|
||||||||||||||
|
เอาดนตรีไทยลงจากหิ้ง
นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 08 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11108 ถ้าผมรักดนตรีไทย และรู้จักดนตรีไทยจริง สิ่งที่อยากเขียนมากที่สุดในชีวิตอย่างหนึ่งก็คือ หนังสือแนะนำการฟังดนตรีไทย แต่นี่รักก็ไม่จริง รู้ก็ไม่จริง จึงไม่มีวันได้เขียนแน่ อย่างไรก็ตาม ผมได้อ่านหนังสือแนะนำดนตรีไทยอยู่บ้าง และพบว่าส่วนใหญ่หรือทั้งหมดที่ได้อ่าน ล้วนเขียนขึ้นโดยนักดนตรีไทย หรือครูดนตรีไทย หรือผู้เชี่ยวชาญชั้นบรมครู ล้วนมีประโยชน์ทั้งนั้นนะครับ แต่คงเป็นเรื่องรู้ไว้ใช่ว่าสำหรับผมและผู้อ่านอีกมาก ไม่ได้เป็นหนังสือที่แนะวิถีทางสำหรับคนทั่วไป ให้เข้าไปเสพย์ดนตรีไทย ในฐานะศิลปะแขนงหนึ่ง ซึ่งมีคุณค่าแก่จิตใจและอารมณ์เหมือนศิลปะต่างๆ คุณค่าของดนตรีไทยที่หนังสือเหล่านั้นพูดถึงคือคุณค่าทางสังคม เช่นเป็นมรดกของบรรพบุรุษไทย, เป็นอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมไทย ฯลฯ แต่ไม่ค่อยพูดถึงคุณค่าทางอารมณ์และจิตใจของศิลปะแขนงนี้ ผมเข้าใจว่า คนเราเสพย์ศิลปะก็เพื่อจรรโลงอารมณ์และจิตใจนะครับ จะเป็นมรดกของใคร ไม่สู้สำคัญนัก ฉะนั้น ถ้าถามว่าดนตรีไทยเป็นศิลปะที่เข้าถึงอารมณ์และจิตใจผู้ฟังได้หรือไม่ ผมเชื่อว่าได้แน่ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีคนที่หลงใหลกับมันได้ลึกซึ้งมากมายอย่าง คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ แน่ แต่อะไรล่ะครับที่ขวางกั้นคนอย่างผมให้เข้าไม่ถึงดนตรีไทย และไม่ได้ขวางกั้นคุณสุจิตต์อย่างเดียวกันบ้าง คำตอบง่ายๆ ที่มักได้ยินเสมอก็คือ คุณสุจิตต์โตมากับดนตรีไทยแต่เล็กแต่น้อย ส่วนผมไม่ได้โตมาอย่างนั้น จริงแน่ครับ แต่ทำอย่างไรจึงจะให้เด็กไทยได้โตมาอย่างคุณสุจิตต์เล่าครับ ในเมื่ออะไรต่อมิอะไรในเมืองไทย ก็เปลี่ยนไปจากสมัยคุณสุจิตต์เป็นเด็กไปหมดแล้ว ในที่สุดดนตรีไทยจะกลายเป็นแค่มรดกของลูกหลานครูดนตรีไทย เหมือนการทำบาตรของลูกหลานคนบ้านบาตรกระนั้นหรือ นี่แหละครับที่ทำให้ผมอยากเขียนหนังสือแนะนำการฟังดนตรีไทย เพราะผมเชื่อว่าคนแค่ผมนี่แหละครับที่ควรเขียน เพราะไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ, ไม่รู้ทฤษฎีอะไรลึกซึ้ง, เพียงแต่ชอบฟังเพราะรักมันจริง จึงอยากแบ่งปันความสุข ที่เสพย์ไปได้ชั่วชีวิตให้คนอื่นบ้าง จะได้หนังสือที่ให้ความรู้เท่าที่ควรรู้ไม่มากไปกว่านั้น ในขณะเดียวกัน ก็สามารถทำให้ผู้อ่านฟังรายละเอียดอีกหลายอย่าง ในดนตรีไทย และซึมซับอารมณ์ทั้งของผู้แต่งและผู้เล่นได้ ใช้จินตนาการของตัวเองเข้ามาปรุงแต่งเสียงที่ได้ยินให้สะเทือนอารมณ์ได้มากขึ้น ผมเชื่อว่าจะเป็นหนังสือสำหรับนำเข้าสู่การฟังดนตรีไทยที่ดีกว่า "ตำรา" ของผู้รู้แน่ เสียแต่ว่า รู้ไม่จริง และรักไม่จริง นี่แหละครับ จึงไม่ได้เขียน ศิลปะทุกแขนงคือการสื่อสารชนิดหนึ่ง จะเข้าถึงศิลปะหนึ่งๆ ได้ก็ต้องเข้าใจ "ขนบ" ของศิลปะนั้น เพราะการสื่อสารของศิลปะกระทำโดยผ่าน "ขนบ" นั้น แม้ศิลปะในโลกสมัยใหม่นิยมสร้างขนบใหม่ขึ้นมาอยู่บ่อยๆ ก็ตาม ดนตรีไทยก็มี "ขนบ" ของตนเอง ซึ่งผู้ฟังต้องเข้าใจบ้าง แม้ไม่จำเป็นต้องเข้าใจระดับผู้เชี่ยวชาญก็ตาม อันที่จริงที่อธิบายว่า คุณสุจิตต์เติบโตมากับดนตรีไทยนั้น วิเคราะห์ไปให้ถึงแก่นก็คือ หนึ่งในความจำเป็นพื้นฐานที่จะชื่นชอบดนตรีไทยได้ ก็เพราะคุณสุจิตต์เจนจบกับขนบของดนตรีไทยนั่นเอง ไม่ใช่เจนจบแบบรอบรู้นะครับ แต่เจนจบในหูและในใจ ดนตรีที่คนไทยฟังจนคุ้นหูในทุกวันนี้ ไม่ได้ใช้ขนบของดนตรีไทยเสียแล้ว เสียงของดนตรีไทยจึงฟังแปร่ง ไม่เข้าจังหวะไม่เข้าทำนองแก่หูของคนไทยปัจจุบัน (แต่พอเอาทำนองเก่าไปเรียบเรียงใหม่ตามขนบของดนตรีตะวันตก คนไทยก็ชอบ เห็นว่าเพราะดีหรือมันดี-แล้วแต่เพลง-เป็นต้น) พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ขนบของดนตรีไทยไม่เป็นที่คุ้นเคย หรือแม้แต่รู้จักของนักฟังเพลงปัจจุบันไปเสียแล้ว ตรงนี้แหละครับที่ผมคิดว่าจำเป็นต้องแนะนำให้ผู้ฟังเข้าใจเสียก่อน แต่ไม่ต้องรู้ลึกอะไรมากไปกว่า รู้เพื่อจะได้ข้ามขนบที่แตกต่างจากความคุ้นเคยไปเสียก่อน เช่นการประสานเสียงของดนตรีไทยเป็นอย่างไร การใช้ "ทาง" ที่ต่างกันของเครื่องดนตรี ทำให้เกิดการประสานเสียงได้อย่างไร จังหวะหลัก (ฉิ่ง) เป็นอย่างไร ภายในของจังหวะ เขาสร้างรายละเอียด (หน้าทับ) ขึ้นมาอย่างไร จากทำนองหลัก เขาพัฒนาหรือผันแปรทำนองหลักนั้นได้อย่างไร (variations) มีซีดีแถมให้ฟังแต่ละแทร็คด้วย อ่านแล้วก็ลองฟังดู ฟังแล้วกลับมาอ่านต่อซึ่งจะขยายให้หัดฟังรายละเอียด จนทำให้ขนบของดนตรีไทยเริ่มคุ้นหูมากขึ้น คุ้นหูแล้ว ก็เริ่มชี้ให้เห็นว่าทำนองหลักคืออะไร เครื่องชิ้นไหนเป็นตัวเล่น ส่วน "ทาง" ของเครื่องอื่นเข้ามาเสริม หรือมาขัดมาล้อกันอย่างไร ทั้งหมดที่กล่าวมาถึงตรงนี้ คือการสร้างฐานของความบันเทิง ให้สามารถฟังซ้ำได้ ผมหมายความว่า คนที่ไม่มีความรู้ด้านดนตรี (โดยเฉพาะด้านปฏิบัติ) จะได้ยินรายละเอียดของดนตรีได้ก็ต่อเมื่อฟังซ้ำๆ หลายครั้ง เพราะการฟังซ้ำหลายครั้ง ทำให้สามารถเอาหูไปจ่อกับส่วนอื่นๆ ซึ่งตัวไม่ได้ยินในครั้งแรกๆ จนเริ่มคุ้นกับเพลงมากขึ้น