|
||||||||||||||
|
อำนาจของอภิวรรณะ
บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 วัฒนธรรมเก่าแก่ในอินเดียมักถูกอ้างว่า เป็นวัฒนธรรมเดียวที่แบ่งคนออกเป็นชนชั้น หรือ วรรณะ ส่วนวัฒนธรรมอื่นมองตัวเองว่า ไม่มีการแบ่งชนชั้น อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติหลายวัฒนธรรมให้ความสำคัญแก่ชาติกำเนิด โลกาภิวัตน์มีบทบาทสำคัญทั้งในการทำลายอุปสรรคอันเกิดจากพรมแดนและในการหลอมรวมวัฒนธรรม ในยุคนี้การข้ามพรมแดนและการหลอมรวมชนต่างชั้นจึงง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน มันก็สร้างชนชั้นใหม่ขึ้นมาด้วย เมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ มีหนังสือขนาด 400 หน้า พิมพ์ออกมาชื่อ Superclass : The Global Power Elite and the World They Are Making ซึ่งพูดถึงบทบาทของชนชั้น "อภิวรรณะ" (Superclass) ผู้เขียนเป็นเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์อเมริกัน ในสมัยบิล คลินตันเป็นประธานาธิบดีชื่อ David Rothkopf ขอนำข้อมูลและความคิดของเขามาเล่าคร่าวๆ ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เทคโนโลยีใหม่นำไปสู่การสร้างมหาเศรษฐี ในยุคนี้จึงมีมหาเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปัจจุบันโลกมี "เศรษฐีพันล้าน" กว่า 1,100 คน โดยที่แต่ละคนมีทรัพย์สินสุทธิไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ มีชาวเอเชียเป็นสัดส่วนสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเศรษฐกิจในทวีปเอเชียขยายตัวอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน โลกยังมีคนจนนับพันล้านคน เพราะการขยายตัวของเศรษฐกิจส่วนใหญ่ไปตกอยู่ในมือของคนกลุ่มเล็กๆ ข้อมูลบ่งว่าประธานผู้บริหารของบริษัทขนาดใหญ่ทำงานเพียง 10 นาที อาจมีรายได้สูงกว่ารายได้ทั้งปีของพนักงาน เศรษฐีพันล้านเหล่านี้มีทรัพย์สินสุทธิรวมกันแล้วเท่ากับของคนที่มีทรัพย์สินต่ำจำนวนถึง 2.5 พันล้านคน ข้อมูลบ่งด้วยว่าผู้ที่มีความมั่งคั่งสูงสุด 10% ของโลก เป็นเจ้าของทรัพย์สินโลกถึง 85% ในขณะที่ผู้มีทรัพย์สินต่ำครึ่งโลก มีทรัพย์สินรวมกันราว 1% ของทรัพย์สินโลกเท่านั้น ความแตกต่างนี้เป็นปัจจัยก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นในสังคม มหาเศรษฐีมีบทบาทสำคัญในการกำหนดชะตากรรมของสังคมมาตลอดประวัติศาสตร์ โลกาภิวัตน์เอื้อให้คนพวกนี้มีบทบาทสูงขึ้นไปอีก เพราะพวกเขามีเทคโนโลยีที่มีอานุภาพสูง ติดต่อกันได้ง่าย และสามารถโยกย้ายทรัพย์สินข้ามพรมแดนได้ในชั่วพริบตา นอกจากจะควบคุมทรัพย์สินของตัวเองแล้ว คนกลุ่มนี้ยังควบคุมทรัพย์สินขององค์กรขนาดใหญ่ไว้ในกำมืออีกด้วย บริษัทขนาดใหญ่ อาทิเช่น เอ็กซอนและวอล-มาร์ท ขายสินค้าได้ปีละมากกว่ารายได้ของประเทศทั่วโลก ยกเว้นราว 20 ประเทศเท่านั้น สถาบันการเงินขนาดใหญ่ 50 แห่ง ควบคุมทรัพย์สินราว 50 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราวหนึ่งในสามของทรัพย์สินทั่วโลก องค์กรและมหาเศรษฐีเหล่านี้มีอำนาจต่อรองกับประเทศต่างๆ สูงมาก หากประเทศใดไม่ตามใจ พวกเขาก็ย้ายเงินไปลงทุนหรือไปซุกไว้ในประเทศอื่น จริงอยู่ผู้เขียนมองว่า พวกมหาเศรษฐีไม่มีการรวมหัวกันคบคิดเพื่อครองโลก แต่เมื่อผลประโยชน์ของพวกเขา เป็นไปในแนวเดียวกัน พวกเขาสามารถใช้อิทธิพลกดดันให้เกิดสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ รวมทั้งการกำหนดนโยบายของประเทศ และของโลกด้วย ตัวอย่างมีมากมาย เนื่องจากคนกลุ่มนี้สามารถโยกย้ายเงินจำนวนมหาศาล จากประเทศหนึ่ง ไปยังอีกประเทศหนึ่งได้ภายในพริบตา ในปัจจุบันนโยบายการเงินของประเทศต่างๆ จึงเป็นหมันถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ควบคุมสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เมื่อเร็วๆ นี้ ธนาคารกลางของสหรัฐ จึงต้องขอร้องให้ผู้บริหารของธนาคาร J.P. Morgan Chase ซื้อสถาบันการเงินชื่อ Bear Stearns ซึ่งกำลังจะล้มละลาย เพราะผลกระทบจากการแตกของฟองสบู่ราคาบ้าน ที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "ซับไพร์ม" ธนาคารกลางเกรงว่าถ้าไม่ทำเช่นนั้น สถาบันการเงินทั้งระบบ จะประสบปัญหาหนักหนาสาหัส จนก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก ในด้านการกำหนดนโยบายของโลก ผู้เขียนยกตัวอย่างเรื่องพิธีสารเกียวโต ซึ่งสังคมโลกร่วมกันร่างขึ้น เพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อนโดยการกำหนดให้ประเทศต่างๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งโลกลงนามในข้อตกลงนั้น ยกเว้นสหรัฐเนื่องจากบริษัทผลิตน้ำมันขนาดยักษ์ อาทิเช่น เอ็กซอนไม่เห็นด้วย ปราศจากความร่วมมือของสหรัฐ ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ข้อตกลงนั้นย่อมไม่มีวันบรรลุเป้าหมาย ผู้เขียนอ้างว่า คนพวกนี้มีลักษณะคล้ายกับพวกมหาเศรษฐีด้วยกันมากกว่าเพื่อนร่วมชาติของตน ฉะนั้นมหาเศรษฐีรัสเซีย ชื่อ โรมัน อะบราโมวิช ซึ่งถึงแม้จะเป็นผู้ว่าการรัฐไซบีเรีย แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในนครลอนดอนกับพวกมหาเศรษฐี โดยมีของเล่นเป็นสมาคมฟุตบอลอังกฤษที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เงินและเทคโนโลยีเปิดทางให้คนพวกนี้ทำดีได้อย่างอนันต์ แต่ก็ทำชั่วได้อย่างมหันต์ ซิลวิโอ เบอร์ลุสโคนี เป็นนายกรัฐมนตรีของอิตาลีได้เพราะเงิน ในแต่ละวัน รูเพิร์ต เมอร์ดอค สามารถเข้าถึงคนทั่วโลกได้มากกว่าใครทั้งหมด เพราะเขามีสื่ออยู่ทั่วโลก ในขณะเดียวกัน องค์การก่อการร้ายข้ามชาติ ก็สามารถสร้างความเดือดร้อนได้ทั่วโลก ยกเว้นรัฐบาลของไม่กี่ประเทศเท่านั้น ผู้เขียนมองว่า ในปัจจุบันนี้โลกมีปัญหาใหญ่หลวง เพราะขาดองค์กรและมาตรการที่จะคานอำนาจ ของมหาเศรษฐีเหล่านี้ได้อย่างเพียงพอ คอลัมน์นี้อ้างถึงมหาเศรษฐีจอร์จ โซรอส หลายครั้ง ว่า เขาพูดถึงประเด็นทำนองเดียวกันนี้มาหลายปีแล้ว ในภาวะเช่นนี้ ชะตากรรมของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็ก จึงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของบรรดามหาเศรษฐีว่าจะไปทางไหน โดยเฉพาะของมหาเศรษฐีที่เป็นคนของตนเอง สังคมโชคดีอาจได้มหาเศรษฐี อาทิเช่น บิล เกตส์ ซึ่งสละทรัพย์แล้วราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยแก้ปัญหาของสังคม และร่วมกับพ่อต่อต้านการเลิกเก็บภาษีมรดก เท่านั้นยังไม่พอในเดือนกรกฎาคมนี้ เขาจะเกษียณจากงานบริหารในบริษัทไมโครซอฟท์เมื่ออายุยังไม่ครบ 53 ปี เพื่ออุทิศเวลาให้แก่งานการกุศล ส่วนสังคมไทยโชคไม่ค่อยดี ที่ได้มหาเศรษฐีจำพวกไม่มียางอาย ซึ่งใช้กลอุบายทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี เพราะคงมีคนสั่งสอนให้เอาเปรียบสังคมมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก เราจะทำอย่างไร เพื่อคานอำนาจของคนจำพวกนี้ ผมเชื่อในทฤษฎีปีกผีเสื้อซึ่งคอลัมน์นี้อ้างถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สำหรับในกรณีนี้ผมตีความหมายทฤษฎีปีกผีเสื้อ ว่า การพัฒนาจะหยุดชะงักหากเราไม่ช่วยกันเสริมฐานของสังคมให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ คนส่วนใหญ่ต้องเลิกดูดายคล้ายผีเสื้อพิการ แล้วพร้อมกันกระพือปีกแห่งคุณธรรม และประณามมหาเศรษฐีที่ไม่มียางอายอย่างต่อเนื่อง การกระทำเช่นนั้น จะคานอำนาจของมหาเศรษฐีที่มีความคดโกงอยู่ในสายเลือดได้แน่นอน
|