|
||||||||||||||
|
การเมืองสุดโต่ง
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายวัน วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11020 การเมืองในหลายประเทศของโลกปัจจุบัน ล้วนเป็นการเมืองที่ผมขอเรียกว่า "การเมืองสุดโต่ง" ทั้งนั้น "การเมืองสุดโต่ง" ในนิยามของผมก็คือ การเมืองที่กลุ่มคนตั้งแต่สองกลุ่มขึ้นไปในสังคมนั้น มีความเห็นในการจัดการทรัพยากรแตกต่างกันเป็นคนละขั้ว ไม่มีทางหรือไม่มีโอกาสที่จะเจรจาตกลงปรองดอง เพื่อแบ่งปันทรัพยากรกันใหม่ให้พอรับได้ระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่ขัดแย้งกัน ต่างฝ่ายต่างใช้ "อำนาจทางการเมือง" ที่ตัวอาจหาได้ในระบบการเมือง เพื่อจัดการทรัพยากรตามทิศทางที่ตัวเห็นว่าดีและเป็นธรรมที่สุด หากเป็นการเมืองในระบอบเลือกตั้ง ก็ใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กัน หากเป็นระบอบเผด็จการ ก็ใช้อำนาจดิบในการออกกฎหมายเพื่อบังคับให้การจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรเป็นไปตามความต้องการของตน หากใช้ไม่ได้ทั้งสองอย่างก็อาจจับอาวุธขึ้นต่อสู้กัน สุดโต่งทุกฝ่าย สภาพดังกล่าวนี้เห็นได้ในหลายประเทศของแอฟริกา เป็นการปะทะที่ผสมปนเปไประหว่างชนชั้นและชาติพันธุ์ เช่นเดียวกับบางประเทศในละตินอเมริกา และยุโรปตะวันออก ในเอเชีย จนถึงทุกวันนี้ประธานาธิบดีเอสตราดาแห่งฟิลิปปินส์ ซึ่งถูกขับให้พ้นตำแหน่งด้วยวิธีนอกรัฐธรรมนูญ ก็ยังมีแฟนหนาแน่นเกือบเท่าคนไทยบางคน และแน่นอนว่า ในเมืองไทยเองก็กำลังย่างเข้าสู่การเมืองสุดโต่งเหมือนอีกหลายประเทศในโลก การเมืองสุดโต่งเกิดขึ้นในประเทศที่การจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรเป็นไปโดยไม่เป็นธรรมสืบเนื่องยาวนาน ในขณะที่ด้านหนึ่งก่อให้เกิดมวลชนระดับล่างที่ไร้สำนึกทางการเมือง มีความสัมพันธ์เชิงพึ่งพิงในฐานะผู้รับบริจาค แต่อีกด้านหนึ่งก็ก่อให้เกิดกลุ่มคนชั้นกลางที่เข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการเมือง (ในทุกรูปแบบ) เชื่อมโยงกับทุนระดับชาติและระดับนานาชาติอย่างแยกออกจากกันไม่ได้ และนี่คือผู้มีสิทธิมีเสียงในการกำหนดการจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรกลางของสังคมที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะผ่านหีบบัตรเลือกตั้งหรือปากกระบอกปืนของนักรัฐประหาร หากจำเป็น ก็สามารถยึดถนนหรือย่านการค้าเพื่อล้มรัฐบาลได้ อันที่จริง หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเมืองของอีกหลายประเทศในโลก สภาพดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศ ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การเมืองสุดโต่งเสมอไป เช่น สภาพดังกล่าวในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นำไปสู่การเมืองสุดโต่งในฝรั่งเศส แต่ไม่นำไปสู่การเมืองสุดโต่งในอังกฤษและสหรัฐ (หลังสงครามกลางเมือง) เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ต้องอธิบายจากสภาพจำเพาะที่เกิดในแต่ละกรณี (เช่นเพราะสหรัฐมีฐานทรัพยากรที่กว้างใหญ่มากจนเปิดช่องให้คนมีทางเลือกอื่นนอกพื้นที่ "การเมือง" ได้มาก) อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามีปัจจัยร่วมอยู่อย่างหนึ่งที่ต้องเกิดก่อนจะมีการเมืองสุดโต่งเสมอ นั่นก็คือสำนึกทางการเมืองแพร่หลายไปยังคนระดับล่าง ที่ผมเรียกว่าสำนึกทางการเมืองนั้น ไม่ต้องการให้มีความหมายกว้างขวางลึกซึ้งอย่างที่คนชั้นกลางมักจำกัดความ ผมหมายความแต่ว่า มีสำนึกว่าการเมืองระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติก็เป็นหนทางหนึ่ง ในการจัดการทรัพยากรอย่างที่ตัวต้องการได้เท่านั้น แม้ไม่มีข้อมูลข่าวสารทางการเมืองมากมายอะไรนัก หรือแม้ไม่เข้าใจว่าการจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรที่ตัวไม่เสียเปรียบอย่างยั่งยืนคืออะไรก็ตาม แต่การเห็นความสำคัญของ "กลไกทางการเมือง" (ทั้งการเลือกตั้งและการรัฐประหาร)นั่นแหละคือสำนึกทางการเมือง ทำไมสำนึกทางการเมืองจึงแพร่หลายไปยังคนชั้นล่าง คำตอบกว้างๆ ก็คือข่าวสารข้อมูลขยายตัว แต่ปัจจัยที่ทำให้ข่าวสารข้อมูลขยายตัวไปถึงคนชั้นล่างในแต่ละสังคม อาจแตกต่างกันและไม่เท่าเทียมกัน ว่าเฉพาะในเมืองไทย คุณทักษิณและพรรค ทรท.เป็นทางเลือกเชิงนโยบายของคนชั้นล่าง ซึ่งถูกละเลยในการเมืองหรือการจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรตลอดมา ไม่ว่า "ทางเลือก" นี้จะเป็นทางเลือกที่ฉลาดหรือไม่ฉลาด, ที่รอบรู้หรือไม่รอบรู้, ก็ตาม คำว่า "ทางเลือกเชิงนโยบาย" ก็แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า นี่คือสำนึกทางการเมืองซึ่งคนชั้นล่างในเมืองไทยไม่เคยมีมาก่อน ในชั้นแรกคุณทักษิณอาจไม่ได้เจตนาตั้งพรรค ทรท.เพื่อตอบสนองคนชั้นล่าง อย่างเอสตราด้าหรือฮูโก้ ชาเวซ หรือประธานาธิบดีโมราเลส คุณทักษิณเพียงแต่หวังจะกวาดคะแนนเสียงให้ชนะคู่แข่งเท่านั้น จึงมองเห็นช่องโหว่ที่พรรคการเมืองอื่นมองไม่เห็นในการเก็บกวาดคะแนนจากคนระดับล่าง แต่ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อมา (ทั้งก่อนและหลังยุบสภา) เมื่อคุณทักษิณเผชิญศัตรูในหมู่คนชั้นกลางอย่างชัดแจ้งแล้ว ผมคิดว่าคุณทักษิณตั้งใจใช้ "ชนชั้น" เป็นพื้นฐานในการกวาดเก็บคะแนน และคุณทักษิณก็ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ไม่ต่างจากเอสตราด้าและฮูโก้ ชาเวซ ตราบเท่าที่ยังมีคุณทักษิณและพรรค ทรท.ในการเมือง ทุกคนรู้ว่า ถึงเลือกตั้งอีก คุณทักษิณและพรรค ทรท.ก็จะชนะท่วมท้นอีก ซ้ำการเมืองของคุณทักษิณและพรรค ทรท.ก็จะยิ่งเกาะเกี่ยวกับประเด็น "ชนชั้น" มากขึ้น อีกทั้งสำนึกทางการเมืองของคนระดับล่างก็จะยิ่งเจือปนด้วยสำนึก "ชนชั้น" มากขึ้นตามไปด้วย รัฐประหารจึงเป็นคำตอบสุดท้าย และคนชั้นกลางให้การต้อนรับการรัฐประหารอย่างคึกคัก แต่ในการเมืองสุดโต่ง การรัฐประหารไม่อาจนำเราออกจากความสุดโต่งได้ ตรงกันข้ามการรัฐประหาร กลับช่วยพัฒนาการเมืองไปสู่ความสุดโต่งอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือต้องทำให้การเมือง แบบที่อาศัยชนชั้นล่างเป็นฐานคะแนนเสียงอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสูญสิ้นไป และนั่นคือที่มาของ คตส., ปชป., คำตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญ, รัฐธรรมนูญ, และกฎหมายอีกหลายฉบับที่ผ่าน สนช.ออกมา ปฏิกิริยาสนองกลับของฝ่ายที่อยู่สุดโต่งอีกข้างหนึ่งคือ การลงประชามติรัฐธรรมนูญ 2550 และการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 23 ธ.ค. 2550 ไม่เคยมีครั้งใดในการลงคะแนนเสียงของไทย ที่เสียงของประชาชนระดับล่างจะเป็นปึกแผ่นแน่นหนาเหมือนสองครั้งนี้ ท่ามกลางการใช้อำนาจดิบและการทุ่มเงินสกัดของคณะรัฐประหาร ในที่สุด เราก็ได้รัฐบาลผสมที่มีพรรค พปช.