|
||||||||||||||
|
"ที่สุดในโลก"
ในภูมิภาคฉางซานเจี่ยว
มองจีนมองไทย : ผศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ผู้อ่านหลายท่านคงได้เคยแวะเวียนไปเยือนมหานครเซี่ยงไฮ้ และบางเมืองในมณฑลข้างเคียง อย่างเช่น นครหางโจวของเจ้อเจียง และเมืองซูโจวในมณฑลเจียงซู และก็คงจะได้ตื่นตาตื่นใจกับถนนหนทาง และตึกรามบ้านช่องรูปทรงแปลกตา และความทันสมัยต่างๆ ของเมืองเศรษฐกิจสำคัญในบริเวณดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียง หรือที่เรียกว่า "ฉางซานเจี่ยว" ในภาษาจีนกลาง นอกจากจะเป็นดินแดนซึ่งครอบคลุมมณฑลที่มีต่างชาติเข้าไปลงทุนมากที่สุดของจีน (มณฑลเจียงซู) และมณฑลที่มีภาคเอกชน และธุรกิจ SMEs มากที่สุดของจีน (มณฑลเจ้อเจียง) รวมไปถึงมหานครที่มีความทันสมัยที่สุด และมีความเป็นตะวันตกมากที่สุดของจีน (มหานครเซี่ยงไฮ้) ภูมิภาค "ฉางซานเจี่ยว" แห่งนี้ยังมี "สองสิ่งก่อสร้าง" ที่ชาวจีนภูมิใจมากกับการติดอันดับ "ที่สุดในโลก" ขอเริ่มที่ "สะพานข้ามทะเลที่ยาวที่สุดในโลก" ในมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งเพิ่งจะเปิดใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีชื่อเรียกในภาษาจีนกลางว่า "หาง โจว วาน คว่า ไห่ ต้า เฉียว" หรือแปลเป็นไทยว่า "สะพานใหญ่ข้ามทะเลอ่าวหางโจว" สะพานแห่งนี้มีความยาวถึง 36 กิโลเมตร นับจากเมืองเจียซิงติดกับมหานครเซี่ยงไฮ้ ข้ามทะเลบริเวณอ่าวหางโจว ไปสิ้นสุดที่เมืองหนิงโปของเจ้อเจียง โดยมี 6 ช่องจราจร และได้รับการออกแบบเพื่อให้มีอายุการใช้งานได้นานถึง 100 ปี ที่สำคัญ สะพานเชื่อมอ่าวหางโจวจะช่วยย่นระยะทางระหว่างเซี่ยงไฮ้กับเมืองหนิงโปลงได้ราว 120 กิโลเมตร และย่นระยะเวลาลงเหลือเพียง 2 ชั่วโมงจากเดิมที่ต้องใช้เวลาในการเดินทางระหว่างสองเมืองนี้นานถึง 4 ชั่วโมง รัฐบาลจีนใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งหมด 1.7 พันล้านดอลลาร์ ด้วยเวลาก่อสร้างเพียง 5 ปี ในขณะที่ต้องใช้เวลานานถึง 8 ปี ในการเตรียมการล่วงหน้าก่อนเริ่มก่อสร้าง เพื่อประชุมหารือทั้งด้านวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม และต้องชี้แจงต่อรัฐบาลกลางและรัฐสภาเพื่อขออนุมัติในที่สุด ในการก่อสร้างสะพานระดับโลกแห่งนี้ รัฐบาลจีนยังได้เปิดโอกาสให้บริษัทเอกชน 17 แห่ง เข้าร่วมลงทุนในการก่อสร้างด้วยสัดส่วนการถือหุ้นประมาณร้อยละ 50 ปัญหาจากธรรมชาติ อาทิเช่น ดินฟ้าอากาศไม่อำนวยและคลื่นลมแรงในอ่าวหางโจว นับเป็นอุปสรรคสำคัญในการก่อสร้าง แต่จีนก็มุ่งมั่นที่จะสร้างให้สำเร็จ ซึ่งว่ากันว่า ผู้นำจีนท่านแรกที่ริเริ่มความคิดในการสร้างสะพานข้ามอ่าวหางโจว คือ ดร.