|
||||||||||||||
|
Unbowed /
ไม่ก้มหัวให้ความไม่ถูกต้อง
(1)
คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมาsboonma@msn.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4029 ปราชญ์เห็นพ้องต้องกันว่า บรรพบุรุษของมนุษย์เราถือกำเนิดในทวีปแอฟริกา ทว่าแอฟริกากลับล้าหลังในด้านต่างๆ เกือบทุกด้าน ในช่วงนี้มีข่าวออกมาจากแอฟริกาแทบไม่เว้นแต่ละวัน เกี่ยวกับปัญหาความอดอยากยากจน และสงครามกลางเมือง ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะเช่นนั้นมีมากมายและมองได้จากหลายมุมมอง เมื่อปี 2549 Wangari Maathai ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2547 เนื่องจากได้อุทิศชีวิตให้แก่การพัฒนาของแอฟริกา ได้พิมพ์หนังสือออกมาชื่อ Unbowed หนังสือแนวความทรงจำขนาด 300 หน้ากว่าๆ เล่มนี้ชี้ให้เห็นปัจจัยหลายอย่าง จากมุมมองของสตรี ที่เติบโตในชนบทของแอฟริกา โชคดีที่ได้รับการศึกษาถึงขั้นปริญญาเอก และพยายามนำความรู้ความสามารถกลับไปพัฒนาบ้านเกิด ผู้เขียนใช้ 4 บทแรกพูดถึงสภาพของประเทศเคนยา ในสมัยยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และชีวิตของเธอเอง จากช่วงที่เธอเกิดเมื่อปี 2483 จนถึงปีที่เรียนจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2509 เธอเริ่มเล่าว่าเธอเกิดในกระท่อมทำด้วยดินในหมู่บ้านเล็กๆ บนที่ราบสูงทางตอนกลางของเคนยา ในยุคนั้นหมู่บ้านยังไม่มีไฟฟ้า และน้ำประปา ผู้ทำคลอดเป็นหมอตำแย เธอเป็นคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้อง 6 คน และเป็นลูกสาวคนแรกของพ่อแม่ ซึ่งเป็นชาวเผ่าคิคูยู อันเป็นเผ่าที่ใหญ่ที่สุดในจำนวน 42 เผ่าของเคนยา พ่อแม่ของเธอหาเลี้ยงชีพ ด้วยการทำเกษตรกรรมในครัวเรือน อันประกอบด้วย การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และหาของป่าซึ่งยังมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์รอบๆ หมู่บ้าน ชาวเผ่าคิคูยูมักเป็นมังสวิรัติ หรือไม่ก็กินเนื้อสัตว์เป็นครั้งคราว ฉะนั้นสัตว์ป่าที่มีอยู่ทั่วไปจึงมักไม่ถูกล่ามาเป็นอาหาร ในตอนเธอเกิด เคนยาเป็นส่วนหนึ่งของแอฟริกาที่อังกฤษปกครองมาหลายทศวรรษ และได้ส่งคนผิวขาว เข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ทั่วไป คนพวกนั้นมักได้รับที่ดินคนละมากๆ เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวโพด ชา และข้าวสาลี ส่วนชาวพื้นเมืองถูกจำกัดสิทธิ์และค่อยๆ ถูกชักชวนโดยหมอสอนศาสนาให้นับถือศาสนาคริสต์ พ่อแม่ของผู้เขียนได้เปลี่ยนศาสนาแล้วเมื่อตอนเธอเกิด การเปลี่ยนศาสนาเปิดโอกาสให้พ่อของเธอ เรียนหนังสือเบื้องต้นจนอ่านออกเขียนได้ และไปทำงานเป็นคนขับรถอยู่ในไร่ของชาวอังกฤษคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ไกลออกไปราว 150 กิโลเมตร แต่แม่ของเธออ่านหนังสือไม่ออก ตอนเธออายุราว 3 ขวบ แม่จึงพาเธอไปอยู่กับพ่อ ซึ่งปลูกกระท่อมอยู่ในที่ดินของนายจ้าง พร้อมกับเมียอีก 3 คนและลูกอีกเกือบหนึ่งโหล เมื่อเคนยาได้อิสรภาพในปี 2506 เจ้าของที่ดินได้ให้ที่ดินแก่พ่อของเธอราว 60 ไร่ เพื่อทำการเกษตร เมื่อผู้เขียนอายุ 7 ขวบ พ่อของเธอได้ส่งแม่และพี่น้องของเธอกลับไปอยู่ในหมู่บ้านเดิม ผู้เขียนเริ่มเรียนทำสวนครัว และช่วยทำงานในบ้านเฉกเช่นลูกสาวของชาวบ้านโดยทั่วไป ในช่วงนี้พื้นที่ป่าที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านของเธอ ออกไปเริ่มถูกเปลี่ยนแปลง เมื่อคนผิวขาวเข้าไปล้างป่าไม้เพื่อทำไร่และสวนป่า ชาวเคนยาเอง ก็เริ่มเปลี่ยนจากการปลูกพืชไว้บริโภคในครอบครัวไปเป็นปลูกพืชเพื่อขาย ยังผลให้ป่าไม้หดหายไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันชาวเคนยาได้เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อแสวงหาอิสรภาพจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ การต่อสู้กันระหว่างฝ่ายอังกฤษและชาวพื้นเมืองสร้างปัญหาในการเดินทางระหว่างส่วนต่างๆ ของประเทศ ทำให้ผู้เขียนและพ่อติดต่อกันน้อยลง การกลับไปอยู่ในหมู่บ้านเดิมเปิดโอกาสให้ผู้เขียนได้เรียนหนังสือ เนื่องจากในย่านที่พ่อของเธอทำงานไม่มีโรงเรียน จริงอยู่ในตอนนั้นเคนยายังไม่มีการศึกษาภาคบังคับและแม่ของผู้เขียนก็ไม่เคยเรียนหนังสือ แต่เมื่อผู้เขียนอายุ 8 ขวบ แม่ได้ตัดสินใจส่งเธอไปเรียนหนังสือในโรงเรียนประถมต้น ซึ่งตั้งขึ้นโดยหมอสอนศาสนา ห่างจากบ้านเธอประมาณ 5 กิโลเมตร