หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ดูหนัง-ละคร แล้วย้อนมองเศรษฐศาสตร์ ตอน Equilibrium นักบวชฆ่าไม่ต้องบวช

มุมมองบ้านสามย่าน : นรชิต จิรสัทธรรม  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

แม้ "Equilibrium" จะเป็นภาพยนตร์โปรดที่ไม่ค่อยดังเปรี้ยงปร้างสักเท่าไร แต่เนื้อหา แนวคิด และฉากบู๊แอ็คชั่น นับว่าโดนใจทีเดียว ซึ่งตรงนี้ต้องยกเครดิตให้แก่ Kurt Wimmer ที่นั่งแท่นเป็นผู้กำกับควบด้วยคนเขียนบทที่รังสรรค์ภาพยนตร์ ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

ภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าวถึงโลกในอนาคตหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สาม ซึ่งมีมนุษย์รอดตายจากสงครามเพียงน้อยนิด ผลพวงของสงครามส่งผลให้เกิดวาระการปกครองโลกแบบใหม่ขึ้น โดยมนุษย์ทุกคนต้องกินยาระงับความรู้สึกของตน กล่าวคือ เมื่อรับยาเข้าไปอารมณ์ของความเป็นคนจะถูกเก็บกดเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุด คงเหลือแต่ความมีเหตุผล (rationality) เพียงอย่างเดียวที่สิงสู่ในร่างของมนุษย์ และเป็นสิ่งที่คอยกำกับพฤติกรรมของคนในสังคมไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง

ที่อารมณ์เป็นสิ่งต้องห้ามก็เพราะว่าหลังยุคสงครามโลก อารมณ์ถูกมองเป็นต้นตอของสิ่งชั่วร้ายต่างๆ การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ความโหดเหี้ยมทารุณ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพาหะสำคัญที่จะนำโลกไปสู่ความขัดแย้ง สงคราม และการล่มสลายของอารยธรรมมนุษย์ในที่สุด ดังนั้น การรับยาเข้าสู่ร่างกายเพื่อระงับอารมณ์ จึงกลายเป็นนโยบายหลักของรัฐในโลกยุคดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ยังมีมนุษย์บางคน บางกลุ่ม ปฏิเสธที่จะรับยาดังกล่าวเข้าไป เพราะต้องการคงความเป็นมนุษย์ของตนไว้ ซึ่งคนที่มีอารมณ์จะถูกมองว่า เป็น "ผู้ก่อการร้าย" เป็นกบฏต่อสังคมที่ต้องถูกถอนรากถอนโคน ดังนั้นแล้ว จึงต้องมีนักบวชกรรมมาตอน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ต้องมีมือปราบผู้ชำนาญศิลปะการต่อสู้เป็นผู้คอยตาม "เช็คบิล" เหล่าผู้ก่อการร้าย เพื่อให้สังคมมีแต่ความสุขสงบ และเต็มไปด้วยความมีเหตุผล

มีข้อสังเกตหนึ่ง คือ แม้อารมณ์จะถูกปิดกั้นเอาไว้ แต่ความขัดแย้งในสังคมก็มิได้หายไปไหน โลกจึงต้องมีมือปราบคอยล่าพวกนอกรีตอยู่ร่ำไป แต่เรื่องชักเริ่มบานปลายตรงที่เกิดอุบัติเหตุบางอย่าง ทำให้พระเอก John Preston (แสดงโดย Christian Bale) ซึ่งเป็นมือปราบตัวเอ้อันดับหนึ่งขององค์กรลืมรับยาเข้าสู่ร่างกาย ทำให้โลกเดิมๆ ที่เขาเห็นอยู่ทุกวัน ได้เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ ความรู้สึกแบบมนุษย์ที่เกิดขึ้นได้นำเขาสู่การค้นหาคำตอบต่างๆ เกี่ยวกับชีวิต และเป็นจุดเริ่มต้นสู่การปลดปล่อยมวลมนุษย์สู่อิสรภาพ

แม้สภาพในหนังอาจดูเกินจริงไปสำหรับสังคมสมัยนี้ แต่ถ้าพิจารณาให้ละเอียดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นใน "Equilibrium" ไม่ได้ห่างเหินจากชีวิตประจำวันของเรากันซักเท่าใดนัก ซึ่งเราสามารถตีความได้สองประเด็น

โดยประเด็นแรก เป็นเรื่องของการ "ควบคุม" กล่าวคือ การสถาปนา ของรัฐในแบบสมัยใหม่ (modern state) ได้รุกล้ำชีวิตเราผ่านการจัดระเบียบต่างๆ โดยโครงสร้างส่วนบน หรือรัฐจะเป็นผู้บงการว่า สิ่งใดถูกหรือผิด โดยมีสิ่งที่เรียกว่า "ความเป็นพลเมือง" (Citizenship) คอยรองรับ กล่าวคือ เราจะมีสิทธิต่างๆ ได้ในอาณาบริเวณของรัฐหนึ่ง เราจำต้องมีความเป็นพลเมืองของรัฐนั้น จึงจะสามารถกระทำสิ่งต่างๆ ตามสิทธิของตนได้ตามที่กฎหมายรองรับ

