หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ทหารภายใต้ความเป็นหญิง

นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนสุดสัปดาห์  วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1448

ภาพที่ลงในมติชนรายวันฉบับวันที่ 28 เมษายน นับเป็นภาพที่สะใจที่สุดภาพหนึ่ง นั่นคือภาพของ คุณการ์เม่ ซากอน คุณแม่ท้องแก่กำลังเดินตรวจแถวทหารกองเกียรติยศในฐานะรัฐมนตรีกลาโหมของสเปน และกำลังไปเยี่ยมทหารในแนวหน้าที่อัฟกานิสถาน

ผู้หญิงเคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองมามากแล้ว เพราะฉะนั้น ใครๆ ก็คงเคยชินกับภาพรัฐมนตรีผู้หญิงทั้งนั้น เช่น ภาพป้าอุ เป็นต้น ไม่เฉพาะแต่เคยชินเท่านั้นนะครับ แต่ผมเห็นทีไรก็อดนึกไม่ได้ว่า "แล้วยังไง" ทุกที

เพราะผู้หญิงดำรงตำแหน่งสาธารณะสูงๆ ระดับนั้นมักถูก (สื่อ, คนทั่วไป, หรือแม้นักสิทธิสตรีบางคน) บรรยายว่า เธอเป็น "หญิงเหล็ก" บ้าง เธอเป็น "หญิงแกร่ง" บ้าง เธอเป็น "เจ้าแม่" บ้าง เธอ "เก่งกว่าผู้ชาย" บ้าง ฯลฯ

คือเอาคุณสมบัติที่วัฒนธรรมกำหนดให้เป็นคุณลักษณะของผู้ชายไปยัดให้ผู้หญิงคนนั้น ถึงแม้ว่าเธอเหล่านั้นยังเป็นผู้หญิงอยู่ แต่ก็ลอก "ความเป็นหญิง" ออกไปจนเกลี้ยงเกลาแล้ว... ถึงได้เป็นรัฐมนตรี หรือนายกฯ หรือประธานาธิบดีได้

แต่ภาพตรวจแถวทหารของคุณซากอนนั้นเป็นภาพของ "ความเป็นหญิง" อย่างจะจะเลยล่ะครับ เพราะเธอตั้งท้องใกล้คลอดแล้ว

การตั้งครรภ์นั้นเป็นสัญลักษณ์ของ "ความเป็นหญิง" ถึงสองอย่าง ตั้งครรภ์ก็แปลว่า "มีลูกได้" ตรงตามนิยามผู้หญิง ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตฯ เป๊ะเลย นอกจากนี้ ตั้งครรภ์ยังเป็นเครื่องหมายของภาวะอ่อนแอของร่างกายอีกด้วย และความอ่อนแอของร่างกายนี่แหละครับ ที่วัฒนธรรมไทยปัจจุบัน (ซึ่งรับมาจากฝรั่งอีกที) ถือเป็นคุณลักษณะของ "ความเป็นหญิง"

ภาพของคุณซากอนจึงเป็นภาพของผู้ญิ้ง ผู้หญิง กว่าภาพของเจ๊โน่น, ป้านี่, พี่นู่น อย่างเทียบกันไม่ได้เลย

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คุณซากอนไม่ได้แต่งกายให้ผิดแปลกไปจากผู้หญิงท้องแก่อย่างไร นุ่งกางเกง (คงเป็นชนิดยืดได้ไม่บีบรัดครรภ์) สวมเสื้อคลุมท้องและสเวตเตอร์หนึ่งตัว อย่างที่เราอาจเห็นได้กับแม่บ้านเข็นรถจ่ายกับข้าวในซุปเปอร์ทั่วไปแหละครับ

เออ ถ้าเธอแต่งเสื้อคลุมหนาๆ หนักๆ แบบทหารเสียอีก ภาพการเดินตรวจแถวทหารของรัฐมนตรีกลาโหมภาพนี้ อาจไม่สะใจเท่าไรนัก ก็เหมือนรัฐมนตรีหญิงทั่วไปที่พยายามเสนอตัวต่อสาธารณะในฐานะผู้ชาย