ผู้เขียนเดินไปโรงเรียนซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียวมุงด้วยสังกะสีและมีฝาและพื้นเป็นดิน เธอเรียนการเขียนภาษาพื้นเมือง ไปจนถึงชั้นประถม 4 จึงเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ หลังจากเรียนจบประถม 4 การเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีของเธอทำให้แม่ตัดสินใจส่งเธอไปเรียนต่อชั้นประถมปลายในโรงเรียนกินนอน ซึ่งอยู่ห่างออกไป และเป็นของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก นั่นเป็นจุดพลิกผันสำคัญยิ่งอีกครั้งหนึ่งในชีวิตของผู้เขียน ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์นิกายนั้นด้วย ในช่วงนี้การต่อสู้ระหว่างฝ่ายชาวพื้นเมืองและฝ่ายอังกฤษรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ชาวพื้นเมืองได้รับผลกระทบอย่างหนัก ภายในหมู่ญาติของผู้เขียนเองก็แบ่งออกเป็นสองฝ่าย แม่ของผู้เขียนถูกอังกฤษย้ายให้ไปอยู่ในค่ายกักกันเป็นเวลาถึง 7 ปี ส่วนพ่อของผู้เขียนถูกกล่าวหาว่าเข้าข้างอังกฤษ จึงถูกหมายปองชีวิตด้วยญาติกันเอง เนื่องจากชาวเคนยา มักถูกห้ามเดินทางไปต่างถิ่นยกเว้นเด็กๆ ฉะนั้นทางเดียวที่พ่อแม่ของผู้เขียนจะส่งข่าวคราวถึงกันได้ ก็โดยการให้ผู้เขียนเดินทางไปบอก ในการเดินทางไปหาพ่อครั้งหนึ่ง ผู้เขียนถูกฝ่ายอังกฤษจับขังอยู่สองวันก่อนที่นายจ้าง และพ่อของเธอจะได้ข่าวและเธอได้รับการปล่อยตัว ในการต่อสู้เพื่อกู้อิสรภาพ ชาวเคนยาเสียชีวิตไปนับแสนและทรัพย์สินอีกเกินประเมินค่าได้ ผู้เขียนเรียนจบประถม 8 ด้วยคะแนนสูงสุดของชั้น จึงได้รับคัดเลือกให้ไปเรียนต่อในโรงเรียนมัธยมใกล้เมืองหลวงไนโรบี อันเป็นโรงเรียนกินนอนของนิกายคาทอลิกเช่นกัน หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมในยุคนั้น นักเรียนหญิงมีทางเลือกหลักๆ อยู่สองทาง คือ ไปเรียนต่อวิชาครู หรือไม่ก็วิชาพยาบาล แต่ผู้เขียนไม่ต้องการเป็นทั้งสองอย่าง จึงตั้งใจที่จะไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยในยูกันดา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในแถบแอฟริกาตะวันออกในตอนนั้น โชคเป็นของผู้เขียนเนื่องจากในตอนเรียนจบ สหรัฐอเมริกาได้ให้ทุนแก่นักเรียนจากเคนยากว่า 200 คนไปเรียนในมหาวิทยาลัยของสหรัฐ เพื่อเตรียมตัวพวกเขาให้กลับไปทำงานในบ้านเกิดเมื่อเคนยาได้เอกราช เนื่องจากผู้เขียนจบชั้นมัธยมด้วยคะแนนสูงสุดของชั้น บรรดาครูและบาทหลวงจึงตกลงกันเสนอชื่อเธอไปที่ผู้ให้ทุน นั่นจึงเป็นจุดพลิกผันในชีวิตของเธออีกครั้งหนึ่ง เมื่อเธอได้ทุนไปเรียนระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยของนิกายโรมันคาทอลิกในรัฐแคนซัส ในยุคนั้นสังคมเคนยา ยังไม่ยอมรับความเท่าเทียมกันระหว่างเพศหญิงกับเพศชาย และไม่ค่อยมีนักเรียนหญิงได้รับการศึกษา ยิ่งกว่านั้นเธอยังเกิดในชนบท ฉะนั้นการได้ทุนไปเรียนต่อถึงระดับปริญญาตรีในอเมริกาจึงถือว่าเป็นเกียรติอันสูงยิ่ง การได้ไปเรียนในวิทยาลัยในเมืองเล็กๆ และได้อยู่ในหอพัก เป็นเกราะกำบังมิให้ผู้เขียนต้องเผชิญกับปัญหา อันเนื่องมาจากการรังเกียจผิวของสังคมอเมริกันในยุคนั้น แม้เพื่อนของผู้เขียนจะต้องประสบกับปัญหาเป็นครั้งคราว แต่ผู้เขียนเล่าว่าเธอเคยเผชิญครั้งเดียวเมื่อร้านขายเครื่องดื่มปฏิเสธที่จะขายสินค้าให้เธอและเพื่อนๆ ในช่วงเวลา 4 ปี ที่ผู้เขียนเรียนปริญญาตรีอยู่นั้น เธอได้เพื่อนอเมริกันจากครอบครัวที่มักนับถือศาสนาเดียวกันและไม่รังเกียจผิว เธอจึงมักไปไหนมาไหนในวงของชาวอเมริกันที่มีใจกว้าง เธอยอมรับว่าเมื่อเรียนจบปริญญาตรี เธอทำตัวเป็นชาวอเมริกันเต็มที่เพราะชอบวิถีชีวิตและความคิดอ่านของคนอเมริกัน หลังเรียนจบปริญญาตรีด้วยวิชาเอกชีววิทยาและวิชาโทเคมีและภาษาเยอรมัน ผู้เขียนได้รับทุนไปเรียนต่อปริญญาโท ด้านชีววิทยา ในมหาวิทยาลัยพิตส์เบิร์ก ซึ่งอยู่ในใจกลางของย่านอุตสาหกรรมเหล็กกล้า เธอจึงได้เผชิญกับปัญหาอากาศเป็นพิษ อันเนื่องมาจากควันเสียที่โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยออกมาเป็นครั้งแรก ในตอนนั้นความตระหนักเรื่องมลพิษในอากาศและปัญหาสิ่งแวดล้อมยังไม่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง เมื่อเรียนจบปริญญาโท เธอเดินทางกลับเคนยาทันทีเมื่อต้นปี 2509 เพื่อจะไปรับตำแหน่งผู้ช่วยอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไนโรบี เธอบอกว่าตอนนั้นเธอได้เปลี่ยนไปใช้ชื่อเดิมซึ่งพ่อแม่ตั้งให้ หลังจากใช้ชื่อตามศาสนาคริสต์ที่แม่ชีใช้เรียกเธอตั้งแต่เข้าโรงเรียน เธอเห็นว่าวันนั้นเป็นวันที่เธอเป็นตัวของตัวเองเต็มที่ตามชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้คือ Wangari Muta หน้า 46 Unbowed/ไม่ก้มหัวให้ความไม่ถูกต้อง (2) คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมาsboonma@msn.