หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
อันว่าด้วยเรื่อง วิกฤตการณ์ข้าวของโลก

มองมุมใหม่ : รองศาสตราจารย์ ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

นับย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกหลายทศวรรษที่ผ่านมา ครั้งนี้จะเป็นอีกครั้งที่ "ข้าว" จะกลายเป็นวิกฤตการณ์ ที่ส่งผลกระทบวงกว้างทั่วโลก หากไม่นับผลจากภาวะสงคราม ซึ่งวิกฤติครั้งนี้ ส่งสัญญาณถึงความขาดแคลน ข้าวยากหมากแพงที่มีผลมาจากทั้งวิกฤติพลังงาน ที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นสูงไม่หยุด ทำให้เกิดความต้องการในการผลิตพลังงานทดแทนประเภทเอทานอล จากผลผลิตทางการเกษตร อย่างข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ

เมื่อผลผลิตทางการเกษตรที่ให้น้ำมันเหล่านี้มีความต้องการสูง ราคาดี จึงดึงดูดให้เกษตรกรทั่วโลก หันมาเพาะปลูกสิ่งเหล่านี้แทนข้าวสาลี หรือข้าวเจ้ามากขึ้น ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตข้าวที่ลดน้อยลงตามไปด้วยครับ

นอกจากนี้ ยังเริ่มมีดีมานด์ของข้าวเจ้าที่สูงขึ้น เพื่อนำไปบริโภคทดแทนธัญพืชอื่นๆ ที่ราคาสูงขึ้น จากภาวะวิกฤตการณ์พลังงานดังกล่าวด้วยเช่นกัน นับเป็นผลทางอ้อมต่อการขาดแคลน ของปริมาณผลผลิตข้าวด้วย อีกทั้งสภาวะอากาศที่แปรปรวนวิปริตกันไปทั่วโลก จากภาวะโลกร้อน ก็ทำให้หลายๆ ภูมิภาคแห้งแล้ง ไม่สามารถได้ผลผลิตออกมาดังที่คาดการณ์ไว้ อาทิเช่น อินเดีย เวียดนาม ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องออกมาตรการสงวนการส่งออกข้าวเอาไว้ เพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคของประชาชนภายในประเทศ จึงทำให้ซัพพลายที่จะมาหมุนเวียนในตลาดโลกลดลง ผลักดันราคาให้สูงขึ้นไปอีก

หากพิจารณากันอย่างแท้จริงแล้ว ข้อมูลสถิติจากธนาคารโลกยืนยันว่า ยังไม่เกิดความขาดแคลนข้าวอย่างแท้จริง แต่วิกฤติที่เกิดขึ้นมาจากการเก็งกำไรของผู้ค้า และมาตรการจำกัดการส่งออกของประเทศผู้ส่งออกข้าวหลักๆ นั่นเอง

มีการส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าไปยังนักเก็งกำไรต่างๆ ว่าการเก็งกำไรในข้าวนี้ จัดว่ามีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากสภาพคล่องในตลาดค้าข้าวล่วงหน้าไม่สูงนัก ยากที่จะเก็บรักษาและส่งมอบตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่เก็งกำไรไว้ เพราะข้าวเองก็มีหลายเกรด หลายระดับ ราคาก็แปรผันไปตามปัจจัยแวดล้อมต่างๆ มากมายที่ยากจะควบคุม ทำให้มีโอกาสที่จะขาดทุนมากเช่นกันครับ

อย่างไรก็ตาม วิกฤติข้าวครั้งนี้ หลายฝ่ายมองว่าผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก อย่างประเทศไทย จะได้รับประโยชน์มาก เนื่องจากราคาข้าวในตลาดโลกพุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ จากข้าวหอมมะลิราคาตันละประมาณเกือบหนึ่งหมื่นบาท พุ่งขึ้นไปถึงตันละประมาณ 35,000 บาททีเดียว ทำให้ได้รับรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้นเกินเป้ามหาศาล

แต่ในทางกลับกัน ก็มีผู้ส่งออกข้าวหลายรายถึงกับเกือบล้มละลายไปครับ เนื่องจากได้ทำสัญญาซื้อขายส่งมอบข้าวในอนาคตไปแล้ว ในราคาอดีต แต่ต้องไปซื้อหาข้าวจากผู้ค้ามาในราคาปัจจุบัน ที่สูงขึ้นกว่า 3 เท่า ทำให้ขาดทุนมหาศาลและหลายรายไม่สามารถจัดหาข้าวส่งได้ตามสัญญา จึงอาจจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการส่งออกข้าวในไตรมาสที่เหลือของปีนี้ได้ครับ จึงควรต้องจับตามองให้ดี

