|
||||||||||||||
|
ความมั่นคงทางอาหาร
คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย นวลน้อย ตรีรัตน์ มติชนรายวัน วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11022 หลังจากราคาพลังงานได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี ตอนนี้โลกกำลังเผชิญกับปัญหาใหม่ ที่อาจจะรุนแรงมากกว่า คือปัญหาราคาอาหารที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย และอาจจะถึงขั้นขาดแคลนอาหาร ทำให้เราต้องหันกลับมาพูดกัน ถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหารอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่การพูดถึงเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ได้ห่างหายไปเป็นเวลานาน สาเหตุที่ทำให้ปัญหานี้กลับมาทวีความสำคัญมาจากปัจจัยต่างๆ จำนวนมาก เริ่มตั้งแต่เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้น ของราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่องและรุนแรง มีผลทำให้มีการเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกพืชอาหาร ไปเป็นพืชพลังงานเพิ่มขึ้น เพราะพืชพลังงานเหล่านั้นมีราคาเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นก็ส่งผลกระทบต่อต้นทุน ในการผลิตของสินค้าทางด้านเกษตรและอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงภาวะภูมิอากาศ หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า โลกร้อน ซึ่งมีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ทั้งฝนแล้ง และอุทกภัย พายุต่างๆ สารพัด ซึ่งกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งแม้ว่าจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังต้องพึ่งธรรมชาติเป็นด้านหลัก การสูญเสียพื้นที่เพาะปลูกให้กับการพัฒนาเมืองและภาคอุตสาหกรรม ทำให้พื้นที่การเพาะปลูกลดลง การเติบโตของประชากรโลก ตลอดจนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมาก ของประเทศที่มีประชากรรวมกันเกือบครึ่งโลก อย่างจีนและอินเดีย ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนส่งให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ผลกระทบที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตอาหารที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก มีหลายระดับ ในแง่ของผู้ผลิตเอง ดูเหมือนว่าจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น เพราะสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าผลประโยชน์เหล่านั้นไปตกอยู่กับใคร ตกอยู่กับชาวนามากน้อยเพียงใด ตกอยู่กับโรงสี และผู้ส่งออกเป็นจำนวนเท่าใด ส่วนในด้านผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนอย่างแน่นอน แต่จะมากน้อยแค่ไหน อาจจะต้องกล่าวว่าขึ้นอยู่ว่า มีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างไร คนจนย่อมต้องเดือดร้อนหนัก เพราะรายได้อาจจะไม่เพิ่มขึ้นหรือเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด ถ้าดูจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าขึ้นน้อยกว่าดัชนีเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก็แสดงว่ารายได้ที่แท้จริงของคนกลุ่มนี้ลดลง สำหรับบางประเทศ โดยเฉพาะประเทศยากจนที่ต้องซื้ออาหารจากประเทศอื่น ได้รับผลกระทบหนักหน่วงรุนแรงทีเดียว เช่นคนยากจนชาวเฮติจำนวนหนึ่งไม่มีเงินที่จะซื้ออาหารที่มีราคาสูงรับประทานได้ ต้องหันมาบริโภคคุกกี้ที่ทำมาจากดินเพื่อประทังความหิวโหย ประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อนก็เคยเผชิญกับปัญหานี้มาก่อน เมื่อเด็กเล็กๆ ในครอบครัวที่ยากจน ไม่มีอะไรจะกิน ก็กินดินแทน นำมาสู่โรคภัยสารพัด หรือการประท้วง จลาจลในอีกหลายๆ ประเทศที่มีฐานะยากจน ที่เกี่ยวเนื่องกับวิกฤตทางด้านอาหาร มีข้อสรุปร่วมกันว่าระดับการบริโภคอาหารมีความสัมพันธ์กับความยากจน ไม่ใช่เรื่องปริมาณอาหารเพียงอย่างเดียว