หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
สุขของอเมริกันชนทำให้ดอลล่าร์อ่อนค่า

อาหารสมอง : วีรกร ตรีเศศ  มติชนสุดสัปดาห์  วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1448

ผู้คนบ่นกันมานานเกือบ 6 ปีแล้วว่าเงินดอลล่าร์อ่อนค่าลงเป็นลำดับ วันนี้ขออาสามาอธิบายสาเหตุ และลักษณะของการอ่อนค่าในสไตล์ "ไม่ต้องแบกบันได" มาอ่านของคอลัมน์นี้สักครั้ง

เมื่อพูดถึง "ค่าเงิน" หรือ "อัตราแลกเปลี่ยน" ก็หมายถึงว่าเป็นเรื่องของเงินสกุลหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเงินสกุลอื่น

อัตราแลกเปลี่ยนเงินไทย 42 บาทแลกได้ 1 ดอลล่าร์สหรัฐก็คือ "ค่าเงิน" ของเงินบาทเมื่อเปรียบเทียบกับดอลล่าร์ กล่าวคือเงิน 42 บาทแลกได้ 1 ดอลล่าร์ ถ้าต่อมาแค่ 32 บาทก็แลกได้ 1 ดอลล่าร์ ก็แสดงว่าเงินบาทมีค่าสูงขึ้นหรือแข็งขึ้น ในขณะเดียวกันดอลล่าร์ก็อ่อนค่า หรืออ่อนตัวลง เพราะเมื่อก่อน 1 ดอลล่าร์แลกได้ 42 บาท ตอนนี้แลกได้แค่ 32 บาทเท่านั้น

เมื่อคิดไปอีกก็จะเห็นว่าค่าเงินหรืออัตราแลกเปลี่ยนก็คือราคาของ 1 ดอลล่าร์ในรูปของเงินบาทนั่นเอง (ต้องเอา 42 บาทไปซื้อ 1 ดอลล่าร์) ถ้าราคาของดอลล่าร์ถูกลงเป็น 32 บาทก็แสดงว่าเงินดอลล่าร์มีค่าลดลง (ซึ่งกลับกันเงินบาทก็จะมีค่าสูงขึ้น)

ถ้าดอลล่าร์และตราสารหนี้ในเงินสกุลดอลล่าร์ล้นไปหมดทั่วโลก ดอลล่าร์ก็จะมีราคาถูกลง (ในรูปเงินสกุลอื่นๆ) หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าดอลล่าร์มีค่าลดลงถ้าเอามาเปรียบเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆ เช่น ยูโร เยน ปอนด์ ฯลฯ)

นี่แหละครับคือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน ขณะนี้ธนบัตรและเหรียญดอลล่าร์มูลค่า 760 พันล้านเหรียญไหลเวียนอยู่ทั่วโลก โดยสองในสามของมูลค่านี้ถือกันไว้ในต่างประเทศ นอกจากนี้ก็มีตราสารหนี้ของสหรัฐ เช่น Treasury Bills, Treasury Notes, Treasury Bonds ฯลฯ ที่ออกโดยรัฐบาลอเมริกันที่ถือโดยคนต่างประเทศ ซึ่งก็คือหนี้ของภาครัฐอยู่อีกมากมายถึง 3 ล้านๆ ดอลล่าร์

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะดอลล่าร์เป็นเงินสกุลหลักของโลกมายาวนาน นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สาเหตุที่มันไม่ไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่สหรัฐอเมริกาผลิตหนึ่งในสามของ GDP โลก (GDP โลกมีมูลค่าประมาณ 96 ล้านๆ เหรียญสหรัฐ) ก็เพราะด้วยความรวย ด้วยรสนิยมและ "เหตุผลบางอย่างที่จะกล่าวถึงต่อไป" ทำให้คนอเมริกันใช้จ่ายเงินดอลล่าร์กันเป็นว่าเล่น จนประเทศขาดดุลการค้ามาก (เมื่อซื้อสินค้าเข้ามามากกว่าที่ขายไป ดอลล่าร์สุทธิก็ไหลออกไป) ดอลล่าร์ก็ไหลออกไปอยู่นอกประเทศมูลค่ามหาศาล

