หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
ปัญหาเงินเฟ้อและผลกระทบ (ตอนที่ 1)

เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ  กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เดิมทีเชื่อกันว่า เงินเฟ้อทั่วไปจะค่อยๆ ปรับลดลงตั้งแต่เดือนเมษายน ส่วนหนึ่งเพราะเชื่อว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลง แต่ราคาน้ำมันกลับปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าส่วนสำคัญจะเป็นผลมาจากการอ่อนตัวลงของค่าเงินดอลลาร์ก็ตาม การปรับเพิ่มขึ้นของราคาทองคำและอาหาร ก็อธิบายได้ในทำนองเดียวกัน กล่าวคือ การดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างมากของธนาคารกลางสหรัฐ เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้โลก เผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อในขณะนี้

แต่จะกล่าวโทษสหรัฐเพียงฝ่ายเดียวก็ไม่ถูก เพราะหลายประเทศอิงค่าเงินของตนกับเงินดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของประเทศดังกล่าวที่จะรับเงินเฟ้อจากสหรัฐมาสู่เศรษฐกิจของตัวเอง นอกจากนั้น นโยบายของประเทศกำลังพัฒนาที่ยังอุดหนุนการใช้พลังงาน โดยกดราคาน้ำมันเบนซิน ดีเซล ก๊าซ ฯลฯ ให้ต่ำตลอดจนการห้ามส่งออกข้าว ก็ทำให้การปรับขึ้นของราคาโภคภัณฑ์มีแนวโน้มสูงขึ้น และยากที่จะปรับลดลง

ขณะนี้ สหรัฐดูเสมือนว่าจะหยุดการลดดอกเบี้ยแล้วและตลาดหุ้นก็ดูจะสะท้อนว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีโอกาสสูงที่จะฟื้นตัวในครึ่งหลังของปี ราคาหุ้นจึงได้ปรับขึ้นไปรอตั้งแต่เดือนเมษายน ความเชื่อดังกล่าวถูกต้องหรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องรอดูกันต่อไป แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงก็มีความเป็นไปได้ว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะต้องปรับดอกเบี้ยขึ้น เพราะเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวธนาคารกลางสหรัฐก็ได้สัญญาเอาไว้แล้วว่า ลดการผ่อนคลายของนโยบายการเงิน

การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจสหรัฐ หากเป็นความจริง ก็จะทำให้เศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นมีแนวโน้มสดใสขึ้นด้วย และจะยิ่งทำให้เงินเฟ้อกลายมาเป็นปัญหาหลักในครึ่งหลังของปีนี้

สำหรับประเทศไทยนั้นไม่ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็อาจปรับดอกเบี้ยขึ้นได้ เพราะอาจเป็นห่วงปัญหาเงินเฟ้อที่ดูจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ตลาดตราสารหนี้ก็ได้สะท้อนความเป็นไปได้ตรงนี้ไปแล้ว เห็นได้จากผลตอบแทน พันธบัตรรัฐบาลอายุ 2 ปี ที่เคยต่ำกว่า 3.00% เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ถึงปลายเมษายน 2008 ในขณะที่ดอกเบี้ยนโยบาย ถูกกำหนดเอาไว้ที่ 3.25% แปลว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนดังกล่าว ตลาดเชื่อว่า ธปท.จะต้องลดดอกเบี้ยนโยบายลง

แต่ในวันนี้ ดอกเบี้ย 2 ปีปรับตัวสูงขึ้นไปที่ 3.5% แล้ว นอกจากนั้น ดอกเบี้ยพันธบัตร 10 ปีก็ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.8% มาเป็น 4.9% ซึ่งสะท้อนการคาดหวังของตลาดพันธบัตรว่า เงินเฟ้อของไทยน่าจะปรับตัวสูงขึ้น และธปท.จะไม่ปรับลดดอกเบี้ยอย่างแน่นอน แต่อาจปรับดอกเบี้ยขึ้นก็ได้

การปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำประมาณ 4% เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมเป็นการเพิ่มความเสี่ยงว่า ปัญหาเงินเฟ้อจะฝังตัวเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ แปลว่า เมื่อเงินเดือนเริ่มปรับขึ้นก็มีความเสี่ยงว่า ราคาสินค้าจะปรับเพิ่มขึ้นตามอีกรอบ ทำให้วัฏจักรของการปรับขึ้นของราคาสินค้า ตามด้วยค่าแรง ตามด้วยราคาสินค้ามีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น