ซึ่งไม่ปฏิเสธความสืบเนื่องของตนกับพรรค ทรท.เป็นแกนกลาง ด้วยคะแนนเสียงที่เหนือพรรคร่วมรัฐบาลรวมกันอย่างเทียบไม่ได้ ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ พรรค พปช.ซึ่งอาศัยฐานคะแนนเสียงเดียวกับพรรค ทรท. ไม่มีทางเลือกอื่นมากไปกว่าสืบต่อนโยบายของพรรค ทรท. โอกาสที่จะปรับแก้บางส่วนให้ไม่ทิ่มตำคนชั้นกลางจนเกินไปมีน้อย หรือมีได้ยาก ยิ่งความไร้เสถียรภาพทางการเมืองมีมากเท่าไร (ยุบพรรค, ผู้บริหารพรรคต้องคดีอาญา, จนถึงถูกรัฐประหาร) โอกาสนั้นก็ยิ่งมีน้อยลงไปอีก เพราะสมาชิกพรรคอาจต้องลงสนามเลือกตั้งอีกครั้งในเวลาไม่นานข้างหน้า การยกเลิกมาตรการทางการเมืองที่คณะรัฐประหารวางเอาไว้โดยเร็ว จึงเป็นประเด็นหลักทางการเมือง ยิ่งกว่าปัญหาเศรษฐกิจ, การเมืองระหว่างประเทศ, หรือสิ่งแวดล้อม (หือ... อะไรนะ จะเป็นจะตายอะไรกับสิ่งแวดล้อม) หากทำได้สำเร็จ ก็ประกันได้ว่า จะได้เป็นแกนกลางจัดตั้งรัฐบาลอีก การเมืองสุดโต่งจึงดำเนินต่อไป เพราะต่างฝ่ายต่างไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยืนอยู่ในจุดสุดโต่ง การแก้รัฐธรรมนูญก็ตาม แก้อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีนักการเมืองก็ตาม การปรับแก้องค์กรอิสระก็ตาม หรือแม้แต่การมีชื่อติดในธงชาติที่เกาะอังกฤษก็ตาม การทะเลาะกับสื่อตามนิสัยสันดานเดิมก็ตาม ล้วนเป็นอาการของการเมืองสุดโต่งทั้งสิ้น ยิ่งติดในประเด็นที่เป็นเปลือกนอกของการเมืองสุดโต่งเช่นนี้มากเท่าไร ก็ยิ่งจะผลักให้การเมืองต้องมีสภาพสุดโต่งมากขึ้น แพ้ในประเด็นขี้ผงเหล่านี้เมื่อไร ขบวนการต่อสู้ทั้งหมดจะพังเป็นแถบๆ ฉะนั้น เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ล้วนต้องสู้กันให้ราบคาบไปฝ่ายหนึ่งให้ได้ ทั้งๆ ที่หลายเรื่องเป็นเรื่องที่เราอำกันเล่นได้ หลายเรื่องเราปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปตามระบบของมันอย่างใจเย็นๆ ก็ได้ เราจะออกจากการเมืองสุดโต่งเช่นนี้ได้อย่างไร ผมคิดว่าการชี้หน้ากล่าวโทษกันและกันไม่ใช่ทางออก มีแต่จะทำให้การเมืองยิ่งพัฒนาไปสู่ความสุดโต่งมากขึ้น และในความเป็นจริง การเมืองไทยพัฒนามาสู่ความสุดโต่งเช่นนี้ก็ไม่ใช่เพราะการกระทำของตัวบุคคลเท่ากับผลรวมของการเมืองที่ไม่พัฒนา พูดอีกอย่างหนึ่งคือเป็นกรรมของสังคม แทนที่จะชี้หน้ากัน เราตั้งสติลงมาช่วยกันคิดว่า เราทุกคนในสังคมได้ร่วมกันก่อกรรมทำเข็ญอะไรไว้บ้าง เราจะต้องทำอะไรและอย่างไร เพื่อลดทอนผลแห่งกรรมเหล่านี้ลงเสียแต่บัดนี้ เราจะประสานประโยชน์ระหว่างคนระดับบน ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างปฏิเสธไม่ได้ กับชะตากรรมของแรงงาน และชาวไร่ชาวนาอย่างไร จะต้องใช้มาตรการทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างไร จึงจะทำให้เกิดการประสานประโยชน์กันได้จริง จุดเริ่มต้นออกจากการเมืองสุดโต่ง คือหยุดหาทางเอาแพ้เอาชนะกันกับประเด็นที่เป็นเพียงอาการของการเมืองสุดโต่ง แต่ด้วยสำนึกยอมรับว่า เรากำลังอยู่ในการเมืองสุดโต่งซึ่งน้อยครั้งที่จะสามารถนำความก้าวหน้าที่แท้จริงมาสู่สังคมใดได้ ทุกฝ่ายนับตั้งแต่ปัญญาชนไปจนถึงช่างตัดผม, คนขับแท็กซี่, ชาวไร่ชาวนา และแรงงาน ล้วนมีศักยภาพที่จะนำสังคมของเราให้พ้นออกไปจากการเมืองสุดโต่งที่ไม่สร้างสรรค์นี้ร่วมกัน หน้า 6
|