ซุนยัดเซ็น สำหรับความเป็นที่สุดในโลกอีกด้านของภูมิภาค "ฉางซานเจี่ยว" คือ "ท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก" ในมหานครเซี่ยงไฮ้ โดยรัฐบาลเซี่ยงไฮ้สามารถพัฒนาท่าเรือของตน ให้กลายเป็น "อภิมหา" ท่าเรือ หรือท่าเรืออันดับ 1 ของโลก แซงหน้าท่าเรือในสิงคโปร์ ที่น่าทึ่งมากๆ คือ รัฐบาลเซี่ยงไฮ้สามารถกำจัดจุดอ่อนของตนเอง จากเดิมที่เซี่ยงไฮ้มีเพียง "ท่าเรือปากแม่น้ำ" (river port) ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องความลึกของร่องน้ำ ทำให้เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ อาทิเช่น เรือคอนเทนเนอร์จากยุโรป ไม่สามารถเข้าเทียบท่าเรือในเซี่ยงไฮ้ได้โดยตรง ต้องไปเทียบท่าที่มณฑลข้างเคียง อาทิเช่น ท่าเรือคู่แข่งในเมืองหนิงโปของมณฑลเจ้อเจียง รัฐบาลเซี่ยงไฮ้จึงต้องหาทางขจัดจุดอ่อนทางธรรมชาติของตนให้ได้ และในที่สุด ตัดสินใจทุ่มงบประมาณกว่า 13 พันล้านดอลลาร์ ในการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก (deep seaport) ขนาดใหญ่แห่งใหม่บนเกาะหยางซาน ซึ่งอยู่ห่างออกไปกลางทะเลลึก ทำให้ต้องก่อสร้างสะพานยาวประมาณ 32.5 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมจากชายฝั่งเซี่ยงไฮ้ ไปยัง "ท่าเรือหยางซาน" และ "สะพานตงไห่" ดังกล่าว นับว่าเป็นหนึ่งในสะพานเชื่อมสู่ทะเลที่ยาวติดระดับโลกเช่นกัน ดิฉันเคยเดินทางไปดูงานที่ท่าเรือหยางซานของเซี่ยงไฮ้มาแล้ว 2 รอบ ครั้งแรกในปี 2549 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มเปิดให้ข้ามสะพานตงไห่ ที่ยาว 30 กว่ากิโลเมตรแห่งนี้ เพื่อเชื่อมไปยังท่าเรือ และเดินทางไปอีกครั้งในปี 2550 ในแต่ละครั้งก็ได้สังเกตเห็นถึงพัฒนาการและความทันสมัยของท่าเรือแห่งนี้ รวมไปถึงความสามารถในการรองรับเรือเดินสมุทร ขนาด 1 แสนตันจากยุโรป และมีการคาดการณ์ว่า ในปี 2563 ซึ่งท่าเรือหยางซานจะถูกเปิดใช้อย่างเสร็จสมบูรณ์ ด้วยท่าเทียบเรือตู้คอนเทนเนอร์กว่า 50 ท่า ทำให้สามารถรองรับตู้คอนเทนเนอร์ได้มากถึง 15 ล้านทีอียู (TEUs) ขอปิดท้ายด้วยอีกเรื่องที่ดิฉันคิดว่า สะท้อนความเป็น "มณฑลนิยม" ของคนจีนได้ดีไม่น้อย เมื่อหนุ่มเจ้อเจียงที่พาไปดูงานที่ท่าเรือหยางซานแอบบอกดิฉันว่า "แม้ว่ารัฐบาลเซี่ยงไฮ้จะภูมิใจกับท่าเรือแห่งนี้ซะเหลือเกิน แต่จริงๆ แล้ว เกาะหยางซานอยู่ในอาณาเขตของมณฑลเจ้อเจียงนะ (ครับ)" พร้อมกับโชว์ให้ดูสัญญาณมือถือที่มาจากเจ้อเจียงค่ะ
|