หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ขีดความสามารถการแข่งขันไทย ขยับ 6 ขั้น อานิสงส์จากอะไร

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 4002 (3202)

เป็นข่าวสำหรับประเทศไทย เมื่อวิทยาลัยธุรกิจ ไอเอ็มดี ในสวิตเซอร์แลนด์ เผยรายงานการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ประจำปี 2551 โดยพบว่าไทยมีอันดับความสามารถในการแข่งขันดีขึ้นจากอันดับที่ 33 ขยับขึ้นสู่อันดับที่ 27 ด้วยคะแนนรวม 63.096 คะแนน

เมื่อเปรียบเทียบอันดับในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าไทยเริ่มขยับเข้าใกล้อันดับที่เคยทำได้ในปี 2547 คือ อันดับที่ 26 และอันดับที่ 25 ในปี 2548 และถือว่ามีอันดับที่ดีขึ้นมาก เมื่อเทียบกับปี 2549 (2 ขั้น) และปี 2550 ถึง 6 ขั้น ซึ่งประเทศไทยตกไปอยู่อันดับที่ 33

เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกัน อันดับใน ปี 2551 เท่ากับปี 2547 แต่ด้อยกว่าเมื่อเทียบกับปี 2548 ซึ่งหลังจากปีดังกล่าว ภาพรวมขีดความสามารถในการแข่งขันไทยก็ลดลงต่อเนื่องกันถึง 2 ปี คืออันดับที่ 10 ในปี 2549 และอันดับที่ 11 ในปี 2550 ก่อนจะกระเตื้องขึ้น 2 ขั้นในปีนี้

ในภาพรวมเศรษฐกิจ เกณฑ์วัดภาพรวมขีดความสามารถของไทยที่อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ได้แก่ การจ้างงาน และราคา ที่อยู่ในอันดับที่ 4 ทั้งสองเกณฑ์ รวมถึงนโยบายการคลัง (อันดับ 5) และตลาดแรงงาน (อันดับ 3) ขณะที่เกณฑ์ที่อยู่ในระดับปานกลาง คือ ทัศนคติ และค่านิยม และการปฏิบัติด้านการจัดการ ตลอดจนสาธารณูปโภคพื้นฐาน การคลังสาธารณะ และกฎหมายธุรกิจ แต่เกณฑ์วัดที่ยังน่าเป็นห่วงโดยอยู่ในอันดับไกลๆ ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ การลงทุนจากต่างประเทศ ผลิตภาพและประสิทธิภาพ จนถึงสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข

แยกมองเฉพาะภาพเศรษฐกิจ พบว่ามีทั้งส่วนที่ดีขึ้นและแย่ลง โดยเกณฑ์วัดภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นมี 15 รายการ ซึ่งในจำนวนนั้น ดุลบัญชีเดินสะพัด การลงทุนจากต่างประเทศ การอุดหนุนของรัฐบาล เงินเฟ้อ จำนวนการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ หนี้ต่างประเทศ และนักลงทุนต่างประเทศมีอิสระที่จะควบคุมบริษัทในประเทศ ซึ่งผลที่ได้ส่วนใหญ่มาจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหาร ต่างชาติที่ทำธุรกิจในไทย แต่เกณฑ์ที่แย่ลงมีตั้งแต่การจัดทำ งบประมาณ ความโปร่งใสในนโยบายของรัฐบาล ดัชนีค่าครองชีพ และความเป็นอิสระของการบริการสาธารณะ

ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา แม้ภาพทางด้านเศรษฐกิจของไทยจะดีขึ้นในปีนี้และปีที่แล้ว แต่เมื่อเทียบกับปี 2547 และ 2548 ถือว่ายัง ต่ำกว่า ทั้งนี้ในปี 2549 และปี 2550 ภาพรวมเศรษฐกิจของไทย อยู่ในอันดับที่ 19 และอันดับ 15 ตามลำดับ

มองเฉพาะปีนี้ จุดแข็ง-จุดอ่อนของภาพเศรษฐกิจไทยมีหลายเกณฑ์วัดที่น่าสนใจ โดยในส่วนของจุดแข็งประกอบด้วย อัตราการว่างงาน เมื่อเทียบกับแรงงานทั้งหมด การว่างงานของเยาวชน การว่างงานระยะยาว อัตราการจ้างงาน เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรและรายได้จากการท่องเที่ยว ส่วนจุดอ่อนของไทยที่ต้องจับตามอง ได้แก่ จีดีพีต่อรายได้ต่อหัว จีดีพีเมื่อมองในแง่ของอำนาจซื้อโดยเปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยน ปริมาณการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เมื่อเทียบกับจีดีพีและตีเป็นมูลค่า

ในด้านประสิทธิภาพของรัฐบาล จุดแข่งที่ระบุในรายงานของ ไอเอ็มดี ประกอบด้วย อัตราการเก็บภาษีเงินได้ส่วนบุคคล อัตราภาษีการบริโภค กฎระเบียบด้านแรงงาน อัตราการสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของนายจ้าง และสังคมสูงวัยยังไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในอันดับต้นๆ ของการจัดอันดับ

อย่างไรก็ดีจุดอ่อนของรัฐบาลอยู่ที่ความเสี่ยงของการไร้เสถียรภาพทางการเมือง นโยบายของธนาคารกลาง ซึ่งจากการสำรวจพบว่าให้ผลด้านบวกต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอยู่ในอันดับที่ค่อนข้างต่ำมาก คืออยู่ในอันดับที่ 51 จาก 55 เศรษฐกิจ ในผลสำรวจของไอเอ็มดี เช่นเดียวกับทิศทางนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจากอันดับที่ได้คือ 49 สะท้อนว่านโยบายมีความต่อเนื่องน้อย มาตรวัดอีกประการที่ถือเป็นจุดของไทย อยู่ที่อิสระของนักลงทุนต่างชาติ ในการควบคุมกิจการในประเทศ ซึ่งจากการสำรวจอยู่ในอันดับที่ 48

จากภาพด้านมหภาค ไอเอ็มดีได้ฉายด้านจุลภาคไว้ด้วย โดยในด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจซึ่งมีเกณฑ์วัดย่อยลงมา 5 หมวด ได้แก่ ผลิตภาพและประสิทธิภาพ ตลาดแรงงาน การเงิน การบริหารจัดการ รวมถึงทัศนคติและค่านิยม พบว่าหมวดที่ดีที่สุดคือ ตลาดแรงงาน อยู่ในอันดับที่ 3 และที่มีอันดับต่ำที่สุดคือ ด้านผลิตภาพและประสิทธิภาพ ส่วน 3 หมวดที่เหลืออยู่ในอันดับปานกลาง

มองในแง่จุดแข็งของภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งในปีนี้ขยับดีขึ้นมากตามอันดับของภาพรวมของประเทศ โดยขึ้นแบบก้าวกระโดดจากอันดับที่ 34 มาอยู่ที่อันดับ 25 แยกพิจารณาเกณฑ์วัดย่อยที่ประมวลจากหมวดต่างๆ ซึ่งสะท้อนภาพด้านบวกของธุรกิจไทย ประกอบด้วยแรงงานหญิง เมื่อเทียบกับแรงงานทั้งหมด ระดับการจ่ายค่าจ้าง สัดส่วนแรงงาน เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ตลอดจนรายได้ของอาชีพในภาคบริการ ซึ่งวัดจากรายได้รวมต่อปี รวมถึงรายได้อื่นๆ เช่น โบนัส และการให้ความสำคัญเรื่องความพึงพอใจของลูกค้าของบริษัทต่างๆ ทุกด้านอยู่ในอันดับต้นๆ โดยเฉพาะสัดส่วนแรงงานหญิงต่อแรงงานทั้งหมด ซึ่งจัดอยู่ในอันดับที่ 1 ส่วนที่เหลืออยู่ในอันดับที่ 5-8

สำหรับจุดอ่อนของภาคธุรกิจ ประกอบด้วยผลิตภาพโดยรวมซึ่งคำนวณจากมูลค่าจีดีพีเฉลี่ยต่อคนที่มีงานทำ และผลิตภาพของแรงงานซึ่งวัดจากมูลค่าจีดีพีเฉลี่ยต่อคนต่อชั่วโมง ทั้งสองเกณฑ์นี้อยู่ในอันดับที่ค่อนข้างต่ำ คือ อันดับที่ 50 ขณะที่ประสิทธิภาพของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล ความเสี่ยงจากการลงทุน และมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้น อยู่ในอันดับ 46 อันดับ 44 และอันดับ 35 ตามลำดับ

ในส่วนของสาธารณูปโภคพื้นฐาน จุดแข็งของด้านนี้ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายด้านอินเทอร์เน็ต (อันดับ 4) ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (อันดับ 5) อัตราการพึ่งพา ประเมินจากกลุ่มอายุต่ำกว่า 15 ปี และอายุเกิน 64 ปี หารด้วยจำนวนประชากรที่อยู่ในวัยทำงาน (วัยระหว่าง 15-64 ปี) ซึ่งพบว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 10 สัดส่วนการส่งออกสินค้าไฮเทค เทียบกับการส่งออกโดยรวมและ ค่าไฟฟ้าต่อลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรม อยู่ที่อันดับ 11 และ 15 ตามลำดับ

ภาพที่เป็นจุดอ่อนของสาธารณูปโภคในไทย ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ซึ่งคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี จำนวนการเป็นสมาชิกเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ความช่วยเหลือด้านการแพทย์ ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งทั้ง 5 ด้านไทยอยู่ในอันดับตั้งแต่ 50 ขึ้นไปถึงอันดับที่ 53

นอกเหนือจากการแจกแจงรายละเอียดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในด้านต่างๆ แล้ว ไอเอ็มดียังได้เตือนถึงปัญหาท้าทายที่ไทยต้องเผชิญในปี 2551 ว่า มีตั้งแต่การแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ การสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพื่อเร่งโครงการลงทุนภาครัฐซึ่งช่วยในการปรับปรุงด้านสาธารณูปโภคให้ดีขึ้น การผลักดันมาตรการในการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านพลังงาน การปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ตลอดจนไทยจะต้องเร่งจัดทำกลไกในการสนับสนุนการปรับตัวของภาคธุรกิจในหลายภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี

หน้า 2