หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
น้ำมันยิ่งแพง บริษัทน้ำมันยิ่งกำไร แต่ยิ่งไม่รับผิดชอบต่อสังคม

คอลัมน์ ระดมสมอง  ประสาท มีแต้ม prasart.m@psu.co.th  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 4001 (3201)

ในขณะที่คนทั่วโลกกำลังเดือดร้อนกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่ผลกำไรของบริษัทน้ำมันขนาดยักษ์ของโลก กลับเพิ่มสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา มันช่างฝืนความรู้สึกในใจของมนุษย์ธรรมดาๆ ที่คิดว่า "เออ ! เมื่อสินค้าราคาสูงขึ้น เขาน่าจะลดกำไรลงมามั่ง เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเดือดร้อนมากนัก" แต่มันกลับเป็นตรงกันข้าม คือเพิ่มกำไรมากกว่าเดิม โดยไม่สนใจไยดีกับเพื่อนร่วมโลก

ในขณะที่ผู้มีรายได้น้อยอย่างกรรมกรได้สะท้อนออกมาในวันแรงงานแห่งชาติว่า "ค่าครองชีพแพง แต่ค่าแรงเท่าเดิม"

บทความนี้จะนำเสนอทั้งข้อมูลและความคิดเห็นใน 4 เรื่องต่อไปนี้ คือ (1) ผลประกอบการล่าสุดของบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ 6 อันดับแรกของโลก (2) เส้นทางการค้าน้ำมัน รวมทั้งพ่อค้าน้ำมันที่มีอำนาจทางการเมืองของโลก ผมจะนำเสนอด้วยภาพที่เข้าใจง่ายและดูสบายๆ (3) เปรียบเทียบระบบภาษีน้ำมันของประเทศต่างๆ ที่มีผลก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อน และ (4) ความไม่รับผิดชอบสังคมของบริษัทยักษ์ ทั้งหก เริ่มกันเลยครับ

(1) ผลประกอบการล่าสุดของบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ 6 อันดับแรกของโลก

สำนักข่าวบีบีซี (29 เมษายน 2551) รายงานว่า ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ บริษัทเชลล์ (Royal Dutch Shell) เพียงบริษัทเดียวมีผลกำไรสุทธิถึง 7.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของ ปีก่อนถึง 13%

ถ้าคิดออกมาเป็นเงินบาทก็ประมาณ 2.48 แสนล้านบาท นี่เพียงแค่ 3 เดือนนะครับ ถ้าทั้งปีที่นับรวมช่วงฤดูหนาวเข้าไปด้วยจะเป็นเท่าไหร่ ประเด็นสำคัญของเรื่องข้างต้นนี้ก็คือกำไรกลับสูงกว่าปีก่อนถึง 13% นั่นแปลความได้ว่า น้ำมันดิบยิ่งแพง บริษัทน้ำมันยิ่งกำไรขึ้น

เพื่อไม่ให้เรารู้สึกมึนงงกับตัวเลขที่ยังไม่ครบทั้งปีและไม่ครบทุกบริษัท เรามาดู ข้อสรุปผลกำไรประจำปี 2550 ของบริษัทค้าน้ำมันใหญ่ๆ 6 อันดับของโลกซึ่งรวบรวมโดยกลุ่ม "เพื่อนของโลก (Friends of the Earth)" พบว่าบริษัทใหญ่ 6 อันดับแรกของโลก (คือ Exxon Mobil (บริษัทแม่ ของเอสโซ่), Royal Ducth Shell (ของเนเธอร์แลนด์), BP (ของอังกฤษ), Chevron (ซื้อกิจการบริษัทยูโนแคล บริษัท Chevron กำลังจะมาขุดเจาะน้ำมันในทะเลบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช), ENI (ของอิตาลี), TOTAL (ของฝรั่งเศส) มีผลกำไรรวมกัน 124.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้ประชาชาติของไทย

จากข้อมูลที่ผมค้นเพิ่มเติมพบว่าในปี 2548 บริษัทกลุ่มนี้มีกำไรรวมกัน 95.68 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นั่นคือกลุ่ม 6 บริษัทนี้มีกำไรเพิ่มขึ้นทุกปี เป็นไปตามกติกาที่เขากำหนด คือยิ่งวัตถุดิบแพง กำไรยิ่งมาก

(2) เส้นทางการค้าน้ำมัน รวมทั้งพ่อค้าน้ำมันที่มีอำนาจทางการเมืองของโลก

ถ้าถามว่า บริษัทเหล่านี้เป็นของใครบ้าง ชาติใดบ้าง เขาขุดน้ำมันจากประเทศใด ไปขายประเทศใด และเกี่ยวข้องกับนักการเมืองระดับโลกอย่างไร

สิ่งที่เราเห็นได้ชัดเจนจากภาพนี้ก็คือว่า น้ำมันดิบส่วนใหญ่ถูกส่งไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ เป็นอันดับหนึ่งของโลก ประชากรอเมริกันมีประมาณ 5% ของโลก แต่ใช้พลังงานถึง 25% ของโลก ประเทศของตนก็มีน้ำมันดิบจำนวนมากแต่ไม่ยอมขุดขึ้นมาใช้ สำหรับประเทศผู้ขายน้ำมันส่วนใหญ่ก็เป็นประเทศตะวันออกกลาง ซาอุฯ อิรัก อิหร่าน เวเนซุเอลา เม็กซิโก ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่น่าตกใจกว่านั้นคือประเทศไนจีเรีย ทั้งๆ ที่เป็นประเทศส่งออกน้ำมันดิบอันดับต้นๆ ของโลก แต่ประชากรของประเทศนี้กลับยากจนเกือบจะเป็นที่สุดในโลก มันเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจน้ำมันครับ ?

พูดถึงพ่อค้าน้ำมันกับการเมืองโลก บริษัท Chevron ลงทุนเขียนชื่อเรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่ คือเรือ Condoleezza Rice ซึ่งเป็นชื่อของผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ธรรมดา เธอเป็นอดีตผู้อำนวยการของบริษัทนี้ Chevron แต่ได้ลาออกมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เธอเป็นผู้หญิงผิวดำที่เราเห็นในจอทีวีบ่อยๆ ในข่าวต่างประเทศ เธอเป็นแม่ค้าน้ำมันและมีอำนาจสำคัญในการตัดสินใจว่าจะยกทหารไปยึดครองบ่อน้ำมันของประเทศใดบ้าง เช่น อิรัก อิหร่าน เป็นต้น

นักการเมืองอีกคนหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ Dick Cheney ผู้มีตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐ ผู้นี้เคยทำงานในบริษัท Chevron ที่มีความสัมพันธ์และร่วมกิจการกันกับบริษัท Halliburton (Dick Cheney เป็นประธานบริษัท Halliburton ด้วย)

หลังสหรัฐอเมริกาบุกอิรักจนเกิดความเสียหายยับเยิน บริษัท Halliburton ก็ได้รับงานจากรัฐบาลสหรัฐจำนวน 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อไปฟื้นฟูประเทศอิรักโดยไม่มีการประมูลใดๆ แน่จริงๆ

สำหรับปัจจัยใดบ้างที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาน้ำมัน ในปัจจุบันมีผู้วิเคราะห์ว่าขึ้นกับ 7 ปัจจัย คือ (1) ขึ้นกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ยิ่งค่าเงินดอลลาร์ตก ราคาน้ำมันก็สูงขึ้น (สำหรับหลายประเทศ) (2) ฤดูกาล ยิ่งเป็นฤดูหนาวนานๆ ราคาน้ำมันแพง (3) การรบในอิรัก (4) ปัญหาในอิหร่านซึ่งอเมริกากำลังจะบุกเป็นรายต่อไป (5) การประท้วงของชาวเวเนซุเอลา รวมทั้งนโยบายของประธานาธิบดี (6) การประท้วงในไนจีเรียซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่ และ (7) การตัดสินใจของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่เรียกว่ากลุ่มโอเปก