จึงสามารถฟังรายละเอียดทั้งหมดที่ประสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ การฟังซ้ำ (ไม่ว่าฟังอะไรซ้ำ) ย่อมน่าเบื่อทั้งนั้น จึงจำเป็นต้องสร้างฐานความเข้าใจสำหรับการฟังซ้ำ เพื่อที่ว่าฟังซ้ำแต่ละครั้งก็ได้พบของใหม่เสมอ จึงจะไม่เบื่อ และสำหรับคนทั่วไป ดนตรีดีๆ ในโลกนี้ ต้องฟังซ้ำทั้งนั้นแหละครับ แม้แต่เพลงป๊อปที่เขาขายกันในตลาดเวลานี้ ฟังซ้ำก็จะได้รายละเอียดเพิ่มขึ้น เพราะหูคุ้นกับทำนอง, จังหวะหลัก, ท่อนแปร ฯลฯ ไปแล้ว จึงเริ่มได้ยินส่วนอื่นที่ซ่อนอยู่ในเสียงของเพลงมากขึ้น ดนตรีไทยไม่ใช้เทคนีคหลายอย่างที่ดนตรีตะวันตกใช้ อันล้วนเป็นเสน่ห์ที่ทำให้น่าติดตาม เช่นความเข้มของเสียงที่ไม่เท่ากันทั้งเพลง, การเปลี่ยนบันไดเสียง, การใช้คุณ-ลักษณะของเสียงที่แตกต่างกัน, จังหวะและลีลาที่ไม่สม่ำเสมอกันในเพลงเดียวกัน ฯลฯ แต่ดนตรีไทยใช้เทคนีคอื่นๆ อีกมากซึ่งดนตรีตะวันตก (โดยเฉพาะในระยะหลัง) ไม่ใช้ เช่นการด้น หากติดตามเทคนีคเหล่านี้ได้ก็จะเกิดความสนุก นี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องแนะให้หัดฟัง ก็จะเริ่มมีความสุขกับเสน่ห์อีกแบบหนึ่งของดนตรีไทย ดนตรีเป็นสื่อนำไปสู่จินตนาการและความรู้สึก ผู้ฟังดนตรีมีส่วนในการสร้างสรรค์ศิลปะไม่น้อยกว่าผู้แต่งและผู้เล่น ผมรู้สึกว่าส่วนนี้ขาดหายไปจากตำราดนตรีไทยมาก อาจไม่จำเป็นหากเขียนสำหรับคนที่เข้าถึงอยู่แล้ว แต่จำเป็นมากเลยครับสำหรับคนธรรมดาทั่วไป ครูดนตรีบางท่านพยายามเอาไปเปรียบกับดนตรีฝรั่ง ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ดนตรีฝรั่งซึ่งตั้งใจประพันธ์ขึ้น เพื่อบรรยายอะไรที่เทียบเป็นความหมายตามตัวอักษรได้ เป็นสิ่งประดิษฐ์รุ่นหลัง ดนตรีให้ความรู้สึกมากกว่าให้ภาพ (อย่างที่เบทโฮ?-เฟนบอกว่าซิมโฟนีหมายเลข 6 ของท่านไม่ได้บรรยายท้องทุ่งเท่ากับบรรยายความรู้สึกเมื่อเราอยู่ในท้องทุ่ง) ความยิ่งใหญ่ของดนตรีอยู่ตรงนี้แหละครับ คือทำให้เรารู้สึกได้ท่วมท้นโดยบรรยายออกมาไม่ได้ อย่างที่บอกนะครับว่า ผมรักและรู้ดนตรีไทยไม่พอ แต่ผมคิดว่าหนังสือแนะวิถีทางเข้าถึงดนตรีไทย ต้องฝึกให้ผู้ฟังสร้างความรู้สึกจากจินตนาการ ที่เราฟังดนตรีก็เพื่อจะให้ได้ความสุขตรงนี้แหละ ว่ากันไปแล้ว แม้ว่าดนตรีฝรั่งในตลาดปัจจุบันมีความสัมพันธ์สืบเนื่องกับดนตรีฝรั่งโบราณมากกว่า แต่ก็ใช่ว่าฝรั่งจะสามารถเข้าถึงดนตรีในขนบโบราณ (classical) ได้โดยอัตโนมัติ ต้องมีการสอนหรือหนังสือหรือรายการวิทยุที่ทำให้เข้าถึงขนบเหล่านั้น จนสามารถชื่นชอบได้เหมือนกัน ในบรรดาหนังสือแนะนำดนตรีในขนบโบราณของฝรั่งทั้งหมด