หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
โลกร้อน : ทุนนิยมขุดหลุมฝังศพตนเอง

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 4002 (3202)

คาร์ล มาร์กซ เคยกล่าวไว้ นานมาแล้วในหนังสือชื่อ Capital ซึ่งคนส่วนใหญ่ลืมแล้ว หรือไม่เชื่อว่าสิ่งที่มาร์กซพูดไว้ จะกลายเป็นความจริงในวันนี้

มาร์กซพูดไว้ว่า "ระบบทุนนิยมเป็นระบบที่พัฒนาไปสู่การขุดหลุมฝังศพให้กับตนเอง"

ภาวะโลกร้อนที่ก่อให้เกิดภัยพิบัติธรรมชาติ ราคาน้ำมันแพงและกำลังจะหมดโลก ซึ่งกำลังสร้างความหายนะ ให้กับมนุษยชาติในวันนี้ เป็นผลพวงของการพัฒนาของระบบทุนนิยมที่เติบโตอย่าง ก้าวกระโดดในภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เน้นการเติบโตของ GDP และผลกำไรสูงสุด โดยไม่คำนึงถึงปริมาณจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติทุกชนิด และความ ไม่รู้จักบันยะบันยังในการบริโภค แค่พอเพียงอย่างสมดุล

เมื่อระบบทุนนิยมพัฒนาเทคโนโลยีและนำมาใช้เพื่อการผลิตแบบขนาดใหญ่ (mass production) จนกระทั่งมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่มีการยับยั้งมาทำการผลิตจนสินค้าล้นโลก เช่น รถยนต์ ตู้เย็น ทีวี สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์มือถือ และแม้แต่เสื้อผ้าซึ่งเปลี่ยนรุ่นเปลี่ยนแบบปีละหลายครั้ง เป็นต้น

รถยนต์ซึ่งแต่ละคันมีอายุใช้งาน ไม่ต่ำกว่า 15 ปี แต่ก็ตะบี้ตะบันเปลี่ยนแบบเปลี่ยนรุ่นผลิตออกมาทุกปี ปีละหลายรุ่น สินค้าอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน กว่าร้อยละ 60 ของสินค้าที่มีอยู่ในตลาดไม่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน หรือมีมากรุ่น มากประเภท มากสไตล์เกินไป ทั้งๆ ที่รุ่นเก่าก็ยังใช้ได้ ก่อให้เกิดปัญหาขยะพิษ ขยะนิวเคลียร์ และขยะอุตสาหกรรมล้นโลก

หลุมฝังศพตนเองที่ระบบทุนนิยมขุดลงไปเพื่อฝังตนเองได้สร้างปรากฏการณ์ที่นำไปสู่ความหายนะของมนุษยชาติมีดังต่อไปนี้

ในด้านการผลิต

ภาคอุตสาหกรรมใช้พลังงานมากถึง ร้อยละ 37 ของพลังงานทั้งหมด ภาคครัวเรือนใช้เพียงร้อยละ 11 สหรัฐอเมริกามีประชากรคิดเป็นร้อยละ 4 ของโลก แต่เป็นผู้ใช้พลังงานถึงร้อยละ 25 ของโลก และบริโภคร้อยละ 22 ของผลผลิตในโลก รายงานของ UNDP ระบุว่า ร้อยละ 20 ของประชากรในประเทศที่พัฒนาแล้วบริโภคผลผลิตร้อยละ 86 ของโลก ส่วนร้อยละ 20 ของประชากรในประเทศยากจนที่สุดบริโภคเพียงร้อยละ 1.3 ของโลก

ประเทศที่รวยที่สุด 5 ประเทศบริโภคเนื้อและปลาร้อยละ 45 ของโลก ประเทศยากจนที่สุดบริโภคเพียงร้อยละ 5 (ป่าอเมซอนถูกถางเพื่อทำทุ่งเลี้ยงวัวส่งเนื้อให้ร้านแฮมเบอร์เกอร์)

