|
||||||||||||||
|
วินิจฉัยอาการทุนนิยมโลกาภิวัตน์:
เงินตรา
โดย เกษียร เตชะพีระ มติชนรายวัน วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11024 จ๊าค อัตตาลี ปัญญาชนเทคโนแครตชั้นนำของฝรั่งเศส อดีตผู้ช่วยสูงสุดของประธานาธิบดี ฟรังซัวส์ มิตเตอรองด์, ผู้ก่อตั้งและประธานคนแรกของธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาแห่งยุโรป, และล่าสุดหัวหน้าคณะกรรมาธิการ จัดทำรายงานเสนอแนะ "เพื่อปลดปล่อยการเติบโต" ของเศรษฐกิจฝรั่งเศสแก่ประธานาธิบดีนิโคลาส์ ซาร์โคซี ได้วาดจินตภาพสมมุติกรณีเลวร้ายที่สุดที่อาจเป็นไปได้ ของวิกฤตซับไพรม์และการเงินโลกปัจจุบันว่า: - ตรงข้ามกับการประเมินของผู้บริหารไอเอ็มเอฟ และสถาบันการเงินการธนาคารชั้นนำของโลกที่มองแง่ดีว่า ควบคุมวิกฤตซับไพรม์ และการเงินไว้ได้, เศรษฐกิจจริงภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกยังเติบโตแข็งแรง, และธนาคารกลางนานาประเทศมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศล้นเหลือเกินพอจะสู้วิกฤตหากมันกำเริบขึ้นมาอีกนั้น การณ์กลับกลายเป็นว่า..... -ธนาคารใหญ่ที่สุดของอเมริกาและของโลกพลันล้มละลาย -ประธานาธิบดีบุชผู้ลูกตัดสินใจโอนกิจการธนาคารแห่งนี้เป็นของรัฐ โดยเรียกเก็บเงินภาษีบริโภคพิเศษจากประชาชน มาเป็นทุนสนับสนุน -แม่แบบเศรษฐกิจตลาดเสรีทั้งหมดถูกตั้งคำถาม -ชาวอเมริกันตื่นกลัวข่าวลือแห่กันไปถอนเงินฝากจากธนาคาร ตลาดหุ้นล่ม คนตกงานเกลื่อนกลาด การบริโภคหดตัวหนัก เศรษฐกิจเริ่มถดถอย ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยเป็น 0% แต่ก็ไม่ช่วยให้เศรษฐกิจกระเตื้องแต่อย่างใด -รัฐบาลอเมริกันจนปัญญาจึงตัดสินใจให้ยาแรงโดยระงับตลาดตราสารออปชั่นทั้งหมด และหวนกลับไปฟื้นฟูระบบการเงิน สมัยคริสต์ทศวรรษที่ 1960 ขึ้นมาใหม่ ส่งผลให้ธนาคารอเมริกันหยุดปล่อยสินเชื่ออย่างสิ้นเชิง เศรษฐกิจอเมริกันยิ่งทรุดต่ำและจีนพลอยประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยทันที -ประธานาธิบดีอเมริกันที่ชนะเลือกตั้งคนใหม่ประกาศแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับลูกโลก เชิญชวนมหาอำนาจเศรษฐกิจอย่างจีน รัสเซียและประเทศผู้ผลิตน้ำมันอื่นๆ ให้ออกทุนสนับสนุนโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ในบรรดาประเทศกำลังพัฒนา โดยมีบริษัทอเมริกันเป็นผู้รับเหมา โครงการนี้ทำให้เศรษฐกิจโลกเติบโตขึ้นในชั่วไม่ถึงสองปี -เศรษฐกิจโลกพลิกโฉมใหม่ จีนเข้าครอบงำระบบการเงินโลก อเมริกาหวนกลับไปเป็นมหาอำนาจอุตสาหกรรมการผลิตรวมทั้งไฮเทคอีก ส่วนยุโรปถูกลืมทิ้งไว้ข้างหลังเพราะปรับตัวไม่ทัน (สรุปจาก Jacques Attali, "Imagining the worst-case scenario", Bangkok Post, 13 April 2008, p.9; อนึ่งสำหรับท่านผู้สนใจการวินิจฉัยคาดเดาอาการในเชิง "ประวัติศาสตร์แห่งอนาคต" ของโลกทุนนิยมเพิ่มเติม จ๊าค อัตตาลี ได้เสนอไว้โดยพิสดารใน Jacques Attali, Une br?ve histoire de l"avenir, Fayard, 2006) สำหรับท่านที่เห็นว่าอัตตาลีออกจะมองโลกในแง่ร้ายเกินเหตุ ขออย่าเพิ่งชะล่าใจ เพราะอภิมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกมูลค่า 62 พันล้าน US$ ชาวอเมริกัน นายวอร์เรน บัฟเฟ็ต เพิ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐจะดำเนินไปนานกว่าและหนักกว่าที่ผู้คนส่วนใหญ่วิตกไว้ ไม่ใช่เพียงระยะสั้นๆ และผิวเผินเท่านั้น (""วอร์เรน บัฟเฟ็ต"ชี้ศก.สหรัฐจะถดถอยแย่กว่าที่คาด", มติชนออนไลน์, 29 เม.