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4030 ผู้เขียนเริ่มบทที่ 5-7 ด้วยการเล่าถึงการพบความจริงแบบคาดไม่ถึงว่าสังคมเคนยาที่แท้จริงเป็นอย่างไร แม้จะได้อิสรภาพจากอังกฤษแล้วก็ตาม นั่นคือเมื่อเธอกลับจากอเมริกาและเข้าไปรายงานตัวกับศาสตราจารย์ ในคณะสัตวศาสตร์ของมหาวิทยาลัยไนโรบี ซึ่งได้ส่งจดหมายไปเสนองานให้เธอในตำแหน่งผู้ช่วย เธอได้รับคำตอบว่าทางคณะได้ให้งานนั้นแก่ผู้อื่นแล้วทั้งที่ชายผู้นั้นยังอยู่ในต่างประเทศ ผู้เขียนเรียนรู้ต่อมาว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะเธอมาจากต่างเผ่ากับอาจารย์ผู้นั้น และซ้ำร้ายยังเป็นผู้หญิง ต่างกับผู้ได้งานซึ่งนอกจากจะเป็นชายแล้วยังมาจากเผ่าเดียวกันกับผู้เสนอจ้างงานอีกด้วย อย่างไรก็ตามต่อมาอีกไม่นานผู้เขียนได้งานเป็นผู้ช่วยอาจารย์ชาวเยอรมันในคณะสัตวแพทย์ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน และทำงานอยู่ในคณะนั้นปีกว่าๆ ก็ได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาเอกในเยอรมนี หลังจากใช้เวลาอยู่ในเยอรมนีเกือบ 2 ปี ผู้เขียนเดินทางกลับเคนยาเพื่อเขียนวิทยานิพนธ์ ในระหว่างนั้น เธอมีงานสอนในมหาวิทยาลัยไนโรบี และแต่งงานกับนักธุรกิจซึ่งกำลังสนใจเป็นนักการเมือง อีกไม่นานต่อมา เมื่อสามีสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เธอต้องออกช่วยสามีหาเสียงทั้งที่กำลังท้องแก่ ในการเลือกตั้งครั้งนั้นมีการลอบสังหารนักการเมืองดังๆ และการยุบพรรคฝ่ายค้านอันเป็นจุดเริ่มต้นของระบบการเมือง ที่มีพรรคการเมืองพรรคเดียว ซึ่งเคนยาใช้ต่อมา 23 ปี สามีของเธอแพ้การเลือกตั้ง อีก 2 ปีต่อมาผู้เขียนเรียนจบปริญญาเอกและเป็นผู้หญิงคนแรกในแถบแอฟริกาตะวันออกที่เรียนสูงถึงขั้นนั้น เธอรับเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเดิมต่อไป แต่ก็ต้องใช้เวลาหลายปีต่อสู้กับฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยเนื่องจากมหาวิทยาลัย มีนโยบายให้เงินเดือนและสิทธิประโยชน์แก่อาจารย์และพนักงานหญิงต่ำกว่าให้อาจารย์และพนักงานชาย ผู้เขียนเป็นผู้บุกเบิกโครงการปลูกต้นไม้ในเคนยา ชื่อว่า "ทิวสีเขียว" (Green Belt Movement) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เธอได้รับรางวัลโนเบลในเวลาต่อมา เธอเล่าว่าที่มาของโครงการนี้เกิดจากหลายด้าน เริ่มจากการเข้าร่วมงานอาสาสมัครในองค์กรเอกชนหลายแห่งของเธอ โดยเฉพาะองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและองค์กรสตรี สิ่งที่เธอเรียนรู้จากสมาชิกและงานขององค์กรเหล่านั้นและงานวิจัยของเธอเอง ทำให้เธอตระหนักว่า การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อนำที่ดินมาทำไร่นำไปสู่ความแห้งแล้ง การพังทลายของพื้นดิน การทำลายแหล่งน้ำและการขาดไม้ทำฟืน สิ่งเหล่านั้นกำลังสร้างปัญหาหนักหนาสาหัสให้ชนบทของเคนยา เธอเริ่มมองเห็นว่าการปลูกต้นไม้น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ทางหนึ่ง แต่ก็ยังไม่รู้จะนำไปสู่ภาคปฏิบัติได้อย่างไรจนกระทั่งปี 2517 เมื่อสามีของเธอลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรอีกครั้ง และเธอออกช่วยหาเสียงเช่นเคย เนื่องจากตอนนั้นเคนยากำลังประสบปัญหาการว่างงาน ฉะนั้นสามีของเธอจึงสัญญากับประชาชนว่า จะพยายามหางานให้ทำถ้าเลือกเขาเป็นผู้แทนฯ แต่หลังจากได้รับเลือกแล้ว สามีของเธอกลับไม่สนใจ ที่จะทำอะไรตามคำมั่นสัญญานั้น เธอจึงตั้งกิจการเพาะพันธุ์ต้นไม้และรับจ้างตกแต่งสวนรอบบ้าน ของผู้มีอันจะกินขึ้นมาเพื่อหวังจะจ้างคนที่กำลังว่างงาน แต่กิจการของเธอไม่รุ่งเรือง ส่วนหนึ่งเพราะในสังคมเคนยา ผู้มีอันจะกินมักไม่ต้องการให้คนงานจากภายนอก โดยเฉพาะคนจนเข้าไปในเขตบ้านอันหรูหราของตน หลังจากราว 1 ปี ผู้เขียนขาดทุนจนต้องล้มเลิกกิจการ ผู้เขียนไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะนำแนวคิดเรื่องการปลูกต้นไม้ไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง เธอรอจนถึงปี 2520 จึงมีโอกาสเป็นครั้งแรกเมื่อเธอได้รับเชิญไปเป็นกรรมการบริหารของสภาสตรีแห่งเคนยา