ประเทศที่รวยที่สุด 5 ประเทศบริโภคร้อยละ 58 ของพลังงานในโลก ประเทศ ที่ยากจนที่สุดบริโภคเพียงร้อยละ 1.5

ประเทศที่รวยที่สุด 5 ประเทศใช้กระดาษร้อยละ 84 ในโลก ประเทศที่ยากจนที่สุดบริโภคเพียงร้อยละ 1.1

ประเทศที่รวยที่สุด 5 ประเทศ ใช้บริการเครื่องบิน เรือโดยสาร และรถยนต์คิดเป็นร้อยละ 87 ของโลก ประเทศที่ยากจนที่สุดใช้เพียงร้อยละ 1

เราจึงเห็นบางบ้านมีรถยนต์ บ้านละ 3-4 คัน โดยเฉพาะในอเมริกา มีทีวีทุกห้อง มีตู้เย็น 2-3 ตู้ ในแต่ละบ้าน มีการพิมพ์หนังสือ แมกาซีน แผ่นพับโฆษณาที่แจก ทิ้งขว้างกลายเป็นขยะ หนังสือและแมกาซีนและสิ่งพิมพ์ร้อยละ 90 ไร้สาระ ไม่เป็น ประโยชน์ ไม่เหมาะต่อการอ่าน และไม่สมควรจะพิมพ์ออกมา

สินค้าในห้างและในตลาดกว่าร้อยละ 70 ไม่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวัน ทรัพยากรธรรมชาติและน้ำมันจึงหมดไป เพราะถูกถลุงใช้ไปอย่างไม่จำเป็น แต่ผลิตออกมาเพื่อการค้ากำไรของคน บางกลุ่มและกระตุ้นสร้างความต้องการเทียมขึ้นมา ให้ซื้อให้บริโภค

ทรัพยากรและอาหารในประเทศกำลังพัฒนาถูกแนวคิดพิษเรื่องการพัฒนาและเติบโตด้วยการส่งออกถลุงทรัพยากร และเอาเปรียบแรงงานเพื่อลดต้นทุน แล้วส่งไปให้ประเทศที่พัฒนาแล้วบริโภคตามสถิติ ข้างต้น ทำให้เกิดความขาดแคลนภายในประเทศ คุณภาพชีวิตประชาชนลดลง ช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมกว้าง มากขึ้น และเกิดปัญหายาเสพย์ติดและ โจรผู้ร้ายเต็มบ้าน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินไม่มี

ในด้านการเงิน

เงินหรือทุนซึ่งถูกสมมติขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนได้กลายพันธุ์เป็นสินค้าอีกตัวหนึ่ง แทนหน้าที่เดิมที่ใช้เป็นมาตรฐาน สำหรับแลกเปลี่ยนสินค้า เงินตรากลายเป็นสินค้าซื้อขายเก็งกำไรในตลาดซื้อขายเงิน ที่มีการเปลี่ยนมือมากที่สุดในแต่ละวัน โนม ชอมสกี้ ได้ชี้ว่า ก่อนที่อเมริกาจะละทิ้งการเป็นนายธนาคารโลก การลงทุนในโลกร้อยละ 90 เป็นเรื่องการค้าและ การลงทุนทางตรงในกิจการหรือโรงงาน และร้อยละ 10 เป็นเงินลงทุนระยะสั้นในด้านการเก็งกำไร

แต่ในทศวรรษ 1990 ตัวเลขเป็นตรงกันข้าม คือร้อยละ 95 ของเงินที่ถ่ายเท โยกย้ายในทุกตลาดเงินและตลาดทุน เป็นเงินเก็งกำไรระยะสั้นที่ไหลเข้าออกจากแต่ละประเทศภายในเวลา 1 อาทิตย์ ทำให้เศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ปั่นป่วนไม่มั่นคง และวางแผนเศรษฐกิจระยะยาวไม่ได้

