หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ดอลลาร์ตกทำให้น้ำมันยิ่งแพง

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ  มติชนรายวัน  วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11023

มีผู้สังเกตเห็นว่าการที่น้ำมันมีราคาสูงขึ้นมากมายนั้น ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการที่ดอลลาร์มีค่าอ่อนตัวลง มีผู้พยายามให้เหตุผลที่น่าสนใจ และมีนัยสำคัญต่ออนาคตของราคาน้ำมันที่พวกเราใช้กัน

น้ำมันที่ซื้อขายกันในตลาดโลกมีหลายลักษณะ คุณภาพน้ำมันดิบก็แตกต่างกันไป สัญญาซื้อขายก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้น จึงแทบไม่มีใครซื้อน้ำมันดิบในราคาเดียวกัน

อย่างไรก็ดี เมื่อน้ำมันดิบขยับราคาขึ้น ราคาซื้อขายส่วนใหญ่ก็ขยับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกัน มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่เงื่อนไขการซื้อขาย

การขยับตัวขึ้นของของราคาน้ำมันดิบส่วนหนึ่งมาจากความไม่สมดุลของดีมานด์และสัพพลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัพพลาย ที่ถูกจำกัดไว้ ด้วยการรวมตัวกันผลิตให้น้อย เพื่อราคาจะได้สูง และข้อจำกัดในการขยายการผลิตใหม่ๆ ในขณะเดียวกันดีมานด์ก็เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะมาจากการบริโภค การเก็งกำไร การกวาดเก็บเข้าสำรอง ฯลฯ

อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันส่วนหนึ่งมีผู้เห็นว่าสอดคล้องกับการลดลงของค่าดอลลาร์ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า การอ่อนตัวของดอลลาร์เป็นสาเหตุหนึ่งของการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ถึงแม้ราคาน้ำมันดิบจะอยู่นิ่ง แต่เมื่อดอลลาร์เกิดอ่อนค่าลงน้ำมันดิบก็จะมีราคาสูงขึ้นทันที

ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยอมรับความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้ามระหว่างราคาน้ำมันดิบ และค่าดอลลาร์ โดยมีคำอธิบายดังนี้

สมมุติว่าเราอยู่ในโลกที่อยู่ๆ ราคาสินค้าทั้งหลายสูงขึ้นเท่าตัวยกเว้นสินค้าที่เราขาย คำถามก็คือจะมีทางโน้มที่ราคาสินค้าของเราขึ้น จะเพิ่มขึ้นตามหรือไม่เพื่อที่จะรักษา "ค่าแท้จริง" ของสินค้าของเราไว้ กล่าวคือก่อนหน้าราคาเพิ่มขึ้น สินค้าเราชิ้นหนึ่ง (สมมุติว่าราคา 2 บาท) หากขายก็จะเอาไปซื้อสินค้า ก. (สมมุติว่าเป็นสินค้าอ้างอิงและมีราคา 1 บาท) ได้ 2 ชิ้น เมื่อราคาสินค้า ก. เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว (เป็น 2 บาท) ถ้าสินค้าของเราราคาไม่เปลี่ยนแปลง (ยังคงเป็น 2 บาท) หากเราขายสินค้าและเอาเงินไปซื้อสินค้า ก. ก็จะได้ 1 ชิ้นเท่านั้น

เพื่อรักษา "ค่าแท้จริง" ของสินค้าเรา ราคาสินค้าเราต้องเพิ่มหนึ่งเท่าตัวด้วย (เป็น 4 บาท) เพื่อที่จะทำให้การขายสินค้าของเรา 1 ชิ้น จะทำให้ซื้อสินค้า ก. ได้ 2 ชิ้นเหมือนเดิม

คำอธิบายของการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบเมื่อดอลลาร์อ่อนตัวก็เข้าทำนองคล้ายกัน กล่าวคือเมื่อราคาน้ำมันดิบที่ถูกกำหนดไว้ในรูปของดอลลาร์คงที่อยู่ในระดับหนึ่ง เช่น 1 บาร์เรล เท่ากับ 100 ดอลลาร์ อัตราแลกเปลี่ยน 2 ดอลลาร์เท่ากับ 1 ยูโร สินค้า ก.ในยุโรป (สินค้าสมมุติที่ใช้อ้างอิง) ราคาชิ้นละ 1 ยูโร ดังนั้น น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล จึงมีราคา 50 ยูโร และเทียบเท่ากับซื้อสินค้า ก.ได้ 50 ชิ้น

สมมุติว่าดอลลาร์อ่อนค่าหนักกลายเป็น 4 ดอลลาร์เท่า 1 ยูโร น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล ราคา 100 เหรียญเดิม จึงมีราคา 25 ยูโร และเทียบเท่ากับซื้อสินค้าได้ 25 ชิ้น (สินค้า ก.ราคา 1 ยูโรเหมือนเดิม)

เพื่อให้น้ำมันดิบ 1 บาร์เรล สามารถเทียบเท่ากับซื้อสินค้าได้ 50 ชิ้น ภายใต้ค่าดอลลาร์ที่อ่อนปวกเปียกเช่นนี้ ราคาน้ำมันดิบต้องพุ่งขึ้นเป็น 200 ดอลลาร์ (แลกเปลี่ยนได้ 50 ยูโรคือ 200 หาร 4 และซื้อสินค้า ก.ได้ 50 ชิ้น เหมือนเดิม)

คำอธิบายเทียบเคียงกับสินค้า ก.เช่นนี้คือสิ่งที่เศรษฐศาสตร์เรียกว่า "Numeraire Interpretation" ซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าในระบบเศรษฐกิจราคาที่ถูกกำหนดอย่าง จริงแท้นั้นคือ "ราคา" โดยเปรียบเทียบไม่ใช่ระดับราคา (Absolute level of price)

