หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
OREC เส้นทางปีศาจหรือนักบุญ

โดย ปราโมทย์ วานิชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย  มติชนรายวัน  วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11024

ความคิดที่จะรวมตัวกันของกลุ่มประเทศผู้ผลิตข้าวในแถบภาคพื้นเอเชียอันได้แก่ เวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน จีน และไทย ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกรวมกันได้ 23 ล้านตันข้าวสาร จากปริมาณการค้าในตลาดโลก 29 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 79 โดยมีการกล่าวขานกันว่าจะเป็น OREC (Organization of Rice Exporting Countries) นั้น

แนวคิดดังกล่าวเกิดจากคำถามในเชิงหาทางออกเมื่อราคาข้าวในตลาดโลกตกต่ำ และส่งผลกระทบไปถึงชาวนา ที่ต้องประสบกับการขาดทุนจากการปลูกข้าว จนเกิดเป็นภาระของรัฐบาลแต่ละประเทศตลอดมา จึงได้มีการอ้างอิงรูปแบบอย่างของการรวมตัวกันในกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันของโลกที่เรียกว่า OPEC (Organization of Petroleum Exporting Countries)

บทเรียนในอดีตเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา สมัย ดร.อดิศัย โพธารามิก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการตั้งประเด็นเช่นเดียวกันนี้ และทำกันอย่างก้าวหน้าถึงขั้นจัดให้มีการประชุมระดับรัฐมนตรีของประเทศผู้ผลิตข้าว ในกรุงเทพมหานคร โดยมีไทย เวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน และจีน

แต่ในที่สุดก็ล้มเหลว

เพราะภายหลังจากการประชุมรัฐมนตรีจากอินเดียได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า อินเดียจะไม่เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดราคาข้าว ในลักษณะที่เป็น Cartel กล่าวคือ เป็นการรวมกลุ่มเพื่อกำหนดราคาข้าวในตลาดโลก ซึ่งเป็นประเด็นที่เสี่ยงต่อการละเมิดกฎกติกาของโลก ซึ่งสังคมโลกไม่ยอมรับ เพราะจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชากรโลกที่อดอยาก ซึ่งต้องพึ่งพาอาหารจากประเทศผู้ผลิตข้าว และอาจจะเลยเถิดไปถึงภาพพจน์ของประเทศว่าไม่มีมนุษยธรรม

เมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา ท่านมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงข่าวว่า จะมีการหารือกับรัฐมนตรีพาณิชย์จากอินเดียในประเด็นเรื่อง OREC และนายกรัฐมนตรีไทยก็ออกมาสำทับ พร้อมกับเสนอความคิดไปไกลถึงความร่วมมือกับลาว กัมพูชา เวียดนาม และไทย

แต่ยังไม่ทันสิ้นกระแสเสียงของนายกรัฐมนตรีไทย รัฐมนตรีเวียดนามก็ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อระหว่างประเทศว่า เวียดนามยังไม่มีความก้าวหน้าในการหารือกับไทยในลักษณะที่ทางฝ่ายไทยคาดหวัง

เมื่อไม่มีข่าวตอบรับจากอินเดีย ประกอบกับข่าวปฏิเสธจากเวียดนาม ก็คงประเมินสถานการณ์ได้ว่า OREC โดยนัยที่พูดถึงก็คงเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ล้มเหลวเหมือนเมื่อ 6 ปีที่แล้ว

ในคราวใดที่สถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำ ชาวนาประสบการขาดทุนจากการปลูกข้าว องค์กรระหว่างประเทศ ดูจะไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ต่อความพยายามดิ้นรนในการยกระดับราคาข้าวของประเทศผู้ผลิตข้าว

ต่อเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ราคาข้าวในตลาดโลกได้พลิกกลับมามีราคาสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน กล่าวได้ว่าภายในเวลา 5 เดือน ราคาข้าวขยับขึ้นสูงไปจากเดิมกว่า 1 เท่าตัว โดยนักวิเคราะห์ระหว่างประเทศได้ให้เหตุผลว่าเกิดจากวิกฤตโลกร้อน

เวียดนามเกิดภัยแห้งแล้ง ตามมาด้วยเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดอย่างรุนแรงจนต้องประกาศลดการส่งออกจาก 4.5 ล้านตัน มาเหลือ 3 ล้านตัน และยังชะลอการส่งออกต่อไป

