|
||||||||||||||
|
ราคาน้ำมันจะไปถึงไหน
ส่องกล้องเศรษฐกิจ : ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ราคาน้ำมันดิบในปัจจุบันได้ปรับขึ้นไปสร้างประวัติการณ์ใหม่ที่ 126 ต่อบาร์เรล และเป็นระดับสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ และเกินกว่าความคาดหมายของนักวิเคราะห์ทั่วโลก ซึ่ง ถึงกับมีคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะขึ้นไปสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายในระยะเวลาอีก 6 เดือนข้างหน้า ก็นับว่าเป็นฝันร้ายของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอย่างประเทศไทย ที่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศของเบนซิน 95 ขึ้นไปอยู่ที่ 38 บาทต่อลิตร และราคาน้ำมันดีเซลขึ้นไปแตะระดับ 35 บาทต่อลิตรแล้ว การเพิ่มขึ้นต่อเนื่องยาวนานของน้ำมันได้ส่งผ่านมายังราคาสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะราคาอาหาร และเป็นที่มาของการเร่งตัวขึ้น ของอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก ที่ล่าสุด อัตราเงินเฟ้อของเดือนเมษายนปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ 6.2% ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของตลาดค่อนข้างมาก ในวันนี้ จึงขอพูดถึงทิศทางของราคาน้ำมันที่ได้มีการรวบรวมจากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญทางด้านน้ำมันจากหลายๆ แหล่งมาเพื่อทราบกันนะคะ แต่พึงระลึกด้วยว่าราคาน้ำมันนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ไม่ใช่ทางเศรษฐกิจมากกว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจ จึงทำให้โอกาสผิดจึงมีอยู่มาก ดังจะเห็นได้ว่าบริษัทวิจัยต่างๆ ได้มีการปรับเป้าหมายราคาน้ำมันของปีนี้ใหม่ทั้งหมด เพราะตัวเลขจริงสูงกว่าตัวเลขที่ได้คาดการณ์ไว้มาก นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา จะทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลง ซึ่งการใช้น้ำมันของสหรัฐอเมริกาในไตรมาสแรกของปีนี้ ก็ลดลงร้อยละ 2 ตามคาด แต่การใช้น้ำมันในส่วนต่างๆ ของโลกยังไม่ลดลงมากเท่าที่ควร ที่เกิดจากการเติบโตของเศรษฐกิจในอัตราที่สูงของจีน อินเดีย รัสเซีย ยุโรปตะวันออก และกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ในหลายประเทศยังใช้นโยบายให้การอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ที่ทำให้ราคาน้ำมันถูก ไม่สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง จึงทำให้มีการบริโภคน้ำมันในระดับที่สูง ทั้งนี้ พบว่าในประเทศนอกกลุ่มอุตสาหกรรม (None OECD) ยังมีอัตราการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 3.7 โดยข้อเท็จจริงแล้ว ความต้องการใช้น้ำมันไม่ได้เพิ่มขึ้นมากจนเป็นปัญหา แต่ที่เป็นปัญหาสำคัญมากกว่า คือ อุปทานหรือกำลังการผลิตของน้ำมันดิบ และการกลั่นน้ำมันที่เป็นข้อจำกัด เพราะมีหยุดชะงักด้วยปัจจัยต่างๆ มาก ได้แก่ ปัญหาความไม่สงบทางการเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลาง อาทิเช่น ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา ปัญหาการก่อการร้าย หรือการประท้วงหยุดงานในประเทศไนจีเรีย นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยของภัยธรรมชาติ อาทิเช่น ภูมิอากาศที่ผิดปกติ หรือมรสุมในอ่าวเม็กซิโก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมหรือคาดการณ์ได้ สำหรับแนวโน้มราคาในช่วงครึ่งหลังของปี จากการคาดการณ์ขององค์การน้ำมันระหว่างประเทศ (International Energy Agency) ล่าสุด มีแนวโน้มว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ น่าจะทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากปัจจัยดังต่อไปนี้ ปัจจัยบวก : ที่จะทำให้ราคาน้ำดิบในตลาดโลกอ่อนตัวลง (1) ความต้องการใช้น้ำมันของโลกโดยรวมคาดว่าจะชะลอตัวลงจากที่เดิม ที่คาดการณ์ไว้ว่าเพิ่มขึ้น 1.5% เป็นเพิ่มขึ้นเพียง 1.2% (2) ทั้งนี้ ความต้องการใช้ต่อวันจะเพิ่มเพียง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบกับเดิมที่คาดว่าความต้องการใช้จะเพิ่มขึ้น 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน (3) การเก็งกำไรในราคาน้ำมันของกองทุนต่างๆ น่าจะลดน้อยลงแล้ว เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในระดับนี้ ได้ส่งผลกระทบค่อนข้างแรงต่อ (4) แต่ทั้งนี้ การผลิตของกลุ่มนอกโอเปคคาดว่าจะลดลงด้วยเช่นกัน ดังนั้น โลกยังคงพึ่งพาการผลิต ของกลุ่มโอเปคอยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งกลุ่มโอเปคนี้จะยังมีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (5) การเพิ่มขึ้นของพลังงานทดแทนประเภทพลังงานชีวมวล ที่ในปัจจุบันจะมีสัดส่วนต่ำ แต่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (6) ค่าเงินดอลลาร์ที่อาจจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินเยนหรือเงินยูโร ปัจจัยลบ : ที่จะทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง (1) การผลิตของกลุ่มนอกโอเปคคาดว่าจะลดลงด้วยเช่นกัน ดังนั้น โลกยังคงพึ่งพาการผลิตของกลุ่มโอเปคอยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งกลุ่มโอเปคนี้จะยังมีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกต่อไป (2) ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองในภูมิภาคต่างๆ (geopolitical risk) ความไม่สงบในภูมิภาคต่างๆ (3) ภัยธรรมชาติต่างๆ สิ่งที่ดีที่สุด คือ การประหยัดการใช้พลังงาน จึงเป็นแนวทางที่ประเทศไทยที่แทบจะไม่มีน้ำมันเป็นของตนเอง
|