|
||||||||||||||
|
ความสำคัญของเกษตรกรรม
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 4000 (3200) กสิกรรมบวกปศุสัตว์ ประมงน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็มกับป่าไม้ รวมเป็นเกษตรกรรม ขณะนี้กลายเป็นเรื่องสำคัญที่คงจะต้องพิจารณาว่าเราจะมี นโยบายอย่างไร ในเมื่อน้ำมันขึ้นราคาทำให้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นทรัพยากรต่างๆ ขึ้นราคาไปหมด สินค้าที่มาจากทรัพยากรขึ้นราคา ไปหมด รวมทั้งสินค้าเกษตรกรรมด้วย สำหรับป่าไม้นั้นอาจจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือป่าไม้ธรรมชาติไม่ควรไปแตะต้อง ควรอนุรักษ์ไว้ด้วยชีวิต จะให้ลดลงไม่ได้อีกแล้ว อีกส่วนหนึ่งคือป่าปลูกหรือสวนที่เป็นไม้ยืนต้น เช่น สวนยาง สวนไม้ใช้สอย สวนไม้ยูคาลิปตัสและสวนผลไม้ บางส่วนปลูกในที่ป่าเสื่อมโทรมซึ่งควรสนับสนุนส่งเสริมให้ใช้แทนป่าธรรมชาติ ที่เหล่านี้ราษฎรเข้าไปทำกินนานแล้ว ย้อนกลับไปอย่างเดิมยาก ยกเว้นบางพื้นที่ที่เป็นต้นน้ำลำธาร ที่ลาดชันเกิน 35 องศาหรือป่าอนุรักษ์ จุดมุ่งหมายของส่วนนี้คือเรื่องอนุรักษ์เป็นวัตถุประสงค์หลัก อย่างอื่นเป็นรอง ป่าปลูกหรือสวนป่า เป็นส่วนที่ผลิตสินค้า ส่งออกหรือทดแทนการนำเข้าได้มาก เช่น ยางพารา ไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส เยื่อและกระดาษ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากสวนยางพารา และสวนไม้ยูคาลิปตัส ส่วนนี้แม้ไม่ใช่ป่าธรรมชาติแต่ก็ให้ความชุ่มชื้น ดึงความชื้นและดินได้เช่นเดียวกับป่าธรรมชาติ สำหรับการกสิกรรม ปศุสัตว์ และการประมงนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมของเราอย่างมหาศาล มากกว่าประเทศทั้งหลายในโลกนี้อย่างที่นึกไม่ถึง และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สังคมของเรา ไม่ตึงเครียด ไม่มีการแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน พรรคคอมมิวนิสต์บางประเทศจึงประสบความล้มเหลวในการทำสงครามประชาชน ลองมาดูความสำคัญของภาคเกษตรกรรม เรียงตามลำดับความสำคัญ 1.ภาคกสิกรรมของเรานั้นได้ทำหน้าที่เป็นภาคสวัสดิการสังคม กล่าวคือ ได้ให้ความปลอดภัยกับประชาชนที่เกี่ยวข้อง อยู่ในภาคเศรษฐกิจนี้ หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่าเป็น "social safety net" ผู้ที่ออกจากภาคเกษตรไปทำงานในโรงงาน หรือลงเรือทำการประมง หรือทำงานในภาคบริการตามโรงแรม ร้านค้า หรืองานอื่นๆ ในเมือง ก็ยังไม่ตัดขาดจากภาคเกษตรกรรม พ่อ แม่ พี่ ป้า น้า อา ก็ยังอยู่ในภาคเกษตรกรรมทำไร่ทำนาต่อไป เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำโรงงานต้องปิด โรงแรมต้องลดพนักงานหรือร้านค้าต้องปิด ถ้าเป็นเมืองนอกประเทศอื่น ผู้ที่ถูกปลดออกจากงานก็แย่ต้องพึ่งสวัสดิการของรัฐในการประทังชีวิต ส่วนบ้านเรานั้นแรงงานนอกภาคเกษตรไม่ได้ตัดขาดจากภาคเกษตร เมื่อถูกปลดออกจากงานก็กลับบ้านในชนบท มีบ้านอยู่ มีอาหารกิน ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะภาคเกษตรที่กว้างใหญ่ไพศาลของเรามีลักษณะเป็นเกษตรครัวเรือน ไม่ใช่เกษตรแบบพาณิชยกรรม ที่มีบริษัทเป็นเจ้าของที่ดินแปลงใหญ่ แบบยุโรป อเมริกาใต้ หรือฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เป็นต้น ภาคเกษตรส่วนใหญ่จึงเป็นเกษตรกร ไม่ใช่กรรมกรในภาคเกษตร พี่น้องลูกหลานไปทำงานในโรงงานหรือในเมือง เวลาตกงานก็กลับบ้าน มีงานทำ มีบ้านอยู่ มีข้าวกินเสมอ ไม่อดตาย ไม่ต้องนอนข้างถนนหรือศาลาวัด ไม่ต้องมีสวัสดิการของรัฐหรือสวัสดิการจากสหภาพแรงงานก็ได้ ยกเว้นคนจนในเมืองที่ตัดขาดจากภาคเกษตรมาอย่างน้อยชั่วคนแล้ว ก็แย่หน่อย พวกนี้รัฐควรดูแล แต่จะดูแลอย่างไร แยกออกอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่ง หน้าที่นี้ของภาคเกษตรไทยเรามีแห่งเดียวในโลก และสำคัญที่สุดเพราะสร้างความมั่นคงทางสังคมและการเมือง 2.ภาคเกษตรของเราสามารถผลิตอาหารได้เกินพอ ที่เหลือต้องส่งออกไปขายต่างประเทศ การเป็นภาคที่สามารถผลิตอาหารได้เกินความต้องการนี้เท่ากับเป็นการสร้าง "ความมั่นคงทางอาหาร" หรือที่ฝรั่งเรียกว่า "food security" เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ความมั่นคงทางอาหารคือความมั่นคงทางสังคม และความมั่นคงทางการเมือง ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ไม่มีความสามารถที่จะทำอย่างนี้ได้ ประชากรของเราจึงมีอาหารรับประทานเพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย เมื่อก่อนเราเคยมีเด็กเป็นโรคขาดอาหารอยู่บ้าง สาเหตุไม่ใช่ไม่มีอาหารบริโภคเพียงพอ แต่เกิดจาก "บริโภคไม่เป็น" เพราะพ่อแม่ขาดความรู้และ หัวโบราณ ไม่ยอมให้อาหารลูกอย่างถูกต้องเพราะกลัวเป็น "ตานขโมย" ลูกก็เลยเป็น "ตานขโมย" หัวโต พุงโล ก้นปอด โลหิตจาง เมื่อมี "แผนพัฒนาชนบทยากจน" ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 มีการจัดตั้งอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน หรือ อ.ส.ม.ที่ผ่านการอบรมแล้วกลับไปให้การศึกษาแก่ชาวบ้านให้รู้จักโภชนาการของเด็กระหว่างแรกเกิดถึงอายุ 6 ขวบ รวมทั้งจัดอาหารกลางวันในโรงเรียน โรคโลหิตจางเพราะขาดอาหารก็หายไป ตอนนี้ราคาอาหารแพงขึ้น ประเทศที่ผลิตอาหารไม่พอบริโภคก็เกิดจลาจล ฆ่าฟันกัน เกิดวิกฤตการณ์อาหาร เกิดความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง วิกฤตการณ์ทางอาหารจึงเป็นวิกฤตการณ์ของประเทศที่ขาดความมั่นคงทางอาหาร แต่ไม่ใช่ของประเทศเราที่มีความมั่นคงทางอาหารเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ วิกฤตการณ์อาหารจึงเป็นเรื่องของประเทศอื่น ราคาอาหาร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดขึ้นราคาจึงเป็นโอกาส ไม่ใช่ วิกฤต รัฐบาลและสื่อมวลชน อย่าพูดมากจนเปลี่ยน โอกาส เป็น วิกฤต ด้วยเหตุ 2 ประการข้างต้น สหภาพแรงงานของเอกชนจึงไม่ค่อยแข็งแรง เพราะความจำเป็นมีไม่มากนัก เนื่องจากเรามีภาคเกษตรที่เข้มแข็งให้ความมั่นคงแก่ชีวิต และสุขภาพอยู่แล้ว ภาคเกษตรของเรามีโครงสร้าง ที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมที่ดีงาม เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพราะมีเกินความต้องการ สามารถช่วยเหลือเอื้ออาทรกันได้ในความจำเป็น ไม่เหมือนสังคมฝรั่ง หรือเอเชีย และแอฟริกาที่เคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งที่เข้ามาจับจองที่ดินทำเป็น "เกษตรพาณิชยกรรม" ไม่ใช่เกษตรแบบครัวเรือนที่มีที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยแต่ชาวนาเป็นเจ้าของ หรือไม่ใช่ เจ้าของก็เช่าญาติพี่น้องทำ หรือเช่าเจ้าของที่ ที่ไม่ค่อยได้ค่าเช่า การเช่าไร่นาจึงไม่เช่าเป็นทางการ เพราะกฎหมายปกป้องชาวไร่ชาวนาจนเกินไป ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงไม่มีใครขูดรีดใคร อยู่กันอย่างชาวชนบทแบบไทยๆ นักวิชาการฝ่ายซ้ายชอบยกเอาข้อยกเว้นของบางคน ซึ่งเป็นส่วนน้อยมาทำเป็นเรื่องทั่วไป 3.เป็นแหล่งหาเงินตราต่างประเทศมาให้คนในเมืองใช้ซื้อของเมืองนอก สินค้าส่งออกของเราเริ่มจากข้าว ยางพารา ป่าไม้ และดีบุกมาแต่กลางรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนหน้านั้นก็คือข้าว อย่างอื่นเป็นส่วนประกอบ ข้าว ยางพารา ป่าไม้ และดีบุก เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญเรื่อยมา จนถึงสมัยที่เราเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนำเข้า ปี 2500-2510 ก็เกิดมีข้าวโพด ปอและมันสำปะหลัง ก็เป็นสินค้าเกษตรอีกนั่นเอง การพัฒนาสินค้าอุตสาหกรรมส่งออกกันจริงๆ ก็หลังปี 2510 นี้เอง โดยเริ่มจากเสื้อผ้าและ สิ่งทอ แล้วกระจายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ การส่งออกสินค้าเกษตร หรือต่อเนื่องจากการเกษตรก็ขยายตัวเช่นกัน เช่น สับปะรด กระป๋อง ไก่ กุ้ง ปลาทูน่ากระป๋อง ความสำคัญของภาคเกษตรในการที่เป็นแหล่งหา เงินตราต่างประเทศก็ขยายตัวไม่ได้น้อยหน้าภาคอุตสาหกรรมเลยจนทุกวันนี้ และคิดว่าจะต้องมีความสำคัญต่อไปในอนาคต 4.เป็นตลาดสำคัญรองรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม แม้ว่าการส่งออกของสินค้าอุตสาหกรรม จะขยายตัวและกระจายตัวมากขึ้น แต่พื้นฐานยังต้องอาศัยตลาดในประเทศเป็นฐาน เพราะได้เปรียบค่าขนส่ง ค่าการตลาดในต่างประเทศที่ต้องแข่งขันกับอุตสาหกรรมเจ้าของบ้าน และต้องแข่งขันกับคู่แข่งอื่นๆ เมื่อไหร่ก็ตามถ้าฟ้าฝนดี ราคาสินค้าส่งออกดี ทำให้ราคาภายในดี ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตในประเทศจะสูงขึ้น เพราะชาวไร่ชาวนาไทยเมื่อมีรายได้ดีขึ้นก็จะซื้อสินค้าผลิตในประเทศมากขึ้น ต่างจากคนในเมืองเมื่อรายได้ดีขึ้น ก็จะซื้อของนอกมากขึ้น หรือไม่ก็บินไปใช้จ่ายซื้อข้าวซื้อของ อยากสรุปว่าถ้าคนในเมืองรวยขึ้นก็ไม่ค่อยมีประโยชน์ต่ออุตสาห กรรมในประเทศเท่าใดนัก ต่างกับคนในชนบท 5.เป็นแหล่งสร้างงานให้กับคนไทย การเป็นแหล่งสร้างงานในประเทศไทยนั้นเป็นมา ช้านานแล้ว เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาคเกษตรโอบอุ้มแรงงานกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์อยู่ในภาคบริการ เช่น การค้าส่งค้าปลีก การขนส่งเล็กน้อยเท่านั้น ต่อมาสัดส่วนของแรงงานในภาคเกษตรลดลงมาเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 5 และลดลงมาเรื่อยๆ จนขณะนี้มีอยู่ประมาณ 35-40 เปอร์เซ็นต์ แต่แรงงานที่อยู่ในภาคอื่น เช่น ภาคบริการ การค้าปลีกค้าส่ง การขนส่ง การปล่อยสินเชื่อธนาคารให้กับภาคเกษตรกรรม การประมง การเลี้ยงไก่ หมู และวัว สวนผักและผลไม้ ก็ยังเกี่ยวข้องกับการเกษตรอยู่ 6.