หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
วิเคราะห์ภาวะ "เงินเฟ้อ" หวั่นรัฐบาลมือไม่ถึงแก้ปัญหา

ประชาชาติธุรกิจ   วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 4000 (3200)

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) วิเคราะห์ว่า สถานการณ์เงินเฟ้อขณะนี้น่าห่วง จากหลายสาเหตุไม่ใช่แค่ราคาน้ำมัน และราคาอาหารเท่านั้น แต่มีปัจจัยอื่นๆ ที่น่าห่วงทำให้เงินเฟ้ออยู่ระดับสูงต่อเนื่อง เช่น อัตราเงินเฟ้อของ จีน และเวียดนามที่สูงขึ้น เป็นตัวดึงให้เงินเฟ้อของโลกขยับเพิ่มขึ้นด้วย ที่สำคัญผลกระทบของเงินเฟ้อทำให้ประชาชนเดือดร้อน โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่ทำอาชีพหาบเร่แผงลอย แรงงานตามโรงงาน และเกษตรกร

แต่ที่น่าห่วงมากที่สุดคือพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย เนื่องจากไม่มีรายได้ที่แน่นอน และไม่มีสิทธิ์มีเสียงเรียกร้องรายได้เพิ่มขึ้น ส่วนแรงงานตามโรงงานเพิ่งได้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 2-11 บาท อาจช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้บ้าง และชาวนา โชคดีที่ราคา ข้าวปรับสูงขึ้นทำให้ได้ประโยชน์มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ชาวนาจะได้ ทุกคนหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องไปดูกัน

ต้องเพิ่มศักยภาพการผลิต

นายสมชัยกล่าวว่าทางออกหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อสูงในขณะนี้คือ ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ เพื่อช่วยให้คนไม่ตกงาน มีรายได้มีกำลังซื้อ ส่วนพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยอาจขยับขึ้นราคาของได้บ้าง

"โจทย์ที่สำคัญตอนนี้คือ ต้องดูแลเงินเฟ้อไม่ให้สูงมากเกินไป โดยที่ประคองเศรษฐกิจไม่ให้ตกต่ำด้วย แต่ต้องดูจังหวะการกระตุ้น และขนาดของดอกเบี้ยที่เหมาะสม ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์"

การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่เป็นแรงกดดันเงินเฟ้อนั้น นายสมชัยบอกว่าทีดีอาร์ไอย้ำมาตลอดคือ ต้องกระตุ้นด้านอุปทาน คือ การลงทุนสร้างสาธารณูปโภค การเพิ่มศักยภาพด้านการผลิต เช่นกรณีเรื่องข้าว ชาวนาต้องผลิตข้าวเพิ่มขึ้นโดยตัวเอง ภาครัฐก็ควรเข้าไปดูว่าจะเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นได้อย่างไร ต้องดูแล พันธุ์ข้าวอย่างไร หรือเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพมากขึ้นอย่างไร ขณะที่การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) จะต้องทำให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

"นโยบายการเงิน ดอกเบี้ยไม่น่าจะลดลง เพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงติดลบแล้ว ส่วนจะปรับขึ้นก็คงยาก รัฐบาลคงไม่ยอม อย่างไรก็ตามที่ผ่านแบงก์ชาติก็ดำเนินนโยบายในทิศทางที่ถูก เช่น การยกเลิกมาตรการ 30% ส่วนค่าเงินบาทปีนี้ไม่น่าปัญหา ตอนนี้จึงเหลือทางเดียวคือ กระตุ้นอุปทานดีที่สุด พยายามให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้น" นายสมชัยระบุ

ทั้งนี้การลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนจะเกิดขึ้นได้ นายสมชัยระบุว่าอยู่ที่รัฐบาลจะต้องทำให้การเมืองนิ่ง โดยประเด็นที่เป็นปัญหาตอนนี้คือ การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่รัฐบาลพยายามเร่งแก้ไขโดยมีโจทย์ว่า ต้องแก้ให้เสร็จก่อนศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดียุบพรรค ซึ่งเท่าที่ทราบกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินก็ใช้เวลาเป็นปี ดังนั้นควรตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะช่วยลดแรงกดดันและลบภาพความขัดแย้ง ช่วยสร้างความเชื่อมั่น เพื่อการลงทุนจะได้เดินหน้าต่อไปได้