เธอเสนอให้สภาสตรีฯ บรรจุการปลูกต้นไม้ไว้ในกิจกรรมของสภา และเริ่มปลูกต้นไม้ 7 ต้นในสวนสาธารณะของเมืองหลวงเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นสภาสตรีฯซึ่งมีองค์กรสตรีต่างๆ เป็นสมาชิกอยู่ทั่วประเทศก็ค่อยๆ ขยายกิจกรรมออกไป ในขณะเดียวกันองค์กรอื่นๆ ก็เริ่มเห็นความสำคัญของการปลูกต้นไม้จึงเข้าร่วม เช่น วัด โรงเรียนและกลุ่มเกษตรกร อีกไม่นานกิจกรรมปลูกต้นไม้ ก็เริ่มได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากองค์กรภายใน และภายนอกประเทศ หัวจักรใหญ่ในการดำเนินงาน มักเป็นสตรีในชนบทซึ่งตามธรรมดามีหน้าที่ต้องหาฟืนมาใช้ในการหุงต้ม และมีความรู้พื้นฐานเรื่องการปลูกพืช และต้นไม้ในท้องถิ่นของตนอยู่แล้ว ความรู้พื้นฐานนี้มีความสำคัญต่อการก่อตั้งเรือนเพาะชำแล้วนำต้นไม้ไปปลูก นอกจากนั้นสตรีชนบทซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้ไม่มากนักมักดีอกดีใจที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม ผู้เขียนพยายามให้พวกเขาปลูกต้นไม้เรียงกันเป็นแถวให้ได้อย่างน้อย 1,000 ต้นในแต่ละท้องที่ ต้นไม้ที่ขึ้นเรียงกันเป็นทิวยาวราว 1,000 ต้นนี้เองที่กลายมาเป็นชื่อของโครงการ "ทิวสีเขียว" ในขณะที่งานในมหาวิทยาลัยและในสภาสตรีฯ ของผู้เขียน กำลังจะประสบความสำเร็จ ชีวิตในครอบครัวของเธอเริ่มมีปัญหา ผู้เขียนมองว่าในสังคมเคนยา ซึ่งกำหนดให้ผู้ชายต้องเป็นช้างเท้าหน้าเสมอ เป็นต้นเหตุหนึ่งซึ่งนำไปสู่ปัญหาในครอบครัวของเธอ เนื่องจากเธอมีการศึกษาสูงกว่าสามี และมีหน้าที่การงานโดดเด่น เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตามเธอคิดไม่ถึงว่าจู่ๆ สามีของเธอจะขนของออกจากบ้านไปในขณะที่เธอไม่อยู่ และต่อมาเธอถูกสามีฟ้องหย่าฐานมีชู้ เธอต้องต่อสู้คดีในขณะที่พยายามตะเกียกตะกาย หารายได้มาเลี้ยงดูลูก 3 คน และเป็นค่าจ้างทนายซึ่งเขาต้องจ่ายล่วงหน้า ร้ายยิ่งกว่านั้นเมื่อศาลยอมให้สามีหย่าตามคำฟ้องและเธอให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าเธอไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะคำฟ้องไม่มีฐานของความเป็นจริง เธอถูกศาลสั่งจับส่งเข้าคุกทันทีเป็นเวลา 6 เดือนฐานหมิ่นศาล เธอนอนในคุกซึ่งเธอบรรยายสภาพว่าน่าขยะแขยงอยู่ 3 คืนก่อนที่ทนายจะหาทางให้ศาลปล่อยเธอออกมาได้ ความจำเป็นด้านการเงินผลักดันให้ผู้เขียนไปรับงานกับองค์การสหประชาชาติในประเทศแซมเบียเป็นเวลา 6 เดือน แต่เธอเล่าว่าเธอยังโชคดีที่อดีตสามีรับเลี้ยงดูลูกทั้ง 3 คนให้ในตอนนั้น หลังกลับมาจากต่างประเทศในปี 2522 ผู้เขียนสมัครเป็นประธานของสภาสตรีแห่งเคนยา เธอต้องเผชิญกับความจริงในสังคมเคนยาอีกครั้งทันที เมื่อสภาสตรีฯถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ซึ่งไม่ต้องการให้ผู้ที่มาจากเผ่าของเธอ มีบทบาทมากขึ้นในสังคม เธอแพ้การเลือกตั้งเพียง 3 คะแนน แต่กลับได้รับเลือกให้เป็นรองประธานอย่างท่วมท้น ในปีต่อมาเธอลงสมัครอีก ครั้งนี้ปัจจัยที่ต่อต้านเธอ แสดงออกมาอย่างแจ้งชัดขึ้น เช่น การกล่าวอ้างว่าเธอไม่เหมาะสมเพราะเป็นผู้ที่มีการศึกษาสูง ไม่ใช่สตรีเคนยาส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวชนบท นอกจากนั้นเธอยังเป็นผู้ที่ถูกสามีฟ้องหย่า เมื่อเธอได้รับการเลือกตั้งองค์กรสตรีที่เป็นตัวแทนของสตรีชนบทก็ลาออกจากการเป็นสมาชิกของสภาสตรีแห่งเคนยา เธอเป็นประธานสภาสตรีฯนั้นต่อมาอีก 7 ปี ในระหว่างนี้รัฐบาลให้การสนับสนุนองค์กรที่ลาออกไป และพยายามต่อต้านกิจกรรมของสภาสตรีฯที่เธอเป็นประธานอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นในปี 2525 เมื่อผู้เขียนตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการเลือกตั้งซ่อมในเขตที่สามีเก่าของเธอเคยเป็นตัวแทน เธอพบกับวิชามารทางการเมืองเพิ่มขึ้นทันที เมื่อคณะกรรมการเลือกตั้งบอกเธอว่า เธอขาดคุณสมบัติ เพราะไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองซึ่งมีเพียงพรรคเดียวมาก่อน เมื่อเธอกลับไปมหาวิทยาลัย ซึ่งเธอลาออกมาได้เพียงวันเดียวก็พบว่า มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในเคนยา และอยู่ในความดูแลของรัฐบาลไม่รับเธอกลับเข้าทำงานอีก นอกจากนั้นยังตัดสิทธิประโยชน์ของเธอทุกอย่าง เนื่องจากเธอลาออกโดยความสมัครใจ มิได้ถูกไล่ออก เธอถูกสั่งให้ย้ายออกจากบ้านพักอาจารย์ทันที ผู้เขียนเล่าว่าเธอรู้สึกเคว้งคว้างเสมือนกับได้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในตอนนั้น หน้า 42 Unbowed / ไม่ก้มหัวให้ความไม่ถูกต้อง (3) คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา sboonma@msn.