ในปี 2005 คาดกันว่าตัวเลขการค้าเก็งกำไรในตลาดทุนสูงถึง 2 ล้านล้านเหรียญต่อวัน หรือ 700 ล้านล้านเหรียญต่อปี ในขณะที่ตัวเลขรวมของการค้าโลก มีตัวเลขประมาณ 27 ล้านล้านเหรียญ และจีดีพีโลกเท่ากับ 48.5 ล้านล้านเหรียญต่อปี

ตัวเลขล่าสุดในรายงานประจำปีของธนาคารโลก 2007 ตัวเลขการค้าระหว่างประเทศมียอดเงินคิดเป็นแค่เพียงร้อยละ 2 ของการเคลื่อนย้ายเงินตราระหว่างประเทศในแต่ละวันในโลกนี้ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการครอบโลกด้านการเงิน (globali zation of finance) ไม่ได้เสริมหรือช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการค้าระหว่างประเทศอีกต่อไป แต่ดำรงอยู่ด้วยตนเอง

ในยุคนี้การเคลื่อนย้ายเงินตราระหว่างประเทศ แทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านภาคการผลิตที่แท้จริง หรืออุตสาหกรรมเลย การเคลื่อนย้ายเงินเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นการเคลื่อนย้ายระยะสั้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือการทำธุรกรรม ระยะสั้น (portfolio investment) เพื่อการ เก็งกำไรอย่างรวดเร็วทันควัน และสามารถเคลื่อนย้ายออกด้วยความเร็วเท่าๆ กับที่เคลื่อนย้ายเข้ามา

เงินตราไม่ได้ใช้สำหรับการเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าตามหน้าที่ดั้งเดิมของมันเสียแล้ว แต่ถูกใช้ในการสร้าง ความปั่นป่วนด้วยการเก็งกำไรในวัตถุดิบ พลังงาน และอาหารของโลก ทำให้เศรษฐกิจโลกขาดเสถียรภาพและความแน่นอน ราคาอาหาร ราคาน้ำมันขึ้นลงไม่ใช่เพราะกลไกตลาด แต่เกิดจากการ เก็งกำไรในตลาดซื้อขายตั๋วสัญญาซื้อขายของสินค้าเหล่านี้ (ตลาดอนุพันธ์ ตลาดหุ้น ตลาดเงิน) วิกฤติปัญหาซับไพรมในอเมริกา ซึ่งลามไปทั่วโลกในขณะนี้คือตัวอย่างหรือปรากฏการณ์ที่มายืนยันข้อความข้างต้น

ในด้านการบริโภค

ประชาชนถูกสื่อโฆษณาให้บริโภค บริโภค และบริโภคอย่างไร้สติยั้งคิด ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า โดยการสร้างความต้องการเทียมขึ้นมา (fault demand) ในอเมริกาเด็กเกือบทุกบ้านมีของเล่น กองเป็นภูเขาท่วมห้อง มีของใช้ส่วนเกินที่เด็กในประเทศยากจนไม่เคยคิดเคยฝัน จะได้เห็นหรือได้ใช้

เสื้อผ้าที่มีอายุการใช้งานเป็นปี แต่ถูกใช้เพียงครั้งหรือสองครั้งก็เลิกใช้ แล้วกองเป็นขยะอยู่ในตู้

เด็กถูกกระตุ้นให้กินอาหาร อาหารเสริม และขนมขยะ (กรอบแกรบ เช่น มันทอด) แทนอาหารและขนมสด ที่ผลิตตามกระบวนการธรรมชาติ เด็กโดยเฉพาะในบ้านเรา แทนที่พ่อแม่จะทำอาหารที่มีคุณภาพ ใส่กล่องอาหารกลางวันให้ลูกไปกินที่โรงเรียน กลายเป็นเรื่องน่าอาย แต่ปล่อยให้เด็กไปซื้ออาหารขยะกิน เช่น พวก ไส้กรอกสีแจ๊ดที่เต็มไปสารดินประสิวและสารกันบูดที่ทำลายความเจริญเติบโตของมันสมอง