รัฐบาลมือไม่ถึงแก้เงินเฟ้อ

แหล่งข่าวในวงการการเงินให้ความเห็นว่าเงินเฟ้อจะเป็นปัญหาใหญ่ในปีนี้น่าจะสูงกว่าระดับ 6.2% และเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุนไม่ใช่ดีมานด์ จะแก้ยากมาก เพราะต้องแก้ที่ด้านซัพพลายมากกว่า แต่ปัจจุบันยังไม่เห็นนโยบายว่ารัฐบาลจะจัดการอย่างไร และหน่วยงานหลักที่ดูแลเศรษฐกิจ ไม่มีแนวคิดที่จะแก้ปัญหาซัพพลายแต่อย่างใด ส่วนนโยบายดอกเบี้ยแบงก์ชาติต้องขึ้นดอกเบี้ยไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ แต่ให้ผู้ที่มีรายได้จากดอกเบี้ยมีรายได้มากขึ้น

"ตอนนี้ยังมองไม่เห็นว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาได้ เพราะนายกรัฐมนตรีมองภาพใหญ่ไม่ออก และรองนายกรัฐมนตรีก็แบ่งกันดูงานเศรษฐกิจ เมื่อเป็นเช่นนี้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในภาวะที่เงินเฟ้อมาจากด้านต้นทุนจะยาก ไม่รู้จะผลักดันอย่างไร ก็จะไร้ทิศทาง และตอนนี้ทาง รมว.คลังก็เริ่มให้สัญญาณว่าจะไม่เน้นการเติบโตแต่จะดูปัญหาเงินเฟ้อเป็นหลัก" แหล่งข่าวกล่าว

ธปท.ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยคุม

ขณะที่คำถามว่านโยบายการเงินหรือทิศทางดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไร นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อธิบายว่า ปัญหาดังกล่าวคือประเด็นที่ทำให้ ธปท.ดูแลเงินเฟ้อโดยใช้เงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งเป็นเงินเฟ้อที่แสดงถึงดีมานด์ หรือแรงกดดันด้านการความต้องการใช้จ่ายบริโภคที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นถ้าเงินเฟ้อพื้นฐานไม่ได้เร่งขึ้น จนเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อระลอกสอง ธปท.ก็ไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อ

"จากการประเมินเงินเฟ้อพื้นฐานล่าสุดมั่นใจว่ายังอยู่ในระดับที่รับได้ และยังอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ 0-3.5% เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และย้ำว่านโยบาย ดอกเบี้ยนั้น ธปท.ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลเสถียรภาพทั้งสองเรื่องนี้เราดูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน" นางธาริษากล่าว

ผู้ว่าการ ธปท.ระบุด้วยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องติดตามดูแลเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเงินเฟ้อ พื้นฐานต้องคอยติดตามดูว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้หรือไม่ ถ้ายังอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อก็ไม่ต้องตกใจ

ทั้งนี้ กนง. จะประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 21 พ.ค. นี้

ด้าน นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายนโยบาย การเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเม.ย.ที่อยู่ระดับ 6.2% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ระดับ 2.1% เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าที่ ธปท.คาดการณ์ สาเหตุหลักคือ ราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ระดับ 103 ดอลลาร์/บาร์เรล ใกล้กับข้อสมมติฐานที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ในกรณีเลวร้ายที่สุด 107 ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

ที่สำคัญการส่งต่อของเงินเฟ้อทั่วไปถึงเงินเฟ้อพื้นฐานเร่งตัวขึ้นมาก โดยในเดือนเม.ย. เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าถึง 0.6% ขณะที่เดือนมี.ค. และเดือนก.พ. เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเพียง 0.3% เห็นได้จากราคาอาหารสดที่สูงขึ้นเริ่ม ส่งผลทำให้อาหารที่ซื้อรับประทานนอกบ้านแพงขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนว่าผลกระทบระลอกสอง (second round effect) เริ่มเห็นผลชัดเจน

อย่างไรก็ตาม นางอมราระบุว่าแม้เงินเฟ้อจะสูง แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมาเมื่อเดือน มี.ค.และเม.ย. ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจให้ขยายตัวต่อไปได้ โดยคาดว่า ครึ่งหลังของปีนี้เศรษฐกิจจะโตประมาณ 5% และทั้งปีเศรษฐกิจจะโตได้ 4.8-6% ส่วนการลงทุนโครงการเมกะโปรเจ็กต์นั้น คาดว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจในปีหน้า เพราะกว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนจริงก็ครึ่งหลังของปีนี้

ในปี 2551 ธปท.ประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 4-5% และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.5-2.5% ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 5-5.5%

หน้า 2