ส่วนราคาของข้าว ก็คาดว่าไม่น่าจะยืนอยู่ในระดับสูงขนาดนี้ได้นานนัก เนื่องจากยังมีปริมาณข้าวที่เก็งกำไรสต็อกไว้ในยุ้งฉางอีกมาก เมื่อราคาสูงขนาดนี้ คงเริ่มมีการปล่อยออกมา และราคาข้าว น่าจะปรับตัวลดลงมาได้ อีกทั้งการที่ราคาข้าวหอมหวนขนาดนี้ น่าจะเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกร เริ่มหันกลับมาให้ความสนใจในการเพาะปลูกข้าวเพิ่มเติม น่าจะส่งผลต่อซัพพลายในตลาดโลกอีกทางหนึ่งได้

ในส่วนของประเทศผู้ผลิตข้าวนั้น มองว่าหากใช้วิกฤตินี้ เป็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจการเกษตรของตน ให้เพิ่มมูลค่าและนำไปสู่ความมั่งคั่งยั่งยืนให้กับเกษตรกรที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศในขณะนี้ โดยการเน้นทุ่มทุนด้านวิจัยพัฒนาในการเพาะปลูกข้าว ให้ได้ผลผลิตสูงขึ้น ต้นทุนลดลง เริ่มตั้งแต่ การพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ให้มีคุณภาพสูง รสชาติดี เก็บรักษาง่าย ทนต่อโรคต่างๆ ให้มีผลผลิตต่อไร่ดีขึ้น

โดยข้อมูลจากสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ ยืนยันว่า ขณะนี้โลกไม่ได้ลงทุนทางด้านการวิจัย และพัฒนาการเพาะปลูกข้าวอย่างเพียงพอ อาจจะเพราะว่าช่วงที่ผ่านมา ราคาข้าวไม่ได้จูงใจให้เกิดการลงทุนมากนัก รวมถึงข้าวยังเป็นสินค้าการเกษตรที่ทดแทนได้ง่ายมาก ไม่มีความแตกต่างมากนัก จึงไม่อยู่ในความสนใจ เหมือนสินค้าประเภทอื่นๆ และท้ายที่สุด ผู้ผลิตข้าวรายหลักของโลก มักเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่ได้ร่ำรวยนัก และผลิตโดยเกษตรกรรายได้น้อย จึงไม่มีกิจกรรมการพัฒนามากเท่าไรนัก ทำให้ยากที่จะเกิดการ "ปฏิวัติสีเขียว" อีกครั้งกับธุรกิจการผลิตข้าวในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปริมาณการผลิตข้าวเมื่อเทียบกับดีมานด์ที่แท้จริง จะยังไม่ถึงจุดเลวร้ายในขณะนี้ แต่ราคาที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักอย่างมากครับ โดยธนาคารโลกประมาณว่าจะมีประชาชนต้องทุกข์เข็ญเพราะวิกฤตินี้กว่า 100 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนยากคนจนที่รายได้ส่วนใหญ่จะต้องใช้ไปในการบริโภคข้าวปลาอาหาร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นประเทศที่เพาะปลูกข้าวเองไม่เพียงพอ จะยิ่งแย่เพิ่มขึ้นไปอีก อาทิเช่น หลายประเทศในทวีปแอฟริกา ซึ่งส่วนใหญ่จะนำเข้าข้าวเพื่อการบริโภคภายในประเทศกว่าครึ่งของปริมาณความต้องการทั้งหมด ซึ่งหากประเทศผู้ส่งออกข้าวยังลดการส่งออกเพื่อสงวนไว้ให้คนในประเทศของตนก่อน ประเทศผู้นำเข้าข้าวเหล่านี้จะประสบความเดือดร้อนมากอย่างแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีปัจจัยแฝงอีกประการหนึ่งก็คือ ยังอาจจะมีดีมานด์ที่ซ่อนเร้นอยู่เยอะอีกด้วย ดังเช่นกรณีของประเทศผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่อย่าง อินโดนีเซียและอิหร่าน ที่ต้องนำเข้าข้าว ไปหล่อเลี้ยงผู้คนจำนวนมากภายในประเทศ ที่ยังไม่ได้สั่งซื้อข้าวในปี 2008 นี้ น่าจะมีออเดอร์เพิ่มเติมทยอยออกมา ในระยะเวลาอันใกล้แน่นอน อาจจะเกิดการแย่งชิงออเดอร์ข้าวอีกครั้งในอนาคตก็เป็นได้

ดังนั้น ยุทธศาสตร์ข้าวและผลผลิตการเกษตรของประเทศไทย จึงถือว่าสำคัญและเป็นประเด็นเร่งด่วน ที่รัฐบาล และเอกชนที่เกี่ยวข้อง ควรหันหน้าเข้าหากันและร่วมมือกันกำหนด เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และจับจองโอกาสที่จะเกิดขึ้นในตลาดโลก ไม่แน่ว่า ประเทศไทยอาจจะกลายเป็นมหาอำนาจที่กุมขุมกำลังด้านอาหาร และอู่ข้าวอู่น้ำของโลกเอาไว้ในอนาคตอันใกล้ครับ