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4031 ผู้เขียนเริ่มบทที่ 8-9 ด้วยการเล่าถึงตอนต้นของการตกงานและการออกไปเช่าบ้านอยู่ชั่วคราวเป็นเวลา 6 เดือนก่อนที่จะกลับเข้าไปอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ซึ่งเธอซื้อไว้เมื่อ 7 ปีก่อน ในระหว่างนั้นเธอพยายามหางานในภาคเอกชน แต่ก็พบว่าตนเองมีการศึกษาสูงเกินไปทำให้ไม่มีใครจ้าง เนื่องจากตอนนั้นเธอยังเป็นประธานสภาสตรีแห่งเคนยา เธอจึงใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงานอาสาสมัครให้แก่องค์กรนั้น แต่ไม่นานก็มีตัวแทนขององค์กรป่าไม้จากนอร์เวย์ มาหาเธอ เพื่อเสนอทำโครงการด้านอนุรักษ์ป่าร่วมกับสภาสตรีแห่งเคนยา และต่อมาก็เสนอให้เธอเป็นผู้ประสานงาน การปลูกต้นไม้ในเคนยาระหว่างสภาสตรีแห่งเคนยาและองค์กรป่าไม้ของนอร์เวย์ ในช่วงนั้นเธอเริ่มได้รับการสนับสนุน จากหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติด้วย แม้เธอจะมีรายได้ไม่มากจากงานนั้น แต่มันเป็นจุดพลิกผัน ที่ทำให้การปลูกต้นไม้ในเคนยาวิวัฒน์ต่อมาจนมีผลงานอันเป็นที่รู้จักทั่วโลก หลังจากโครงการปลูกต้นไม้ในชุมชนต่างๆ ตั้งตัวได้เป็นอย่างดีแล้ว ผู้เขียนเริ่มเข้าใจว่า ปัญหาของชาวเคนยาในชนบท ยังไม่หมดไป ฉะนั้นเธอจึงใช้กระบวนการปลูกต้นไม้นั้น เป็นพาหะสำหรับปรึกษาหารือกับชาวเคนยาเพื่อค้นหาสาเหตุ ในช่วงแรกๆ ชาวบ้านต่างโทษรัฐบาล เพราะรัฐบาลขายที่ดินของรัฐให้แก่พวกพ้องของนักการเมืองเพื่อใช้ในการปลูกสวนป่า และพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ซึ่งนำไปสู่การทำลายต้นน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างไรก็ตามหลังจากพูดคุยกันไม่นาน ชาวบ้านก็เริ่มมองเห็นว่า พวกเขาเองก็มีส่วนสร้างปัญหาเพราะไม่ได้ดูแลที่ดินของตนเองอย่างถูกต้องและเพียงพอ การหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจแทนปลูกพืชพื้นเมืองที่ใช้เป็นอาหารนำไปสู่การขาดธาตุอาหารและการทำลายดิน และการไม่รู้จักรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจรนำไปสู่ความสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ การพูดคุยกันในหมู่ชาวบ้าน ด้วยภาษาท้องถิ่นของพวกเขาเองนำไปสู่การค้นพบปัญหาและการหาทางไขร่วมกันในชุมชน โครงการปลูกต้นไม้จึงค่อยๆ วิวัฒน์ไปรวมการปกปักษ์รักษาสิ่งแวดล้อมพร้อมๆ การปลูกฝังความรับผิดชอบในฐานะพลเมืองของระบอบประชาธิปไตย การปลูกต้นไม้ค่อยๆ ขยายไปจนทั่วเคนยา ตอนเธอเขียนหนังสือ โครงการ "ทิวสีเขียว" ช่วยสร้างเรือนเพาะชำทั่วเคนยากว่า 6 พันแห่ง เรือนเพาะชำเหล่านั้นบริหารโดยเครือข่ายในชุมชนราว 600 เครือข่าย มีสมาคมสตรีเกือบ 2 พันสมาคมเข้าร่วม ซึ่งประกอบด้วยสตรีในชนบทหลายแสนคนพร้อมกับผู้ชายอีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีโรงเรียนและนักเรียนช่วยกันปลูก "ทิวไม้" ทั่วเคนยากว่า 1 พันทิว เมื่อรวมกันแล้วผู้เขียนประเมินว่าชาวเคนยาได้ปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 30 ล้านต้น ยิ่งกว่านั้นแนวคิดเรื่องการปลูกต้นไม้ในแนว "ทิวสีเขียว" ของเธอยังได้ขยายไปยังส่วนต่างๆ ของแอฟริกาอีกด้วย ผู้เขียนเล่าว่าในขณะที่โครงการปลูกต้นไม้กำลังขยายออกไปนั้น รัฐบาลเพิ่มความเป็นเผด็จการมากขึ้นเรื่อยๆ และมองว่าความแข็งแกร่งของชุมชนจะเป็นปฏิปักษ์ต่อการครองอำนาจของผู้นำ ฉะนั้นรัฐบาลจึงเข้าแทรกแซง งานของสภาสตรีแห่งเคนยา โดยการให้แยกโครงการปลูกต้นไม้ออกไปจากกิจกรรมอื่นของสภา แต่แทนที่การแยกกันนั้นจะทำให้โครงการปลูกต้นไม้ล่มสลาย มันกลับทำให้โครงการของผู้เขียนแข็งแกร่งขึ้น และได้รับการยอมรับจากต่างประเทศมากขึ้นจนเริ่มได้รับรางวัล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อสู้ของเธอในเวลาต่อมา รัฐบาลไม่ยอมแพ้และไปค้นกฎหมายซึ่งอังกฤษเขียนไว้ใช้ปราบชาวเคนยาในสมัยเคนยายังเป็นอาณานิคมมาใช้ นั่นคือ ใครจะชุมนุมเกินกว่า 9 คนจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาล ยังผลให้สตรีที่อยู่ในโครงการปลูกต้นไม้ประชุมปรึกษาหารือกันไม่ได้ นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่เฉพาะสตรีที่อยู่ในโครงการปลูกต้นไม้เท่านั้นที่ต่อต้านรัฐบาล นักการเมืองสำคัญๆ บางคน หัวหน้าเผ่าต่างๆ และนักศึกษาก็เริ่มต่อต้านด้วย รัฐบาลใช้ความรุนแรงมากขึ้นและเริ่มจับผู้ต่อต้านขังคุก บางคนตายในคุก บางคนถูกสังหารนอกคุก จนในที่สุดเกิดการปะทะกันจนยังผลให้ฝ่ายรัฐบาล สังหารผู้ต่อต้านไปหลายร้อยคน และหัวหน้าผู้ต่อต้านต้องหนีออกนอกประเทศ แต่นั่นยังไม่ทำให้ผู้นำในรัฐบาลมั่นใจในความอยู่รอดของตัวเอง ฉะนั้นในการเลือกตั้งปี 2531 รัฐบาลจึงใช้วิชามารโกงการเลือกตั้งเอาดื้อๆ ผู้เขียนเองไม่ได้เผชิญหน้าโดยตรงกับฝ่ายรัฐบาลจนหลังการเลือกตั้งผ่านไปหลายเดือน ประเด็นที่เป็นชนวน ของการเผชิญหน้ากัน ได้แก่รัฐบาลต้องการให้เอกชน เข้าไปร่วมสร้างตึกสูงที่สุดในแอฟริกาในสวนสาธารณะ ซึ่งอยู่ในใจกลางของเมืองหลวง ส่วนสาธารณะแห่งนั้นเปรียบเสมือนปอดของกรุงไนโรบี แต่ก็ถูกรัฐบาล ใช้เป็นสถานที่ปลูกสร้างสิ่งต่างๆ จนเหลือเนื้อที่เพียง 85 ไร่ ผู้เขียนเรียนรู้ว่ารัฐบาลจะใช้พื้นที่อีกมาก เนื่องจากโครงการนั้น จะมีทั้งสำนักงาน และศูนย์การค้าพร้อมด้วยลานจอดรถขนาด 2 พันคัน นอกจากนั้นรัฐบาลยังจะค้ำประกันหนี้ที่เอกชน จะกู้มาสร้างราว 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย ผู้เขียนเริ่มเขียนจดหมายไปถามรัฐบาล และองค์การต่างๆ แต่ไม่ได้รับคำตอบโดยตรงนอกจากการแถลงการณ์ของรัฐบาล ผ่านสื่อที่รัฐควบคุมเป็นระยะๆ เมื่อผู้เขียนไม่ยอมหยุดและเขียนจดหมายไปถึงองค์กรในต่างประเทศ เธอก็เริ่มถูกโจมตีโดยตรงจากฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งในการประชุมรัฐสภาด้วย เธอถูกประณามว่าเป็นผู้สวมเขาสามี และเป็นผู้นำองค์กรสตรีจอมปลอม อย่างไรก็ตามข่าวการก่อสร้างนั้นค่อยๆ ก่อให้เกิดการต่อต้านขึ้นในบรรดาชาวเคนยา และองค์กรเอกชนในไนโรบีในขณะที่ชาวเคนยาอีกส่วนหนึ่ง ยังเห็นว่าไม่น่าจะต่อต้านเพราะที่ดินเป็นของรัฐบาล ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง เมื่อรัฐบาลเข้าร่วมพิธีขุดดินเปิดการก่อสร้างอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2532 ผู้เขียนก็ฟ้องศาล ให้หยุดการก่อสร้างชั่วคราว หลังจากศาลยกฟ้องในเดือนต่อมา ฝ่ายรัฐบาลก็ได้ใจ และเข้าแทรกแซงกิจการ ในโครงการปลูกต้นไม้พร้อมกับโจมตีผู้เขียนมากขึ้น นอกจากนั้นรัฐบาลยังออกคำสั่งว่า เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ ต้องส่งผ่านรัฐบาลเท่านั้น พร้อมกับขับไล่โครงการปลูกต้นไม้ให้ย้ายสำนักงานออกจากตึก ซึ่งรัฐเป็นเจ้าของ ผู้เขียนไม่สามารถหาเช่าสำนักงานใหม่ได้เพราะไม่มีใครต้องการขัดใจรัฐบาลเผด็จการ เธอจึงต้องใช้บ้านหลังเล็กๆ ของตัวเองเป็นสำนักงานโดยการต่อเติมบางส่วนที่พอจะทำได้และใช้ที่ว่างทุกตารางนิ้วเป็นสำนักงานยกเว้นห้องนอนของตัวเอง แต่นั่นยังไม่พอ รัฐบาลสั่งให้องค์กรสตรีที่ปลูกตนไม้ส่งบัญชีที่ได้รับการรับรองว่าถูกต้องโดยผู้ตรวจบัญชีอาชีพย้อนหลังเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากผู้เขียนรู้ว่านั่นเป็นการกลั่นแกล้งแบบจงใจ เธอจึงส่งบัญชีดังกล่าวย้อนไปถึง 10 ปีให้แก่รัฐบาล ผู้เขียนคาดเดาเอาว่าการต่อต้านโครงการก่อสร้างของรัฐบาลโดยชาวเคนยา คงมีส่วนทำให้ธนาคารโลก และองค์กรอื่นที่ให้รัฐบาลกู้เงินเริ่มตั้งคำถามต่อรัฐบาลเรื่องการใช้เงินของรัฐ หลังจากขึ้นปีใหม่ 2533 ไม่นานรัฐบาลก็ประกาศว่าจะลดขนาดของโครงการจาก 200 ล้านดอลลาร์เหลือ 60 ล้านดอลลาร์ และอีกสองปีต่อมาเมื่อไม่มีเอกชนเข้าร่วมลงทุนด้วย โครงการนั้นก็พับไป ความคับแคบของสำนักงานคงสร้างปัญหาให้กับพนักงานของโครงการปลูกต้นไม้บ้าง เพราะในระหว่างที่ใช้บ้านผู้เขียน เป็นสำนักงานอยู่ 7 ปีนั้น มีการนัดหยุดงานเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามความขัดแย้งไม่ได้ลุกลามต่อไป และในที่สุดองค์กรของผู้เขียนก็ได้รับความช่วยเหลือ จากองค์กรเอกชนทั้งจากอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย จนสามารถย้ายออกจากบ้านไปอยู่ในสำนักงาน ซึ่งกว้างขวางพอสำหรับให้พนักงานทำงานได้อย่างสะดวก สำนักงานนั้นมีความสำคัญยิ่ง เพราะองค์กรของผู้เขียนจะต้องต่อสู้กับรัฐบาลถึงขั้นเลือดตกยางออกในเวลาต่อมา เมื่อรัฐบาลต้องการคงระบบเผด็จการไว้ ส่วนชาวเคนยาต้องการความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หน้า 42 Unbowed ไม่ก้มหัวให้ความไม่ถูกต้อง (จบ) คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา sboonma@msn.com ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4032 