ในด้านกรอบคิดการบริหารจัดการ

นักบริหาร เจ้าของโรงงานและ นักเศรษฐศาสตร์ถูกล้างสมองด้วยทฤษฎีพิษที่มีส่วนทำลายโลกและเป็นการขุดหลุมฝังศพให้กับตนเอง คือการผลิตเพื่อการเติบโต จีดีพีต้องเพิ่มทุกปี เพื่อกำไรสูงสุด เพื่อกำไรมากที่สุด เพื่อส่งออกให้ได้มากที่สุด มิใช่การผลิตเพื่อสนองตอบความต้องการบริโภคของสังคมและชุมชน ทั้งนี้เพราะว่าทรัพยากรในโลกมีไม่เพียงพอจะมารองรับจีดีพีที่เพิ่มทุกปีในทุกประเทศ

ทฤษฎีบริหารล้วนสอนกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มการขาย กระตุ้นการบริโภค กระตุ้นการแข่งขัน กระตุ้นการส่งออกซึ่งล้วนเป็นการถลุงทรัพยากรอย่างไร้ความจำเป็น และฟุ่มเฟือย จนทำให้เกิดภาวะขาดแคลนภายในประเทศ เร่งภาวะโลกร้อน มาตรการกีดกันการค้าในทุกรูปแบบ และการมีอำนาจเหนือตลาดถูกนำมาใช้เพื่อการเอาเปรียบทางการค้า ทำให้ผู้ผลิตในประเทศกำลังพัฒนายิ่ง ส่งออกยิ่งเป็นหนี้

ภัยพิบัติธรรมชาติ

พายุไซโคลน พายุทอร์นาโด สึนามิ น้ำท่วม ภัยแล้ง ป่าหมด อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ภูเขาน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับ น้ำทะเลสูงขึ้น น้ำมันราคาแพงและกำลังจะหมดโลก เป็นผลพวงจาก "หลุมฝังศพของระบบทุนนิยม" ข้างต้น

ทั้งหมดนี้คือ "หลุมฝังศพของระบบทุนนิยม" หรือทางตันของระบบทุนนิยม เพราะเหตุว่าบรรษัทแต่ละประเทศ ไม่สามารถลดการผลิตของตนลงเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน น้ำมันขาดแคลนและกำลังจะหมดโลก

ทั้งนี้เพราะว่าหากลดการผลิตลง ก็หมายความว่า จะต้องปลดคนงานขนานใหญ่ ซึ่งจะสร้างปัญหาสังคมตามมาอย่างขนานใหญ่ การปลดคนงานหมายถึงการ ลดลงของการบริโภค เมื่อการบริโภคลด การผลิตก็ต้องลด และการปลดคนงานก็ต้องมากขึ้น การบริโภคและการผลิตก็ต้องลดลงตาม ปัญหาโจรผู้ร้ายและยาเสพย์ติดที่เกิดจากความเครียดจะตามมา กลายเป็นวัฏจักรชั่วร้ายที่หมุนเวียนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เรือโนอาร์

คำถามที่ท้าทายมนุษยชาติในวันนี้คือ จะร่วมกันสร้างเรือโนอาร์มากอบกู้มนุษยชาติ หรือจะรอสวรรค์ส่งเรือ โนอาร์มาช่วยชีวิตโดยไม่คิดทำอะไรเลย ในด้านการลดการบริโภค ลดการกระตุ้นการบริโภค ลดการผลิต ให้อยู่ในระดับพอดีและจำเป็น โดยการปันส่วนการบริโภคกันอย่างยุติธรรมระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่กำลังพัฒนา และในระหว่างคนมั่งมีกับคนไม่มีในแต่ละประเทศ

หน้า 37