แค่นั้นไม่พอภาครัฐของสหรัฐอเมริกาก็ใช้จ่ายเงินมากเกินพรรณนา เพราะต้องเอาไปใช้เพื่อนโยบายสังคม โครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนทำสงคราม ตั้งแต่สงครามเวียดนามจนถึงอิรัค ฯลฯ แต่เก็บภาษีอากรได้น้อยกว่า จนขาดดุลงบประมาณขนาดใหญ่เรื้อรัง วิธีการชดเชยงบประมาณที่ขาดดุล ก็ใช้วิธีการออกตราสารหนี้เพื่อกู้เงินดอลล่าร์ที่คนต่างประเทศถืออยู่ ซึ่งชาวโลกก็ยินดีเพราะถือว่าเป็นตราสารหนี้ที่น่าเชื่อถืออย่างยิ่งเพราะสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ออก

ดอลล่าร์ที่ได้มาก็คือดอลล่าร์ที่ตนเองพิมพ์ออกมาอย่างเมามันเพื่อซื้อสินค้าต่างประเทศ จ่ายดอกเบี้ยและคนต่างประเทศถือไว้ใช้เป็นเงินสกุลหลักของโลก

หลายปีเข้าหนี้ก็สะสมมากขึ้นจนมียอดถึง 3 ล้านๆ ดอลล่าร์ ปีหนึ่งสหรัฐอเมริกาต้องจ่ายดอกเบี้ยอย่างเดียวถึงกว่า 90 พันล้านดอลล่าร์ หรือเทียบเท่ากับจ่ายหนึ่งล้านดอลล่าร์ต่อลูกเด็กเล็กแดงและผู้ใหญ่ทุกคนในแต่ละวัน (สหรัฐอเมริกามีประชากร 300 ล้านคน ดังนั้นจึงจ่ายดอกเบี้ย วันละประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ)

ข้อสงสัยก็คือทำไมถึงพิมพ์ธนบัตรดอลล่าร์ได้อย่างเมามันเพื่อซื้อสินค้า? สหรัฐอเมริกาจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายดอกเบี้ย และเงินต้นมโหฬารขนาดนี้?

"เหตุผลบางอย่างที่จะกล่าวถึงต่อไป" ดังที่ได้เกริ่นไว้ก่อนนี้จะตอบคำถามทั้ง 2 ข้อนี้แหละครับ เรื่องมันก็คือว่าตั้งแต่ข้อตกลง Bretton Wood ระหว่างประเทศพันธมิตรผู้ชนะสงคราม ตอนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึง ค.ศ.1971 ทุกดอลล่าร์สหรัฐจะมีทองคำหนุนหลังอยู่เต็มที่เป็นมูลค่า 1 ใน 35 ออนซ์ (พูดง่ายๆ ก็คือใครมีเงิน 35 ดอลล่าร์ ก็เท่ากับมีทองคำหนุนหลัง 1 ออนซ์ และให้เอาธนบัตรมาแลกเป็นทองคำได้ด้วย)

ระบบนี้ทำงานเป็นอย่างดีช่วยให้การค้าโลกเจริญเติบโต เกิดความมั่งคั่งในโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือการพิมพ์ธนบัตรดอลล่าร์ถูกจำกัดด้วยปริมาณทองคำที่สหรัฐอเมริกามีอยู่ในมือ ดังนั้นในฤดูร้อนของ ค.ศ.1971 ประธานาธิบดีนิกสันจึงได้ประกาศยกเลิกการหนุนหลังดอลล่าร์ด้วยทองคำ 100 เปอร์เซ็นต์ และไม่ให้มีการแลกเปลี่ยนเป็นทองคำอีกต่อไป ซึ่งหมายความว่าสหรัฐอเมริกาสามารถพิมพ์ธนบัตรได้ โดยไม่มีอะไรหนุนหลังเลยแม้แต่น้อย (ขณะเกิดเหตุโดยแท้จริงแล้วธนบัตรสหรัฐที่อยู่ในมือต่างชาตินั้นมีทองคำหนุนหลังอยู่เพียง 1 ใน 3 เท่านั้น)

สิ่งที่การันตีดอลล่าร์ก็คือ "ความเป็นอเมริกา" ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจที่เข้มแข็งสุดในโลก ระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตลาดเงินตลาดทุนที่เสรี เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ฯลฯ