ผู้เขียนเริ่มบทที่ 10-13 โดยการเล่าสั้นๆ ถึงการใช้อำนาจรัฐลิดรอนสิทธิและการต่อต้าน ของประชาชน การลอบสังหารนักการเมือง และการตั้งข้อหาเท็จของรัฐบาล แต่หลังจากสงครามเย็นยุติมหาอำนาจ มองไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการของเคนยาอีก ต่อไป บางประเทศจึงเลิกให้ความช่วยเหลือ เมื่อชาวเคนยาออกมากดดันให้รัฐบาลยอมรับระบบประชาธิปไตยที่มีพรรค การเมืองเกิน 1 พรรค รัฐบาลก็ให้สัญญาในตอนต้นปี 2535 ว่าจะให้มีการเลือกตั้งในตอนปลายปี ซึ่งมีพรรคการเมืองมากกว่า 1 พรรค แต่ก่อนจะถึงวันนั้น การลอบสังหารนักการเมืองยังเกิดขึ้น และรัฐบาลเริ่มจับหัวหน้าของประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย ในข้อหาหลายอย่าง รวมทั้งเป็นกบฏต่อแผ่นดินซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต ผู้เขียนเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกจับด้วย ตอนนั้นผู้เขียนอายุ 52 ปี เป็นโรค ปวดหลังและไขข้อเสื่อม โดยเฉพาะที่เข่า ซึ่งทำให้เธอเดินไม่ค่อยสะดวก การถูกขัง ในห้องพื้นซีเมนต์ที่เย็นเฉียบโดยไม่มีอะไรสำหรับใช้ปูนอนหรือห่มพร้อมกับไฟที่ไม่เคยดับ ทำให้เธอนอนไม่หลับทั้งคืนและใน วันรุ่งขึ้นเธอก็ป่วยด้วยเส้นขายึดจนเดิน ไม่ได้ต้องถูกหามขึ้นศาลและส่งเข้า โรงพยาบาลหลังศาลให้ประกันตัว การถูกจับของผู้เขียนเป็นข่าวใหญ่ในเคนยา และแพร่ไปในต่างประเทศอย่างรวดเร็ว จนเกิดการต่อต้านรัฐบาลเคนยาเพิ่มขึ้น ทั้งภายในและภายนอกประเทศ กระบวนการนั้นนำไปสู่การเขียนจดหมาย ขอคำอธิบายจากประธานาธิบดีเคนยา โดยวุฒิสมาชิกอเมริกัน 18 คน จนในที่สุดนำไปสู่การยกเลิกการกล่าวหาหัวหน้าประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลครั้งนั้นทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน และต้องใช้เวลาเป็นเดือน จึงสามารถกลับมาเดินได้อีกครั้ง ในระหว่างที่เธอนอนป่วยอยู่นั้นรัฐบาลจับเด็กหนุ่มที่ร่วมกันต่อต้านรัฐบาลไปขังยังผลให้เกิดการรวมตัวกันของสตรีที่เป็นแม่ สตรีกลุ่มนี้มีผู้ที่อยู่ในโครงการปลูกต้นไม้รวมอยู่ด้วย พวกเขาต้องการความช่วยเหลือจากผู้เขียน ซึ่งแนะนำให้รวมตัวกัน อดข้าวประท้วง ณ สวนสาธารณะกลางกรุงไนโรบีที่ครั้งหนึ่งรัฐบาลต้องการจะใช้เป็นที่สร้างตึกระฟ้า ในการประท้วงครั้งนั้นมีสตรีเข้าร่วมมากกว่า 50 คน ซึ่งเท่าๆ กับจำนวนเด็กหนุ่มที่ถูกรัฐบาลจับไปขัง ในระหว่างที่ ผู้ประท้วงตั้งค่ายอยู่ก็เริ่มมีผู้ชายที่เคยถูกจับอาสาเข้ามาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการถูกรัฐบาลจับไปทรมานทำให้เรื่องเลวร้าย เหล่านั้นค่อยๆ กระจายออกไปสู่ประชาชน หลังจากเวลาผ่านไป 3 วันรัฐบาลก็ส่งตำรวจเข้าไปทำลายค่ายของผู้ประท้วง ผู้เขียนเองถูกตำรวจตีสลบ แต่เธอยังโชคดีที่มีเพื่อนนำส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที แต่เรื่องไม่จบแค่นั้น บรรดาแม่หลายคน ที่ไม่บาดเจ็บและถูกตำรวจจับส่งกลับบ้านต่างกลับไปที่สวนสาธารณะนั้นอีกใน วันรุ่งขึ้น เมื่อพบว่าตรงนั้นมีตำรวจตั้งรับอยู่ พวกเขาก็เดินข้ามถนนไปเข้าโบสถ์ใหญ่ เพื่อจะใช้เป็นสถานที่ตามหาข่าวคราวของเพื่อนที่ถูกตำรวจไล่ตีในวันก่อน เมื่อมืดค่ำลงและไม่มีที่จะไป บาทหลวงจึงให้พวกเขาใช้ห้องใต้ดินซึ่งเป็นที่ฟังศพเป็นที่พักชั่วคราว นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ ห้องใต้ดินนั้นเป็นที่รวมตัวกันของบรรดาแม่ๆ ซึ่งผลัดกันอดอาหารเพื่อประท้วงรัฐบาลติดต่อกันเป็นเวลาถึง 1 ปี ส่วนผู้เขียนเองเมื่อหายดีแล้วก็เข้าร่วมประท้วงด้วย พร้อมกับทำหน้าที่เป็น ผู้ประสานงานในด้านหาเสบียงอาหาร และให้คำแนะนำว่าจะทำอย่าไรต่อไปเมื่อเกิดปัญหา เธอนอนอยู่ในห้องใต้ดินนั้นตลอดปี ยกเว้นในช่วงที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเท่านั้น รัฐบาลพยายามหาวิธีต่างๆ ที่จะทำให้บรรดาสตรีเหล่านั้นแตกกันและ หยุดประท้วงแต่ไม่สำเร็จ เมื่อรัฐบาลปล่อยเด็กหนุ่ม 51 คนออกมาหลังจาก 1 ปี สตรีเหล่านั้นก็แยกย้ายกันกลับบ้าน แต่ก็ยังรวมตัวกันเพื่อกดดันให้รัฐบาลปรับปรุงภาวะอันน่าขยะแขยงในคุกซึ่ง ผู้เขียนเคยประสบด้วยตัวเอง การเลือกตั้งในตอนปลายปี 2535 เป็นไปตามกำหนด แต่ฝ่ายค้านไม่สามารถรวมตัวกันได้และรัฐบาลใช้วิชามารต่างๆ รวมทั้งการอุ้มฆ่าและหาทางไม่ให้ นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามลงสมัครได้สะดวก พรรครัฐบาลได้รับชัยชนะตามคาด