญ อรรถประโยชน์จึงสูงตามความหาได้ยากไปด้วย ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมประเทศเราถึงใจป้ำยอมจ่ายให้แก่นักกีฬามากขนาดนั้น และเมื่อมาดูที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเล่า ไปแข่งโอลิมปิกแต่ละครั้งได้เหรียญเป็นกอบเป็นกำ แม้ที่ปักกิ่งเกมส์จะไม่ได้เป็นเจ้าเหรียญทอง แต่แค่เฉพาะเหรียญทองอย่างเดียวอเมริกาคว้ามาทั้งหมด 36 เหรียญ และยอดรวมทุกเหรียญรางวัลอยู่ที่ 110 เหรียญ เห็นได้ว่าเมื่อพิจารณาโดยเปรียบเทียบแล้วสหรัฐมีอัตราการบริโภคเหรียญรางวัลมากกว่า เมื่อเหรียญรางวัล เป็นสิ่งไม่ขาดแคลน และสามารถหาได้ไม่ยาก ตามกฎการลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์ เมื่อเราบริโภคสินค้าชนิดเดิม ซึ่งก็คือเหรียญรางวัล อรรถประโยชน์ต่อสินค้าจะลดลงไปตามลำดับ ผลที่ตามมา ก็คือ สหรัฐอเมริกายินดีที่จะจ่ายให้กับเหรียญรางวัลเป็นมูลค่าที่น้อยกว่าประเทศไทย นอกจากเรื่องเงินอัดฉีดจากเหรียญรางวัลที่ได้พิจารณามา เศรษฐศาสตร์ได้ก้าวไกลไปถึงการทำนายผลของการแข่งขันโอลิมปิก โดยใช้วิธีการทางเศรษฐมิติ (econometrics method) ซึ่งศาสตราจารย์แอนดรูว์ เบอร์นาร์ด แห่ง Tuck School of Dartmouth College ได้ทำนายว่า จีนจะได้จำนวนเหรียญทองทั้งหมด 37 เหรียญ และสหรัฐอเมริกา 36 เหรียญ และรัสเซียได้ 25 เหรียญตามลำดับ การที่จีนมีจำนวนเหรียญทองที่มากกว่านั้น เป็นผลมาจากการเป็นเจ้าบ้าน (host effect)
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับผลสรุปเหรียญทอง พบว่าการทำนายจำนวนเหรียญทองของสหรัฐอเมริกานั้นแม่นยำ ส่วนรัสเซียได้เหรียญทอง 23 เหรียญ เท่ากับพลาดไป 2 เหรียญ แต่เจ้าภาพจีนมีความคลาดเคลื่อนไปมาก เพราะปักกิ่งเกมส์เที่ยวนี้จีนคว้าไปถึง 51 เหรียญทอง พูดได้ว่าถล่มทลายเลยทีเดียว สำหรับประเด็นเรื่องความแม่นยำจากการทำนายผู้เขียนคงไม่ขอพูดถึง เนื่องด้วยไม่มีความถนัด ในด้านมรรควิธีทางเศรษฐมิติอยู่เป็นพื้น แต่สิ่งที่ผู้เขียนอยากพูด คือ นอกจากคุณูปการของวิชาเศรษฐศาสตร์ ในการทำนายโลกความเป็นจริง มันยังแสดงถึงการเป็นจักรวรรดินิยม (imperialism) ของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ที่พยายามอธิบาย รวมถึงทำนายปรากฏการณ์ที่ไม่ใช่เรื่องทางเศรษฐกิจสังคม ให้อยู่ในรูปแบบภาษาทางเศรษฐศาสตร์ไปเสียหมด ตรงนี้มีวิทยานิพนธ์แนวสังคมวิทยาในหัวข้อ "The construction of Beijing as an Olympic City" ของ Heidi Østbø Haugen แห่ง Department of Sociology and Human Geography University of Oslo ประเทศนอร์เวย์ โดยส่วนหนึ่งของงานได้กล่าวพาดพิงถึงวิธีการมองโลกของเศรษฐศาสตร์ ที่มีต่อโอลิมปิกเกมส์ว่ามีความคับแคบ โดยมุ่งพิจารณาแต่มิติด้านการวิเคราะห์ต้นทุน-ผลตอบแทน (cost-benefit) จากโครงการที่เกิดขึ้น จากการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก รวมถึงการวิเคราะห์ผลของตัวคูณทวี (multiplier effect) กล่าวคือมองผลของการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการโอลิมปิก เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจว่าจะทำให้รายได้ประชาชาติ ของประเทศเจ้าภาพเพิ่มขึ้นเท่าใด โดยงานชิ้นดังกล่าวพยายามมองผ่านการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ จัดการแข่งขันโอลิมปิกของประเทศจีน ว่า เป็นก้าวหนึ่งในกระบวนการทำให้ประเทศทันสมัย (modernization process) และถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างเมืองปักกิ่งให้กลายเป็น International City รวมถึงเป็นการฟื้นฟูความเกรียงไกร ของประเทศจีนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง (restore Chinese greatness) อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมต่อกับประชาคมโลก เพื่อสร้างความนับหน้าถือตาของนานาประเทศที่มีต่อประเทศจีนให้เพิ่มขึ้น เห็นได้ว่าลำพังการเสนอตัว เข้าไปเจ้าภาพโอลิมปิกของจีนนั้น มีนัยที่หลากหลาย มากกว่าเรื่องของมิติทางด้านเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว นอกเหนือไปจากนั้น ผู้เขียนมองว่าการวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องโอลิมปิกนั้น ยังเปิดกว้างอีกหลายประเด็นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการมองการจัดแข่งขันโอลิมปิกในฐานะที่เป็นเครื่องมือของชนชั้นนำ ในการชักจูงคนในชาติ ให้เกิดความรู้สึกเป็นเลือดเนื้อเชื้อเดียวกัน เพื่อปิดบัง อำพรางความขัดแย้งทางชนชั้น (class struggle) อันเป็นสิ่งปกติวิสัยของวิถีการผลิตแบบทุน (capitalist mode of production) หรือในบริบทของประเทศพัฒนา หรือด้อยพัฒนา เราอาจมองบทบาทของกีฬา ในฐานะที่เป็นเครื่องมือปลดปล่อยปัจเจกชนออกจากโครงสร้างทางชนชั้นและการกดขี่ (class and race) และนำไปสู่การสร้างอัตลักษณ์ในการนิยามตัวตนใหม่ในฐานะของฮีโร่ เป็นต้น เห็นได้ว่ามุมมองบริสุทธิ์ที่ว่ากีฬาและเศรษฐกิจการเมืองนั้นไม่เกี่ยวข้องกัน คงไม่สามารถใช้ได้กับกรณีนี้ได้ เพราะลำพังแค่โอลิมปิกอย่างเดียวนั้น มันมีอะไรมากกว่าที่คิดจริงๆ หมายเหตุ 1.การทำนายของศาสตราจารย์แอนดรูว์ เบอร์นาร์ด สามารถดูได้ที่ 2.วิทยานิพนธ์ของ SUM, Heidi Østbø Haugen สามารถดูได้จาก http://www.sum.uio.no/staff/students/haugen/index.html
|
|||||||||||||||||||||||||