สิ่งสำคัญก็คือสินค้าแต่ละอย่างมีราคาเป็นกี่เท่าของสินค้าอีกอย่างหนึ่ง (ถ้ายึดสินค้าหนึ่งเป็นหลักก็จะเห็นชัดเจน) ไม่ใช่ระดับราคาสินค้านั้นโดดๆ การจะรู้ว่าสินค้าใดมีราคาสูงหรือต่ำในเศรษฐกิจก็ดูจากการเปรียบเทียบในลักษณะนี้

ราคาน้ำมันดิบที่ซื้อขายกันนั้นสะท้อนความเป็นไปของกลไกตลาด ถ้า ณ ราคาน้ำมันดิบระดับหนึ่ง ดอลลาร์เกิดอ่อนตัว กลไกลตลาดก็จะปรับราคาน้ำมันดิบที่ขายเพื่อรักษาไว้ซึ่งการเปรียบเทียบกับ "สินค้า ก." (ตัวอ้างอิงสมมุติ) และการปรับราคานี้มิได้เป็นไปเพราะมีการรวมหัวกันโก่งราคาแต่อย่างใด "ราคารวมหัว" กันในระดับหนึ่งนั้น มันได้เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว (คือการมีราคา 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) การปรับราคาเพิ่มเพราะดอลลาร์อ่อนตัวนั้น เป็นปัจจัยเสริมตามกลไกตลาด ที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบที่ถูกกำหนดไว้ในรูปของดอลลาร์สูงยิ่งขึ้น

สินค้าอื่นๆ ที่ราคาในตลาดโลกถูกกำหนดไว้ในรูปของดอลลาร์ เช่น ปุ๋ย ข้าวโพด ถั่วเหลือง ฯลฯ ก็ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกับน้ำมันคือเมื่อดอลลาร์อ่อนตัวก็ยิ่งทำให้ราคาสูงขึ้นไปอีก และนี่คือเหตุผลส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ราคาพืชอาหารหลักและปุ๋ยมีราคาแพงขึ้น (เมล็ดทานตะวัน เม็ดแตงโม มันแกว มันเทศ ที่ปลูกและบริโภคกันในบ้านเรา ไม่มีราคาในรูปของดอลลาร์จึงไม่ถูกกระทบ ขอย้ำว่าผู้เขียนไม่ได้แนะนำให้บริโภคสิ่งเหล่านี้แทนข้าว)

ถึงแม้ดอลลาร์จะมีค่าลดลงเป็นลำดับในระยะยาวค่อนข้างแน่นอน อันเป็นผลจากเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ความเชื่อมั่นที่ชาวโลกมีต่อดอลลาร์ การแข่งขันจากยูโร ฯลฯ แต่ค่าดอลลาร์ถึงแม้จะไม่ผันผวนมากนักในแต่ละวัน หรือแต่ละอาทิตย์ก็เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากมาก

ตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศระดับโลกนั้นในวันหนึ่งๆ มีมูลค่าเฉลี่ยการซื้อขายถึงวันละ 3.2 ล้านๆ ดอลลาร์ (มูลค่าการซื้อขายหุ้นทั้งโลกมีมูลค่าวันละ 300 พันล้านดอลลาร์) หากรวมมูลค่านี้เข้าด้วยกันทั้งเดือน ก็สามารถซื้อสินค้า และบริการที่ผลิตในโลกทั้งปีได้ (GDP โลกมีมูลค่าประมาณ 96 ล้านๆ ดอลลาร์) และร้อยละ 90 ของการซื้อขายเงินตราต่างประเทศทั่วโลกในแต่ละวันก็คือ สกุลดอลล่าร์ มูลค่าการซื้อขายที่สูงเช่นนี้ ทำให้การคาดเดาการเปลี่ยนแปลงค่าดอลลาร์ เป็นไปได้ยากมาก ซึ่งมีผลทำให้การประเมินผลกระทบต่อราคาน้ำมันยากไปด้วย

คงจะไม่ถูกต้องนักหากไม่กล่าวว่ามีนักวิชาการบางส่วนไม่เชื่อในความสัมพันธ์อันผันผวนระหว่างค่าดอลลาร์และราคาน้ำมัน บางส่วนก็เชื่อว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นสาเหตุที่ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าด้วยซ้ำ บ้างก็ว่ามันเป็นไปได้ทั้งสองทางคือต่างฝ่ายต่างก็มีอิทธิพลต่อกันและกัน

ข้อเขียนในวันนี้สะท้อนความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งที่มีงานวิชาการสนับสนุน และดูจะโน้มน้าวให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากคล้อยตามในปัจจุบัน (ดู Steve Hawkes, The Times, October 2007)

ถ้าดอลลาร์อ่อนค่าแล้วทำให้น้ำมันแพงขึ้นจริง ใครที่คิดจะซื้อรถคันใหญ่กินน้ำมันมาก คิดจะซื้อเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ คิดจะทำโครงการที่ต้นทุนผูกพันกับราคาน้ำมันสูง ฯลฯ คงต้องไตร่ตรองให้ดีเพราะทางโน้มที่ชัดก็คือ ดอลล่าร์จะมีค่าอ่อนตัวลงเรื่อยๆ ในระยะเวลา 10-20 ปีข้างหน้า ส่วนจะอ่อนลงไปแค่ไหนไม่มีใครรู้ และจะลงไปนิ่งที่ค่าใดก็ไม่มีใครรู้อีกเช่นกัน

หากผู้เขียนรู้คงไม่มานั่งเขียนบทความอยู่เช่นนี้ คงออก BBC และ CNN ทุกวัน เรียกว่าดังกว่างู นกเขา และลูกกรอกจากไทยแลนด์รวมกันเป็นแน่

หน้า 6