คราวนี้ก็สนุกซิครับสำหรับสหรัฐอเมริกา การที่ดอลล่าร์เป็นเงินสกุลหลักของโลก ใครๆ ก็ยอมรับโดยไม่ต้องมีอะไรหนุนหลัง มันก็เปรียบเสมือนเป็นเจ้าของบ่อนที่คนเล่นเอาเงินสารพัดสกุลมาแลกเป็นชิบไปใช้เล่นพนันหมุนเวียนในบ่อน และบ่อนนี้พิเศษคือไม่มีการเอาชิบมาแลกขึ้นเงิน เจ้าของบ่อนจึงสามารถเอาเงินนานาสกุลที่ได้มานี้ ไปใช้จ่ายหรือลงทุนโดยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเลย

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้จ่ายมากมายเพื่อให้ชาวโลกแลกไปใช้เป็นเงินสกุลหลัก พร้อมกับกู้ชาวโลกเป็นดอลล่าร์กลับมา เพื่อปิดหีบให้ลง การใช้จ่ายทั้งหมดที่มากมายก็เพราะทำสงครามเวียดนาม อาฟกานิสถาน อิรัค (2ครั้ง) ใช้จ่ายซื้ออาวุธ ค้นคว้าวิจัย โครงการสาธารณูปโภค โครงการสังคม ฯลฯ

เงินต่างประเทศที่แลกกับดอลล่าร์ก็ไหลเข้าสหรัฐอเมริกาและกลายเป็นเงินทุนของประเทศ และมีส่วนทำให้อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมในสหรัฐอเมริกา ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ภาคเอกชนสามารถกู้ยืมเงินทุนได้ในราคาถูก ประชาชนก็มีสินค้าบริการบริโภคในราคาถูกกว่ากรณีที่ไม่มีเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ ไหลจากต่างประเทศเข้ามาให้ใช้

ดอกเบี้ยที่เป็นผลพวงจากการกู้ยืมมหาศาลก็จ่ายด้วยการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มขึ้น หรือกู้ใหม่เพิ่มเติม และจ่ายดอกเบี้ยทับเสริม การเพิ่มขึ้นของปริมาณดอลล่าร์มากมายไม่ทำให้ประสบภาวะเงินเฟ้อ เพราะดอลล่าร์ส่วนใหญ่ถึงสองในสามไหลเวียนอยู่ในต่างประเทศ

สรุปสถานการณ์ที่เป็นอยู่ก็คืออเมริกันใช้จ่ายเงินซื้อของต่างประเทศกันสนุกมือจนขาดดุลการค้ามากมาย เงินดอลล่าร์ก็ไหลออกต่างประเทศ สร้างความลื่นไหลให้แก่ระบบการค้าระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกันหนี้ภาครัฐ ก็เพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา (ในเวลา 10 ปีต้องจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเดิมหนึ่งเท่าตัว)

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกราฉันใด ปรากฏการณ์เช่นนี้ก็ไม่อาจอยู่ได้ไปตลอดฉันนั้น ในปี 2002 หลังเหตุการณ์ 9-11 ชาวโลกเริ่มเห็นว่า สถานการณ์ของอเมริกาดังว่าเป็นปัญหาของโลก หนี้ก็สูงมากเช่นเดียวกับดอกเบี้ย เงินทุนสำรองระหว่างประเทศรวมถึง 13 ล้านๆ ดอลล่าร์ อยู่ในเอเชีย เกิดความหวาดระแวงว่า หากมีคนเอาดอลล่าร์ และตราสารหนี้สกุลดอลล่าร์ออกมาขายมากๆ เพราะไม่มั่นใจในปัญหาก่อการร้าย ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาหนี้ ฯลฯ ค่าเงินดอลล่าร์ก็จะตกร่วงทันที

ดังนั้นจึงเริ่มมีการขายดอลล่าร์ออกมามากขึ้น จนทำให้ค่าเงินดอลล่าร์เริ่มตกลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักรวมทั้งเงินบาทนับแต่ปี 2002 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

ปัจจัยอื่นที่ทำให้ค่าเงินดอลล่าร์ตกก็ได้แก่ (ก) การเกิดขึ้นของเงินยูโร ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ (ข) หลังวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียในปี 1997 มีการเลิกผูกเงินไว้กับดอลล่าร์มากขึ้น (ค) เศรษฐกิจจีนแข็งแกร่งขึ้นจนทำให้ภาพเศรษฐกิจของโลกที่ดอลล่าร์เป็นฐาน สำคัญผิดไปจากเดิม (ง) เทคโนโลยี ทำให้มีความจำเป็นน้อยลงในการแลกเปลี่ยนเงินเป็นดอลล่าร์ก่อน เพื่อค้าขายระหว่างประเทศ