อินเดียก็กำหนดเพดานราคาส่งออกข้าวสูงกว่าราคาตลาด จนงดการส่งออกไปโดยปริยาย

จีนก็ประสบปัญหาภัยหิมะตกหนักที่สุดในรอบ 50 ปี

สุดท้ายก็มาลงที่เกษตรกรว่าได้ปรับเปลี่ยนจากการปลูกพืชอาหารมาเป็นพืชพลังงานที่ใช้ทดแทนน้ำมัน จนกระทั่งกลายเป็นประเด็นของโลก ในเรื่องวิกฤตขาดแคลนอาหารอยู่ในขณะนี้

การรวมกลุ่ม OREC ในสถานการณ์ราคาข้าวที่สูงขึ้นเช่นนี้ จึงหนีไม่พ้นที่จะถูกองค์กรระหว่างประเทศมองว่าประเทศไทยควรมีบทบาทในทางสร้างสรรค์มากกว่านี้

ประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้ข้าวรายใหญ่จากตลาดโลกก็พูดเปรียบเทียบประเทศไทยกับการรวมกลุ่ม OREC ว่า มีลักษณะเป็นมาเฟียลุ่มแม่น้ำโขง เพราะเป็นผู้มีส่วนร่วมกันกับเวียดนามทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้น

ดังนั้น ในสายตาคนทั่วไปย่อมมองว่าเป็นเส้นทางเดินของปีศาจ

การที่องค์กรระหว่างประเทศจะมีมุมมองในบริบทของมนุษยธรรมต่อประชากรโลก ที่อดอยาก และหิวโหยนั้น เป็นเรื่องถูกต้องและดีงาม ทั้งเป็นการกระตุ้นให้สังคมโลกได้เกิดจิตสำนึกต่อความเอื้ออาทรกับมนุษยชาติ

มีทางออกของ OREC บนเส้นทางนักบุญคือ ประเทศผู้ผลิตข้าวต้องมาหารือร่วมกัน และนำเสนอความเป็นจริงพร้อมทางออก ต่อองค์กรระหว่างประเทศว่า ชาวนาของทุกประเทศที่ปลูกข้าวในภาคพื้นเอเชียเป็นประชากรที่ยากจน

ความจริงที่พบมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ การทำนาจะขาดทุนจากต้นทุนที่สูงขึ้น เช่น น้ำมัน ปุ๋ยเคมี สารเคมี การเผชิญกับความเสี่ยงภัยจากธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง โรคและแมลงระบาด ความเป็นหนี้ได้พอกพูน จนชาวนาต้องขายที่ดินเปลี่ยนจากทำนาในที่นาของตนเองมาเป็นผู้เช่านา ซึ่งเป็นวิกฤตของชาวนาที่ท้าทายต่อการแก้ไขปัญหาความยากจน หนี้สินและคุณภาพชีวิตของชาวนา

กลุ่มประเทศ OREC ต้องนำเสนอทางออกด้วยการประกาศต้นทุนมาตรฐานของการผลิตข้าวของชาวนา และผลตอบแทนอย่างเป็นธรรมให้กับชาวนา ซึ่งจะเป็นการกำหนดราคาจากต้นน้ำ เช่นเดียวกับสินค้าอุตสาหกรรมที่กำหนดต้นทุนและกำไรที่เหมาะสมจากโรงงาน แล้วจึงไปสู่ตลาดและผู้บริโภคเป็นจุดสุดท้าย เช่นนี้จึงจะเป็นทางออกเพื่อความอยู่รอดของชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง

ความจริงที่ต้องยอมรับก็คือ ชาวนาต้องอยู่รอดได้ก่อน จึงจะมีคนปลูกข้าวเพื่อเป็นหลักประกันให้กับโลกได้ว่า จะไม่เกิดปัญหาการขาดแคลนอาหารและความอดอยากของประชากรโลก

สุดท้าย OREC จะต้องเรียกร้องให้ OPEC และประเทศที่ร่ำรวยจากการค้าและการลงทุนในตลาดโลก หันมาร่วมมือกันในนามของความมีมนุษยธรรม เพื่อช่วยเหลือผู้ที่อดอยากและหิวโหย

ทั้งนี้ จะได้เป็นบทพิสูจน์ว่าการค้าเสรีที่ดีนั้น จะต้องมีคุณธรรมกำกับอยู่ด้วย จึงจะสมกับความเป็นศิวิไลซ์ของโลกาภิวัตน์

หน้า 6