ย. 2551) ดังนั้น ตามการประเมินของเปอรี่ แอนเดอสัน แห่งกองบรรณาธิการวารสาร New Left Review ในบรรดา "สินค้าในนิยาย" ซึ่งเป็นจุดอ่อนเปราะของเศรษฐกิจทุนนิยมตลาดเสรีโลกาภิวัตน์ทั้ง 3 อัน ได้แก่ แรงงาน, ธรรมชาติ, และเงินตรานั้น เงินตรายังคงเป็นห่วงโซ่ข้อที่อ่อนเปราะที่สุดในปัจจุบันและอนาคตที่พอเล็งเห็นได้ (Perry Anderson, "Jottings on the Conjuncture", New Left Review, II/48 (November-December 2007) กล่าวคือ: - ภาวะเสียดุลในระเบียบการเงินโลกกลายเป็นประเด็นวิตกวิจารณ์ในสื่อธุรกิจโลกเป็นประจำ มันก่อให้เกิดสภาพวิปริตผิดประหลาดชวนพิศวงที่.... อเมริกาตกเป็นหนี้ชาวโลกเพิ่มขึ้นนาทีละ 1 ล้าน US$! แต่ละวันจีนส่งเงินมาให้ชาวอเมริกันหยิบยืมใช้ 1 พันล้าน US$ ทุกวัน!! ชาวอเมริกันทุกคนเป็นหนี้คนจีนโดยเฉลี่ย 4,000 US$!!! เป็นต้น (ข้อมูลจาก The Associated Press, "National Debt Grows $1 Million a Minute", Truthout, accessed 4 December 2007, www.truthout.org/ docs_2006/printer_120307J.s html; และ James Fallows, Interview "Market Turmoil Highlights China"s Impact on U.S. Economy", PBS Online NewsHour, accessed 12 March 2008, www.pbs.org/newshour/ bb/asia/jan-june08/china_01-23.html 3/12/2008) สมุฏฐานของมันประกอบด้วย: - -สหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้าหนักขึ้นเรื่อย ๆ -ขณะจีนกับญี่ปุ่นสะสมเงินดอลลาร์จากการได้เปรียบดุลการค้ากองใหญ่โตมโหฬารเท่าภูเขาเลากาท่วมท้นทวี -ส่วนยุโรปต้องแบกรับผลสะเทือนจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากเอเชีย แต่กลับส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศแข่งกับอเมริกาลำบากขึ้นเพราะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกำลังถูกลงเมื่อเทียบกับเงินยูโร การขยายสินเชื่ออย่างหน้ามืดตามัวขับดันให้เกิดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ในเศรษฐกิจทุนนิยมชั้นนำของโลกประเทศแล้วประเทศเล่า ไม่ว่าอเมริกา, อังกฤษ, สเปน, ไอร์แลนด์, ออสเตรเลีย จนแม้ประเทศที่ยังไม่เกิดฟองสบู่อสังหาฯ อย่างเยอรมนี ก็พลอยติดร่างแห รับผลสะเทือนของวิกฤตผ่านการเข้าไปซื้อขายหลักทรัพย์ ที่แปรรูปมาจากสินทรัพย์ (securitization) กับเขาด้วย แน่นอนว่าด้านหนึ่งก็มีการออกแบบจัดวางกลไกประสานงานระหว่างรัฐขึ้นมา เพื่อระวังป้องกันการล่มสลาย ของตลาดทุนนับแต่คริสต์ทศวรรษที่ 1970 ภายใต้การนำของกลุ่มประเทศ G-8 (ฝรั่งเศส, อเมริกา, อังกฤษ, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, อิตาลี, แคนาดา, สหภาพยุโรป, รัสเซีย) รวมทั้งการตกลงทำความเข้าใจร่วมกันอย่างไม่เป็นทางการ ในหมู่ธนาคารกลางของนานาประเทศ แต่ก็เป็นที่เห็นพ้องต้องกันในหมู่นักสังเกตการณ์ว่าอัตราลุกลามรวดเร็วราวประกายไฟไหม้ลามทุ่ม และขอบเขตแผ่ขยายกว้างไพศาลของวิกฤตการเงินทุกวันนี้อาจเหลือวิสัยที่กลไกเหล่านี้จะรับมือไหวก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม มรสุมเงินตราดังกล่าวเป็นเพียงอาการแสดงออกที่ผันผวนปรวนแปรที่สุด ของการเคลื่อนย้ายแปรสัณฐานครั้งมหึมาในภาคเศรษฐกิจจริง ซึ่งอยู่เบื้องหลัง ณ ระดับภาคเศรษฐกิจจริง เห็นได้ชัดว่าปัญหาหลักที่ยังแก้ไม่ตก - ตั้งแต่ก่อนจีนกับอินเดีย เข้าร่วมเศรษฐกิจทุนนิยมตลาดเสรีของโลกด้วยซ้ำไป - คือภาวะการผลิตล้นเกิน (over-production) ในหลายอุตสาหกรรมสำคัญในตลาดโลก เช่น สิ่งทอ, รถยนต์ ฯลฯ เมื่อบวกจีนกับอินเดียเข้ามา (ประชากรประมาณ 1,330 ล้าน + 1,100 ล้านคน) คำถามก็คือการขยายอุปสงค์โลก (global demand) ที่เกิดขึ้นจากผู้บริโภคอีก 2,400 ล้านคน จะถ่วงทันอุปทานผลผลิตล้นเกิน (over-supply) ที่ยิ่งหนักหน่วงขึ้นซึ่งอาจตามมาจากพลังการผลิตเพิ่มเติมของสองประเทศยักษ์ใหญ่นี้หรือไม่? หรือว่าอุปทานจะท่วมท้นล้นเกินอุปสงค์เสียจนกระทั่งเกิดอาการตึงตัวเขม็งเกลียวไปทั้งระบบหนักกว่าก่อนอีก? ไม่ว่าคำตอบสุดท้ายจะเป็นเช่นใด เห็นได้ว่าเงินตราน่าจะเป็นตัวกระตุกกระตุ้น ให้เกิดความไร้เสถียรภาพในระบบทุนนิยมโลกต่อไปมากที่สุด หน้า 6
|