(3) เปรียบเทียบระบบภาษีน้ำมัน ของประเทศต่างๆ ที่มีผลก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อน

การที่ราคาน้ำมันของแต่ละประเทศ แตกต่างกัน ส่วนมากแล้วขึ้นกับระบบภาษี ค่าการกลั่น ค่าการตลาดของแต่ละประเทศ ในที่นี้ผมจะยกมาเปรียบเทียบกันเพียง 3 ประเทศเท่านั้น คือสหรัฐอเมริกา เยอรมนี และไทย

กรณีของประเทศไทย ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ในพื้นที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 ลิตรละ 32.59 บาท โดยมีองค์ประกอบของราคาดังนี้คือ น้ำมันดิบ 64.0% (20.86 บาทโดยประมาณ) ภาษีทุกชนิดรวมกัน 17.7% ค่าการกลั่น 8.8% (เฉลี่ย 2.8665 บาท) ค่าการตลาด 7.9% (2.5772 บาท) ค่ากองทุนน้ำมันและอนุรักษ์พลังงาน 1.5% (50 สตางค์)

สำหรับราคาของประเทศสหรัฐอเมริกาค่าเฉลี่ยของปี 2550 (ดูภาพ)

คือเป็นค่าน้ำมันดิบ 58% (ของไทย 64%) เป็นค่าการกลั่น 17% ค่าการตลาด 10% และภาษี 15%

สำหรับราคาขายปลีกที่ปั๊มในรัฐนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2551 คิดออกมาเป็นเงินไทยแล้วประมาณลิตรละ 29.36 บาท ซึ่งถูกกว่าในประเทศไทย

สำหรับประเทศเยอรมนี เท่าที่ผมค้นได้ล่าสุดน้ำมันเบนซินชนิดไร้สารตะกั่วเมื่อ 8 มีนาคมนี้ ราคาลิตรละ 72.82 บาท ใช่ 70 กว่าบาท ในจำนวนนี้เป็นภาษีถึง 64% (46.60 บาท)

การที่ประเทศเยอรมนี (รวมทั้งประเทศในยุโรปอื่นๆ) คิดภาษีในอัตราสูงเช่นนี้ ทำให้คนบางส่วนออกมาเรียกร้องให้ลดภาษีลง แต่ผลดีที่รัฐบาลมีนโยบายเช่นนี้ก็คือทำให้น้ำมันที่ผลิตจากพืช ไม่ว่าจะเป็น ไบโอดีเซล แก๊สโซฮอล์ สามารถเข้ามา แข่งขันกับน้ำมันฟอสซิลได้

ในช่วงเวลา 15 ปี จากปี 2534-2548 ทำให้ยอดการใช้น้ำมันไบโอดีเซลในเยอรมนีเพิ่มขึ้นถึง 7 พันกว่าเท่า ในปี 2548 น้ำมันไบโอดีเซลเข้ามามีส่วนแบ่งการตลาดถึง 12% ในขณะที่ประเทศไทยมีเพียง 0.06% เท่านั้น (ข้อมูลปี 2546)

อย่าลืมว่าน้ำมัน 1 ลิตรก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 2.5 กิโลกรัม และก๊าซนี่แหละที่ทำให้ปัญหาโลกร้อน

(4) ความไม่รับผิดชอบสังคมของบริษัทยักษ์ทั้งหก

ประเด็นสุดท้าย กลุ่มสหภาพยุโรปได้เสนอให้กลุ่มบริษัทน้ำมันช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงจำนวน 10% ในปี 2020 โดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงจากพืช แต่ให้หันมาใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงระบบการกลั่น (ซึ่งเป็นเรื่องที่อธิบายยากในที่นี้) และอื่นๆ อีก

แต่ปรากฏว่าบริษัทผลิตน้ำมันไม่สนใจ ทั้งๆ ที่มีกำไรจำนวนมหาศาลทุกปี ขณะเดียวกันก็โฆษณาลวงโลกว่า ตนเองสนใจแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเสียเหลือเกิน

มีโอกาสเหมาะๆ แล้วจะนำมาเล่าต่อไปนะครับ

หน้า 38