นั่นหมายความว่าเมื่อเกิดวิกฤตราคาอาหารแพงขึ้น คนจนก็จะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่จะได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะแม้ในช่วงที่โลกไม่ได้เผชิญกับปัญหาวิกฤตทางด้านอาหารเหมือนปัจจุบัน ประชากรจำนวนไม่น้อยกว่า 800 ล้านคน อยู่ในภาวะอดอยาก และหิวโหย และประเด็นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ เราไม่มีอาหารพอที่จะเลี้ยงคนทั้งโลกได้ แต่อยู่ที่คนยากจนเหล่านั้น ไม่มีเงินที่จะซื้ออาหาร ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่โลกไม่สามารถจะกระจาย ผลของการพัฒนาไปสู่ประชากรโลกได้อย่างทั่วถึง มีการกระจุกอยู่ในมือของคนกลุ่มหนึ่งที่สามารถสะสมความมั่งคั่งไว้ได้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือของประเทศพัฒนาแล้วที่จะดูดทรัพยากรโลกมาอยู่ มาใช้อย่างฟุ่มเฟือยในประเทศของตนเอง และเมื่อวิกฤตทางด้านอาหารมาเยือน จำนวนผู้คนที่อดอยากหิวโหยจะเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมก็จะตามมา ความมั่นคงทางอาหารในระดับประเทศคืออะไร องค์การอาหารโลกได้ให้ภาพรวมไว้ว่า หมายถึงการมีปริมาณอาหารสำหรับบริโภคภายในครอบครัว และชุมชน อย่างเพียงพอ ปลอดภัย และมีคุณภาพ ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในความหมายนี้รวมถึงการมีระบบการจัดการผลผลิตที่เกื้อหนุนต่อความยั่งยืน และความมั่นคงทางการผลิตทั้งที่ดิน น้ำ และทรัพยากรเพื่อการผลิตอื่นๆ และมีระบบการกระจายผลผลิต ที่เป็นธรรม และเหมาะสมทั้งในระดับครัวเรือน ชุมชน และประเทศ กลุ่มที่ศึกษาเกี่ยวกับเกษตรยั่งยืน ได้เสนอให้การทำเกษตรแบบยั่งยืน เป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร ทั้งนี้ เพราะเกษตรแบบยั่งยืนให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรการผลิตแบบยั่งยืน ไม่มุ่งเน้นปัจจัยทางด้านการตลาดมากจนเกินไป แต่เน้นในเรื่องความสมดุลทางธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ และยุติการผลิตที่ทำร้ายธรรมชาติ เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม มนุษย์และสิ่งมีชีวิต เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เสนอให้จัดทำวาระเร่งด่วน เรื่อง "การจัดทำยุทธศาสตร์รองรับสถานการณ์วิกฤตอาหารและพลังงาน" ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการเรื่องอาหารและพลังงานขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยทำหน้าที่กำหนดมาตรการและแนวทางพัฒนาการผลิตและการตลาดของสินค้าอาหารและพลังงานรวมถึงการศึกษาวิจัย แปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และกำหนดพื้นที่เพาะปลูกที่ชัดเจนระหว่างพืชอาหารและพืชพลังงาน ดูแลเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรมจากการเช่าพื้นที่ทำการเกษตร ควบคุมปริมาณการผลิตออกสู่ตลาด ตลอดจนราคาอาหารสำหรับผู้บริโภคที่เหมาะสม ซึ่งดูเหมือนว่าคณะกรรมการชุดนี้จะได้รับมอบอำนาจหน้าที่ที่ครอบคลุมทั้งวงจรการผลิต จนถึงการบริโภค และดูพร้อมๆ กันทั้งพืชอาหารและพืชพลังงาน แต่ก็เป็นภาระหน้าที่ที่หนัก และใหญ่มาก และอาจจะต้องเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดในบางจุด ซึ่งการแทรกแซงกลไกตลาดเป็นเรื่องที่เสี่ยงเอามากๆ เพราะอาจจะทำแล้วได้ผลดี แต่ขณะเดียวกันก็อาจบิดเบือนกลไกตลาดไปในทิศทางที่เลวร้ายลงอย่างมาก คงเป็นการบ้านที่หนักสำหรับคณะกรรมการเองว่าจะทำอย่างไรที่จะทำแต่พอดี และขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่า ยังมีคนจนอยู่ในประเทศอีกจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในภาคเกษตร และความสามารถในการเพิ่มรายได้มีอยู่อย่างจำกัด ทำอย่างไรที่รัฐบาลจะทำให้คนกลุ่มนี้มีรายได้เพิ่มสูงขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากการที่ราคาอาหารและพลังงานสูงขึ้น หน้า 6
|