ผมไม่ทราบว่าในโลกนี้เคยมีผู้หญิงเป็น รมต.กลาโหมมาแล้วกี่คน ที่ไหนบ้าง แต่การยกตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ของกองทัพให้แก่ "ความเป็นหญิง" เพิ่งเกิดขึ้นที่สเปนครั้งนี้เป็นครั้งแรก เมื่อคุณซากอนขึ้นดำรงตำแหน่งนี่เอง

เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่เลือกจะไม่ปฏิเสธ "ความเป็นหญิง" ของเธอ

ตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมซึ่งต้องจัดการทหาร ยิ่งทำให้ "ความเป็นหญิง" ของเธอสะใจมากขึ้นไปอีก เพราะทหารคือแบบจำลองที่เด่นชัด และเจตนาจะเด่นชัดที่สุดของ "ความเป็นชาย" (แม้ในปัจจุบัน กองทัพหลายแห่งรับผู้หญิงออกปฏิบัติการรบเท่าเทียมกับชายแล้วก็ตาม)

ธรรมเนียมทหาร ประเพณีทหาร แบบแผนความสัมพันธ์ของทหาร ฯลฯ ล้วนงอกออกมาจากธรรมเนียม, ประเพณี, แบบแผนความสัมพันธ์ ฯลฯ ของอัศวิน, ซามูไร, จอมยุทธ์, นักรบ, นักดาบ, นักเลง ฯลฯ อันล้วนเป็นอาชีพ หรือสถานะที่ผู้ชายจับจองไว้มาแต่โบราณในเกือบทุกสังคม และด้วยเหตุดังนั้นจึงต้องเน้น "ความเป็นชาย" เอาไว้มากมาย เพื่อกีดกันคนที่ไม่อาจแสดง "ความเป็นชาย" (เพราะธรรมชาติหรือเพราะวัฒนธรรมก็ตาม) ออกไป

ในยุคสมัยที่บทบาทในครอบครัวของหญิง-ชายเปลี่ยนไปเช่นทุกวันนี้ ผมคิดว่าทหารเป็นสัญลักษณ์ของ "ความเป็นชาย" ยิ่งกว่า "ผัว" เสียอีก

ภาพ "ความเป็นหญิง" ที่คุณซากอนไม่ปิดบัง เข้ามาบังคับบัญชาทหารอย่างออกหน้าเช่นนี้ จึงเป็นความต่างขั้ว (contrast) ที่น่าจะช็อคสำนึกเดิมๆ ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเพศที่ฝังอยู่ลึกๆ ในใจคนเป็นอย่างยิ่ง

"ความเป็นหญิง" คืออะไร

ถ้านิยามกันด้วยหน้าที่ทางชีววิทยา ก็อย่างที่ราชบัณฑิตฯ ให้ไว้ในพจนานุกรมแหละครับ คือมีลูกได้ หรือจะเอาคุณลักษณะทางชีววิทยา หมอก็นิยามไปได้อีกอย่างหนึ่ง เช่น มีมดลูกหรือเครื่องเพศ เป็นต้น

แต่น่าประหลาดนะครับ ผู้หญิง (หรือผู้ชาย) ที่เรานิยามในหัวสมองของเรา กลับไม่เกี่ยวอะไรกับหน้าที่ หรือคุณลักษณะทางชีววิทยาเลย แต่ไปเกี่ยวกับผิวพรรณแขนแมนบ้าง, กับท่าทางพูดจาเดินเหินบ้าง, กับ "ความอ่อนแอ" บ้าง, กับ "ความอ่อนหวาน" บ้าง, กับ "ความรู้สึกอ่อนไหว" บ้าง และอื่นๆ อีกร้อยแปด

จนผมอยากจะพูดว่า ผู้หญิงตามคำนิยามของพจนานุกรมนั้นไม่มีจริง อย่างน้อยก็ไม่มีจริงในความรู้สึกนึกคิดของผู้คน เพราะเราไม่เคยนึกถึงผู้หญิงที่เรามีปฏิสัมพันธ์ในทำนองอย่างนั้นสักที (แม้แต่นึกไปทางกามารมณ์ก็ไม่ใช่เพราะเธอมีลูกได้หรือมีมดลูก ฯลฯ)