เล่มที่ผมชอบมากเล่มหนึ่งคือ หนังสือเล่มนี้เริ่มบทที่หนึ่ง คือการฟังครับ จะฟังดนตรีกันอย่างไร เช่นเงียบ, ไม่สว่างเกินไปเพื่อไม่ให้อายตนะส่วนอื่นทำงาน, นั่งสบาย หลับตาก็ได้ ถ้าหลับตาแล้วหูทำงานดี ฯลฯ ถ้านึกเป็นของขลังก็ขลังนะครับ แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับคนยุคปัจจุบัน เพราะโลกที่เรามีชีวิตอยู่นั้น ไม่มีความเงียบมาก และนานพอที่จะทำให้เราฟังเสียงอะไรอย่างจริงจัง เราใช้หูน้อยกว่าตา ทั้งๆ ที่หูของเรานั้นหากฝึกมันหน่อย มันก็สามารถทำอะไรที่เราไม่ได้ใช้มันทำได้มากทีเดียว ฉะนั้น หนังสือแนะการฟังดนตรีไทยจึงต้องเริ่มที่การฟังเหมือนกัน ผมไม่รู้ดนตรีไทยมากพอจะบอกได้ว่า ดนตรีไทยควรฟังแบบดนตรีคลาสสิคหรือไม่ แต่คงมีวิธีฟังที่เหมาะสมสำหรับดนตรีไทยแน่ ขนบของดนตรีอะไรมีชีวิตอยู่สืบมาได้ก็เพราะการสร้างสรรค์ เท่าที่ผมเข้าใจดนตรีไทยก็มีการสร้างสรรค์เหมือนกัน เช่นเทคนีค, การผสมวง, เพลงใหม่, ฯลฯ แต่ดูเหมือนการสร้างสรรค์จะน้อยลงในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่มีทำนองใหม่ๆ ที่คนไทยชอบ โดยเฉพาะทำนองอเมริกัน เข้ามาถึงหูคนไทยมากมาย แต่ไม่เคยได้ยินใครเอาทำนองเหล่านี้ มาแปลงตามขนบของดนตรีไทยบ้าง (โดยเฉพาะในสมัยปัจจุบัน) ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงความคิดใหม่ๆ ของคนไทยปัจจุบัน เช่นความงาม, ความเลว, ความกล้าหาญ, ความเท่าเทียม, ความยุติธรรม ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นความคิดที่แตกต่างจากที่คนไทยในอดีตเคยมีมา ไม่บันดาลใจให้เกิดดนตรีหรือเพลงในขน?บของดนตรีไทยบ้างเลย แต่นี่ผมพูดอย่างคนรู้ไม่จริงนะครับ การสร้างสรรค์อาจยังมีอยู่ในดนตรีไทยก็ได้ และหนังสือแนะให้ฟังดนตรีไทย ควรชี้ให้ผู้อ่านเข้าใจและมองเห็น เพื่อจะได้ติดตามการสร้างสรรค์ทางดนตรีซึ่งเป็นรสชาดที่ขาดไม่ได้ของการฟังดนตรี การสร้างสรรค์ทำให้ผู้ฟังตื่นเต้น และติดตามดนตรีในขนบนั้นไปเรื่อยๆ ที่เรียกว่าดนตรีคลาสสิคของฝรั่งนั้น ที่จริงก็ยังมีนักแต่งเพลงที่ใช้ขนบนั้นสืบมาจนปัจจุบัน ผมได้แรงบันดาลใจที่จะเขียนเรื่องนี้จากหนังสือ "ดนตรีไทยเดิม" ของอาจารย์ อานันท์ นาคคง ซึ่งสำนักงานอุทยานการเรียนรู้จัดพิมพ์ขึ้น เป็นหนังสือแนะการฟังดนตรีไทยที่ตรงใจผมที่สุด (แม้ไม่ตรงไปหมดทุกเรื่อง) ไม่เฉพาะแต่หนังสือนะครับ เราสามารถสร้างหลักสูตรสำหรับการฟังดนตรีไทยในโรงเรียนก็ได้ ไม่ใช่เพื่อปฏิบัติ หรือกลายเป็นผู้รู้นะครับ แต่ทำให้เด็กๆ สามารถก้าวต่อไป บนหนทางของการหาความสุขจากดนตรีไทยด้วยตนเองได้ หน้า 90
|