ดังนั้น การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในความหมายของรัฐ จำเป็นต้องมีความเป็นพลเมือง และเพื่อการเป็นพลเมือง เราต้องอยู่ภายใต้การจัดการควบคุมต่างๆ ตั้งแต่เกิดจนตาย กล่าวคือ เมื่อเกิดมาก็ต้องมีการออกใบแจ้งเกิด เมื่ออายุผ่านเข้าเกณฑ์ 15 ปี ก็ต้องเข้าสู่การลงทะเบียนทำบัตรประชาชน สำหรับผู้ชายเมื่อถึงวัยเกณฑ์ทหาร ก็ต้องขึ้นบัญชีเป็นทหารกองเกิน จนกระทั่งแม้ตายไปก็ต้องออกมรณบัตรให้ รวมไปถึงการออกกฎหมายพระราชบัญญัติโทรไม่ขับ ก็ถือเป็นหนึ่งในวิธีการควบคุมจัดระเบียบสังคมของรัฐ ให้เป็นไปตามความต้องการของตน

หากมองอีกด้านหนึ่ง ความคิดเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ที่เรารับรู้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ก็อาจเป็นเพียงแค่กลวิธีการควบคุมชีวิตชนิดหนึ่ง ที่รัฐใช้เพื่อให้เรารู้สึกว่า มีสิทธิ เสรีภาพ อยู่ทุกขณะจิต แต่ก็มีคำถามอีกหลายประการตามมา โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวเนื่องกับผู้คนที่ไม่ได้มีสถานภาพเป็นพลเมือง ตั้งแต่ชนกลุ่มน้อยต่างๆ ที่อยู่ตามชายแดน แรงงานต่างด้าว ฯลฯ แม้ว่าจะมีหน่วยงานของรัฐให้ความสนใจและเข้าไป "จัดระเบียบ" กลุ่มคนเหล่านี้อยู่บ้าง

แต่ผู้เขียนไม่ทราบว่า การจัดระเบียบดังกล่าวมีผลให้กลุ่มคนเหล่านั้น ได้รับสิทธิความเป็นพลเมือง ที่เท่าเทียมกับคนส่วนใหญ่หรือไม่ แต่สิ่งที่สังเกตชัดเจนได้เพียงอย่างเดียว คือ การจัดการของรัฐได้สร้าง "ความเป็นอื่น" (the others) ให้เกิดขึ้นกับกลุ่มคนชายขอบเหล่านี้

ประเด็นที่สอง เป็นเรื่องของการมองโลกแบบ "แยกส่วน" โดยใน "Equilibrium" ความมีเหตุผลได้กลายมาเป็นลัทธิหลัก โดยอารมณ์ได้รับการจับแยกออกไป เพื่อให้สังคมเดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่ข้อขัดแย้งต่างๆ อาทิเช่น ความขัดแย้งในกรรมสิทธิ์อันเกิดจากมุมมองของรัฐที่ได้แยกคนออกจากธรรมชาติ และอ้างสิ่งที่เรียกว่าการอนุรักษ์ เพื่อความชอบธรรมในการจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นการแยก "คน" ออกจาก "ป่า" ห้ามมิให้คนเข้าไปกระทำการใด อันจะไปรบกวนทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งที่แต่เริ่มเดิมทีชุมชนต่างก็มีวิธีภายใต้กรอบจารีต ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุลอยู่แล้ว แต่รัฐกลับเป็นตัวการในการแยกพวกเขาเหล่านั้นออกจากวิถีชีวิต ที่มีมาแต่เดิม

รวมไปถึงวิธีการคิดแบบแยกส่วน ที่มุ่งใช้แต่การคำนวณด้วยเหตุผลล้วนๆ ในการจัดการบริหารทรัพยากรธรรมชาติของรัฐ เพื่อตอบสนองต่อการพัฒนาภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดนำที่เติบโตขึ้นทุกวัน ทำให้จากเดิมที่คน และทรัพยากรธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ต้องเกื้อกูลอาศัยอยู่ร่วมกัน แต่ทรัพยากรธรรมชาติกลับถูกแยกส่วนเป็นเพียงปัจจัยในการผลิตสินค้า โดยรัฐได้ใช้อำนาจผ่านใบเอกสารสิทธิ์ในการจัดสรรและดึงทรัพยากรสู่ส่วนกลาง และการให้สัมปทาน การประมูล แก่กลุ่มนายทุนเอกชนต่างๆ เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยที่ไม่สนใจสิทธิของชุมชนในแบบจารีตที่อยู่บนพื้นดิน หรือผืนป่าที่มีมาแต่เดิม จนนำไปสู่ความขัดแย้งของกรรมสิทธิ์ในทรัพยากรธรรมชาติระหว่างรัฐและชุมชน

ทั้งหมดที่กล่าวมาสอดคล้องกับแนวคิดในภาพยนตร์ที่ว่า แม้เราจะพยายามสถาปนาความมีเหตุผล ให้กลายเป็นลัทธิหลักในสังคม และเชื่อว่ามันเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้สังคมดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความขัดแย้งก็ยังมีอยู่ร่ำไป ดังนั้น คงไม่เกินไปที่จะกล่าวว่า ยิ่งเราเข้าไป "ควบคุม" และ "แยกส่วน" สิ่งต่างๆ ออกอย่างเกินพอดี ผลที่ตามมาคงไม่น่าปรารถนานัก แน่นอนว่า ไม่ใช่เฉพาะในภาพยนตร์เรื่อง "Equilibrium" เท่านั้น แม้แต่ใน "Equilibrium" ในโลกของความเป็นจริง อันเป็นโลกที่สมดุลปราศจากซึ่งความขัดแย้งก็คงยากนักที่เราจะเข้าถึงมันได้