"ความเป็นหญิง" (หรือชาย) จึงไม่ใช่คุณสมบัติทางธรรมชาติของเพศ แต่เกิดจากการสร้างขึ้นทางวัฒนธรรม

สิ่งที่วัฒนธรรมสร้างขึ้นนี้ไม่ใช่เฉพาะแต่สิ่งที่ปรากฏภายนอกเท่านั้น แต่รวมไปถึงสิ่งที่อยู่ข้างใน นับตั้งแต่นิสัยใจคอ, จิตใจ, ความโน้มเอียงในด้านความถนัด หรือวิธีคิด และอารมณ์ความรู้สึก

ไม่ใช่สร้างเล่นๆ ด้วยนะครับ แต่ทำให้คนเชื่อว่าสิ่งที่สร้างขึ้นเหล่านี้เป็นธรรมชาติของเพศนั้นจริงๆ หากไม่ตรงตามนั้นไปก็กลายเป็น "ผิดเพศ" ซึ่งส่วนใหญ่มักถูกสังคมลงโทษ นับตั้งแต่นินทาว่าร้ายไปจนถึงรังเกียจ หรือทำให้เป็นตัวตลกหรือในบางสังคมก็จับกุมคุมขัง (หรือแม้แต่แขวนคอ)

"ความเป็นหญิง" (หรือ "ความเป็นชาย") แบบนี้แหละครับที่นักวิชาการเรียกว่าเพศสภาพ (gender) เพื่อแยกออกจากเพศตามธรรมชาติ และผู้หญิง (หรือผู้ชาย) ที่เรารู้จักในโลกนี้ก็คือผู้หญิง (หรือผู้ชาย) ในเพศสภาพครับ ไม่ใช่เพศ

ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ เพศสภาพหญิงหรือชายก็ตามในแต่ละวัฒนธรรม ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เพราะต่างฝ่ายต่างสร้างขึ้นในเงื่อนไขของตนเอง ไม่ได้มีมาตามธรรมชาติ (ในขณะที่เพศตามธรรมชาติในทุกวัฒนธรรมเหมือนกัน เช่น ผู้หญิงย่อมมีลูกได้)

ในบางเผ่าที่มีพระราชินีปกครอง เขาเกณฑ์ทหารจากผู้หญิง ไม่ใช่ผู้ชาย ซ้ำต้องเลือกเอาที่นมโตๆ เสียด้วย ถามว่าเผ่าอะไร? คำตอบคือเผ่าฮอลลีวู้ดครับ

ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อเพศสภาพเกิดขึ้นจากวัฒนธรรม เพศสภาพจึงไม่เคยหยุดนิ่งกับที่ แต่เปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ เมื่อเพศสภาพเปลี่ยน (หรือความคิดว่าอะไรคือความเป็นหญิง-ความเป็นชายเปลี่ยน) บทบาทหน้าที่ของเพศก็เปลี่ยนไปด้วย

แน่นอนครับ มีคนที่ยึดติดกับเพศสภาพที่เคยได้รับการอบรมมา รวมทั้งสับสนระหว่างเพศและเพศสภาพด้วย ก็มักจะเอะอะโวยวายเมื่อเพศสภาพเปลี่ยน เช่น บ่นว่าผู้หญิงไม่เป็นผู้หญิง ผู้ชายไม่เป็นผู้ชายหมดแล้วโว้ย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เพศสภาพนี่แหละครับที่ใช้เป็นเครื่องมือในการกีดกัน, เลือกปฏิบัติ, กดขี่ และเอารัดเอาเปรียบกันระหว่างเพศ (เพศตามธรรมชาติใช้เป็นเครื่องมือไม่ได้)