อย่างไรก็ตามรัฐบาลไม่ยอมเปิดประชุมสภาตามกำหนด และในช่วงที่ยังไม่มีการประชุมนั้นพยายามหาทางล่อใจให้ฝ่ายตรงข้าม ย้ายพรรค แต่ที่ร้ายกว่านั้นก็คือผู้เขียนแน่ใจว่ารัฐบาลมีส่วนในการกระตุ้นให้เกิดการปะทะกันระหว่างชาวเคนยาต่างเผ่า ในบางส่วนของประเทศ ผู้เขียนและคณะพยายามหาทางช่วยลดความแตกแยกด้วยการเสี่ยงเดินทางเข้าไปในท้องถิ่นและ ใช้การปลูกต้นไม้เป็นสื่อในการสร้าง ความสมานฉันท์ ในขณะเดียวกันก็พยายามติดต่อกับเครือข่ายในต่างประเทศ เพื่อสร้างความกดดันมิให้รัฐบาลกระตุ้น ให้เกิดการฆ่าแกงกันเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐบาลเริ่มจับเพื่อนร่วมงานของเธอ ผู้เขียนก็หนีออกจากบ้านไปหลบซ่อนอยู่ ตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะตามโบสถ์ ความกดดันจากรัฐบาลและองค์กร ต่างประเทศมีผลทำให้เธอออกจากที่ซ่อนได้หลัง 2 สัปดาห์ และการปะทะกันระหว่างชาวเคนยาต่างเผ่าค่อยๆ ลดลง เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปีก็มีการเลือกตั้ง อีกครั้งหนึ่ง ผู้เขียนได้รับการสนับสนุน ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งในตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งมีผู้สมัครถึง 27 คน และในตำแหน่งผู้แทนราษฎรในเขตบ้านเกิดของเธอ เธอประสบกับวิชามารต่างๆ มากมายโดยเฉพาะเมื่อก่อนวันเลือกตั้ง มีการปล่อยข่าวออกมาว่าเธอได้ถอนตัว แล้วยังผลให้เธอไม่มีเวลาแก้ข่าวและแพ้ การเลือกตั้งอย่างไม่เป็นท่า อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังใช้โครงการปลูกต้นไม้ต่อต้าน การทำลายป่า พร้อมกับให้การศึกษาด้านประชาธิปไตย และสิ่งแวดล้อมแก่ชาวเคนยาต่อไป กิจกรรมเหล่านั้น นำไปสู่การปะทะกับฝ่ายรัฐบาล ถึงขั้นเลือดตกยางออกบ่อยๆ แต่การปลูกต้นไม้ยังขยายต่อไป จากการปลูกในที่เอกชนไปสู่การปลูกในที่สาธารณะ ซึ่งมักหมดสภาพความเป็นป่าแล้ว ในปี 2544 ผู้เขียนถูกจับเข้าคุกอีก 2 ครั้ง แต่ดังที่เกิดขึ้นมาก่อนความกดดันจากองค์กรต่างๆ ทำให้รัฐบาลต้องปล่อยเธออย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเธอได้รับเชิญไปเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยเยลเป็นเวลา 6 เดือน ที่นั่นนอกจากจะสอนหนังสือแล้ว เธอได้พัฒนาโครงการเพื่อนำนักศึกษาจากอเมริกาไปดูงานการปลูกต้นไม้ที่เคนยาขึ้นอีกด้วย ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น ในเคนยาหลังเธอกลับจากอเมริกา นั่นคือฝ่ายต่อต้านรัฐบาลรวมตัวกันได้ และการเลือกตั้งในปลายปี 2545 ปราศจากเหตุร้ายต่างๆ ดังที่เกิดมาก่อน ทำให้พรรคของฝ่ายรัฐบาล แพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดี ผู้เขียนลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากเขตเดิมและได้รับคะแนนสูงถึง 98% และอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมาก็ได้รับ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ อีกไม่ถึง 2 ปีต่อมาเธอก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ข้อคิดเห็น - หนังสือเล่มนี้เขียนเสร็จหลังจากผู้เขียนได้รับรางวัลโนเบล และจบลงด้วยการมองว่าเคนยาจะพัฒนาต่อไปได้ดี เพราะเริ่มมีระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงแล้ว แม้ในเล่มปกอ่อนซึ่งพิมพ์หลังเล่มปกแข็ง 1 ปี จะมีเรื่องราว เกี่ยวกับกิจกรรมของผู้เขียน ในฐานะผู้ได้รับรางวัลโนเบล แต่เนื้อหาจบลงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปลายปี 2550 ซึ่งประธานาธิบดี ผู้ชนะการเลือกตั้งเมื่อ 5 ปีก่อนลงสมัครเป็นสมัยที่ 2 จริงอยู่เขาเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์จากการต่อสู้ของชาวเคนยา เป็นเวลากว่า 40 ปี แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นมีการโกงอย่างแพร่หลายจนทำให้เขาได้ชัยชนะ ชาวเคนยาส่วนใหญ่จึงไม่ยอม และออกมาประท้วงอย่างกว้างขวาง ซึ่งวิวัฒน์ไปสู่การต่อสู้กันทั้งระหว่างฝ่ายรัฐบาล กับฝ่ายประท้วง และระหว่างชนต่างเผ่า จนกระทั่งชาวเคนยาเสียชีวิตไปราว 1,000 คน และไร้ที่อยู่อาศัยอีกกว่า 3 แสนคน เหตุการณ์สงบลง เมื่อองค์การระหว่างประเทศเข้าไกล่เกลี่ย และประธานาธิบดียอมตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคฝ่ายค้าน เมื่อเดือนเมษายน 2551 วิวัฒนาการนี้น่าจะชี้ให้เห็นอีกครั้งว่า การพัฒนาประชาธิปไตยไม่ใช่ของง่ายโดยเฉพาะเมื่อชนชั้นผู้นำ ไม่มีจิตวิญญาณของการเป็นประชาธิปไตย หน้า 38
|