ทั้งหมดนี้คือ คำอธิบายว่าเหตุใดดอลล่าร์จึงมีค่าลดลงถึงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเงินยูโรนับตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา ทางโน้มระยะยาวก็คือจะลดลงไปอีกแต่ไม่รู้ว่าจะหยุดนิ่งที่ใด แต่ใช่ว่าดอลล่าร์จะหมดอิทธิพลไปเลย เชื่อกันว่าอีก 20-30 ปี ดอลล่าร์ยังคงมีอิทธิพลอยู่ แต่จะลดความสำคัญลงไปมาก

เครื่องเคียงอาหารสมอง

ได้เห็นไอเดียใหม่ๆ ในโลกที่ดีๆ อยู่สามไอเดียๆ แรกก็คือหนังสือพิมพ์อังกฤษชื่อ The Independent เชื่อว่าผู้คนเบื่อหน่ายกับรายชื่อเศรษฐีพันล้านของโลก เศรษฐีหญิงที่รวยสุดในโลก เศรษฐีอเมริกันที่รวยสุดในโลก ฯลฯ ที่ต่างตีพิมพ์กันออกมาทุกปี ดังนั้นเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา The Independent จึงตีพิมพ์รายชื่อของคนอังกฤษที่มีความสุขที่สุด (Happy List)

อย่างไรก็ดี "ความสุข" เป็นสิ่งที่วัดได้ยาก ดังนั้นจึงสมมุติว่า "คนที่ให้คืนแก่สังคมหรือคนที่ทำให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้น และตระหนักว่าในสังคมยังมีคนที่ต้องการสิ่งที่มีคุณค่าอย่างอื่น มากกว่าเพียงวัตถุนิยมเท่านั้น" เป็นคนที่มีความสุข

รายชื่อนั้นเรียงตามตัวอักษร เพื่อสะท้อนสปิริตของการไม่เน้นขนาดของการให้แต่เน้นคุณค่า รายชื่อมีตั้งแต่ดาราบาสเกตบอลพิการนั่งเก้าอี้และเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ทีวีด้วย ครูที่เด็กรัก ไกด์ตาบอดและนักประวัติศาสตร์ที่ทำงานให้สังคม คนส่งนมที่ตลอดชีวิตส่งนมกว่า 2 ล้านไพน์ ฯลฯ

คนรวยที่หลุดเข้าไปในรายชื่อนี้ก็มีพอควร เช่น เศรษฐีที่บริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างจริงใจ อดีตผู้จัดการเฮ็จด์ ฟันส์ ผู้ใช้ทักษะเดิมมาช่วยเหลือกองทุนรับบริจาคในปัจจุบัน ฯลฯ

การที่เห็นรายชื่อเช่นนี้ทำให้ฉุกคิดว่าทำไมเราต้องหลงติดอยู่กับรายชื่อคนรวยสุดของโลก ถึงเวลาที่เราจะมาดูว่าใครที่ทำอะไรให้สังคมมากที่สุดและน่าจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุดด้วย เพราะ "การให้" คือ "ความสุข"

ไอเดียที่สองคือการบรรยายชุด Last Lecture ของมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon ของสหรัฐอเมริกา โดยเชิญนักวิชาการและผู้มีชื่อเสียงทั่วโลกมาบรรยายเพื่อตอบคำถามสมมุติว่า "ถ้าท่านรู้ตัวว่ากำลังจะตาย ท่านจะมอบข้อคิดอันอุดมด้วยปัญญา (wisdom) ใดไว้ให้แก่โลก"

ไอเดียนี้ดีมากเพราะคนรุ่นหลังจะได้รับทราบ wisdom ของคนชั้นยอดของโลก ซึ่งทุกคนได้ผ่านชีวิตที่ประสบความสำเร็จและได้เห็นอะไรมามากมาย wisdom เหล่านี้ไม่ควรล้มหายตายจากไปกับตัว

อีกไอเดียที่เยี่ยมยอดก็คือเขาไม่ได้จัดรายการเช่นนี้ไว้ในตอนเช้าของวันอาทิตย์ครับ

น้ำจิ้มอาหารสมอง

The ear is the road to the heart.

หูคือถนนสู่หัวใจ

หน้า 38