ฉะนั้น เวลาที่เขาพูดถึงการกดขี่ทางเพศ จึงไม่ใช่เรื่องผู้หญิงถูกกดขี่หรือถูกเลือกปฏิบัติ ต้องดิ้นรนขวนขวายขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีให้ได้ แต่ที่ถูกกดขี่และเลือกปฏิบัติคือเพศสภาพหญิง หรือ "ความเป็นหญิง" ต่างหาก แต่พอเป็นรัฐมนตรีแล้วก็พยายามจะทำตัวให้มีเพศสภาพเป็นชาย นับตั้งแต่ "แกร่ง", "เหล็ก", "เขี้ยว", ฯลฯ อย่างนี้ก็ไม่ได้ช่วยลดทอนการกดขี่ทางเพศแต่อย่างใดหรอกครับ

เขายกย่องเจ๊ว่าเก่งเหมือนผู้ชายเลย แล้วมันจะไปเกี่ยวกับสิทธิสตรีได้อย่างไรเล่าครับ "ความเป็นชาย" ก็มีสิทธิเหนือ "ความเป็นหญิง" อยู่แล้วนี่ครับ

ภาพคุณซากอนตรวจแถวทหารจึงสะใจผมด้วยเหตุนี้ ไม่ใช่เพราะผู้หญิงได้เป็นรัฐมนตรีกลาโหม แต่เพราะ "ความเป็นหญิง" ได้เป็นผู้จัดการกองทัพต่างหาก

ตามข่าวหนังสือพิมพ์ ปรากฏว่าการเอาคุณซากอนขึ้นมาว่ากลาโหมนั้น ทหารแก่ๆ ที่ปลดประจำการไปแล้วของเสปน ต่างไม่พอใจ หาว่าคุณซากอนไม่เคยมีประสบการณ์ด้านทหารบ้าง, ไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านการทหารบ้าง, ถึงขนาดเห็นว่าเป็นการดูแคลนกองทัพก็มี

นี่เป็นธรรมดาของทหารแก่ซึ่งไม่เคยตายหรือจางหายไปซักที แต่ที่ผมแปลกใจก็คือ คนซึ่งออกมาปกป้องคุณซากอนสิครับที่ออกมาพูดว่า ผู้หญิงเป็นผู้นำกองทัพน่ะดีแล้ว เพราะผู้หญิงมีความอ่อนโยนและมีมนุษยธรรม กลับยอมรับเพศสภาพซึ่งเขาใช้เป็นเครื่องมือในการกดขี่ผู้หญิงไปเสียฉิบ

ผู้หญิง (หรือผู้ชาย) ก็ล้วนสามารถอ่อนโยนและมีมนุษยธรรมได้ทั้งนั้นแหละครับ เช่นเดียวกับผู้หญิงก็เป็นซูสีไทเฮาได้เท่ากับผู้ชาย ไม่เชื่อก็ลองไปดูตามกรมกองบางแห่งในราชการไทยดูบ้างก็ได้

การยึดติดในเพศสภาพ แม้แต่เพื่อเชิดชูสิทธิสตรี ก็มีอันตรายนะครับ เพราะเท่ากับยอมรับสิทธิที่ไม่เท่าเทียมกัน อันแฝงอยู่ในเพศสภาพนั้นเอง

ไม่อย่างนั้น เราก็ต้องยอมรับความเห็นของผู้นำไทยคนหนึ่งที่พูดกับแขกต่างชาติว่า ดอว์ออง ซาน ซูจี ควรกลับไปเลี้ยงลูกผัวที่อังกฤษ อันเป็นหน้าที่ของผู้หญิง ปล่อยให้ทหารปกครองพม่าต่อไปนั่นแหละดีแล้ว บ้านเมืองจะได้ไม่แตกแยก

หน้า 25


  การ์เม่ ชากอน ตรวจแถวทหารในกรุงมาดริด เมื่อวันที่ 14 เมษายน

  การ์เม่ ชากอน ระหว่างเดินทางเยี่ยมทหารสเปน ที่ประจำการอยู่ที่กองกำลังรักษาสันติภาพที่เมืองเฮรัต ประเทศอัฟกานิสถาน เมื่อวันที่ 19 เมษายน