แต่ก็ต้องเห็นใจผู้ใช้แรงงานในเมืองหรือมนุษย์เงินเดือนโดยรวม ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากราคาอาหาร และพลังงานที่แพงขึ้นมาก ผมประเมินคร่าวๆ ว่า ราคาสินค้าและพลังงานที่เพิ่มขึ้นนั้น โดยรวมน่าจะทำให้มนุษย์เงินเดือน จนลงไปประมาณ 12% แต่ประเด็นคือ การจนลงดังกล่าวเป็นไปตามความเป็นจริง คือ เมื่อมนุษย์เงินเดือนซื้อพลังงานและอาหาร และราคาสินค้าดังกล่าวแพงขึ้นก็แปลว่า สถานะทางเศรษฐกิจของคนกลุ่มนี้ต้องตกต่ำลง

การเรียกร้องขอเงินเดือนขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ เพราะไม่มีใครอยากจะยอมรับความจริงว่า สถานะทางเศรษฐกิจของตนตกต่ำลง และมักจะเรียกร้องว่า ต้องเพิ่มเงินเดือนให้เพียงพอกับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหากลูกจ้างได้รับเงินเดือนขึ้นเต็มจำนวนที่ร้องขอ ก็แปลว่า จะต้องไปลดกำไรของผู้ประกอบการ แต่ผู้ประกอบการก็คงไม่ยอม เพราะมีปัญหาต้นทุนสูงรอบด้านอยู่แล้ว จึงจะต้องพยายามปรับราคาสินค้าขึ้น ในบางกรณีทำไม่ได้ เพราะกำลังซื้อไม่ดี ก็ต้องเลิกกิจการไป

ในบางกรณีรัฐบาลไม่ยอมให้เพิ่ม ก็ต้องเลิกกิจการไปหรือไม่ลงทุนขยายกิจการ ซึ่งทั้งสองกรณีเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวม และจะทำให้ปริมาณสินค้าและบริการในประเทศมีจำนวนน้อยลง จึงไม่ได้แก้ปัญหาแต่อย่างใด และอาจเป็นการซ้ำเติมปัญหาก็ได้ เพราะอย่าลืมว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาคือ มีปริมาณสินค้าที่ผลิตออกมาน้อย ราคาสินค้า จึงต้องปรับตัวเพิ่มขึ้น

การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำนั้น ดูเสมือนว่าเป็นการทำเพื่อช่วยผู้ที่มีรายได้น้อย และเป็นผู้ที่ไร้ฝีมือและ/ หรือมีประสบการณ์ทำงานน้อย แต่หากไตร่ตรองโดยละเอียดแล้ว จะสรุปได้ว่า หากปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นไปที่ 233 บาททั่วประเทศ ตามที่กลุ่มสหภาพแรงงานเรียกร้อง จะเป็นการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำมากถึง 30% สิ่งที่จะตามมา คือ นายจ้างจะไม่สามารถว่าจ้างแรงงานไร้ฝีมือหรือแรงงานที่ขาดประสบการณ์ได้ และอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานไร้ฝีมือ คงจะต้องปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก

และโรงงานที่เหลืออยู่คงจะพยายามเลี่ยงกฎหมายไปจ้างแรงงานต่างด้าวมากขึ้น กล่าวคือ การปรับเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ จะไม่ได้ช่วยผู้มีรายได้น้อย แต่จะยิ่งทำให้ผู้ที่ขาดฝีมือและประสบการณ์ หางานทำได้ยากลำบากมากยิ่งขึ้น อัตราการว่างงานของคนกลุ่มนี้จึงจะเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน จะไปเพิ่มความขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือและประสบการณ์ ความต้องการแรงงานประเภทนี้ของนายจ้างจะเพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่มีความขาดแคลนอยู่ก่อนแล้ว

ดังนั้น แนวทางที่ถูกต้องในระยะยาว จึงไม่ใช่การเรียกร้องให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่หากต้องการให้ค่าจ้างปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ผลผลิตสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง สามารถร่วมมือกันได้ เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกันครับ

สำหรับผลกระทบของเงินเฟ้อต่อดอกเบี้ยและประเด็นอื่นๆ จะขอเขียนต่อในสัปดาห์หน้าครับ