ภาคเกษตรกรรมของไทยเป็นภาคเศรษฐกิจที่แข่งขันกับประเทศใดๆ ในโลกได้ แทบจะไม่มีประเทศกำลังพัฒนาประเทศใดสามารถพัฒนาตัวเองเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลกได้ ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร รายใหญ่ล้วนเป็นประเทศพัฒนา ที่รัฐบาลใช้ภาษีอากรของประชาชนนอกภาคเกษตร ชดเชยการส่งออกทั้งสิ้น แต่ประเทศไทยโดยเกษตรกรไทยเราเป็นผู้ส่งออกอันดับที่หนึ่งและที่สอง หรือไม่เกินที่ห้าของโลก หลายสินค้าที่เป็นหนึ่งของโลกก็ได้แก่ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง สับปะรดกระป๋อง กุ้ง ไก่ ปลาทูน่า ที่ไม่ได้ที่หนึ่งแต่ติดอันดับไม่เกินที่ห้าของโลก ก็ดี เช่น น้ำตาล ดอกไม้ มะขามเปรี้ยว ทุเรียน มังคุด ผักและผลไม้อื่นๆ ที่ว่ามีความสามารถในการแข่งขันสูง เพราะไม่ต้องพึ่งการชดเชยจากรัฐบาลในเรื่องราคาสินค้าเลย บรรดาโครงการประกันราคาก็ดี โครงการรับจำนำก็ดี ผลประโยชน์ไม่เคยตกถึงชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ไม่ว่าจะเป็นสวนยาง สวนป่า หรือสวนผลไม้ ที่เป็นประโยชน์และ น่าจะช่วยเกษตรก็ได้แก่โครงการชลประทาน ระบบการขนส่งทางถนน ทางเรือ ท่าเรือ ตามริมแม่น้ำ โครงการวิจัยและทดลอง การปรับปรุงพันธุ์พืช สัตว์บกและสัตว์น้ำ งบประมาณที่ใช้ก็น้อยมากเมื่อเทียบกับโครงการประกันราคา แม้ว่าภาคกสิกรรมจะถูกประณามว่ามีผลผลิตต่อไร่ต่ำที่สุดในโลกสำหรับพืชเกือบ ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด ยางพารา มันสำปะหลัง แต่สำหรับราคาที่ได้อย่างทุกวันนี้ ชาวไร่ชาวนาไทยเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม ก็เลือกเทคนิคการผลิตที่เหมาะสม ทำให้ราคาสินค้าเกษตรของเราแข่งขันได้ในเวที การค้าของโลก โชคดีที่ระบบการตลาดของพ่อค้าคนกลาง ไม่ว่าจะเป็นโรงสี ลานมัน ผู้รวบรวมยางพารา รวมทั้งผู้ส่งออกมีการแข่งขันกันอย่างมาก จนไม่มีใครผูกขาดกำหนดราคาซื้อพืชไร่ พืชผลหรือพืชสวน หรือบ่อเลี้ยงกุ้งได้ ผู้ส่งออก ก็เช่นเดียวกันมีการแข่งขันกันจนไม่มีใครกำหนดราคาได้เอง ระบบการขนส่งตั้งแต่รถมอเตอร์ไซค์ รถปิกอัพ รถหกล้อสิบล้อก็มีการแข่งขันกันจนไม่มีใครผูกขาดได้ ชาวไร่ชาวนาต่างก็มี รถปิกอัพกันทุกครอบครัว ญาติพี่น้องก็มี รถสิบล้อซึ่งตำรวจเป็นเจ้าของก็มีการแข่งขันกันไม่มีบริษัทผูกขาด ถ้าจะมีบริษัทรถบรรทุก ที่มีรถจำนวนมากก็ต้องมีกิจการและเอาไว้ขนส่งสินค้าของตนเอง ราคาจากท้องไร่ท้องนามาถึงผู้บริโภคจึงต่างกันไม่มาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก จนได้รับการยกย่องจากองค์การอาหารและเกษตร ว่าระบบการตลาด การขนส่งสินค้าเกษตรของเรา แข่งขันกันมากที่สุดในโลก 7.แม้ว่าผลผลิตของภาคเกษตรโดยตรงมีไม่มากเมื่อเทียบกับภาคเศรษฐกิจอื่นๆ กล่าวคือ มีประมาณ 12 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือพูดง่ายๆ ประมาณ 12 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติ หรือผลิตมูลค่าเพิ่มเพียง 12 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตมูลค่าเพิ่มประชามติ แต่ผลผลิตทางอ้อมของภาคเกษตรดีกว่านั้นมาก เช่น อุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องกับการเกษตร อุตสาหกรรมห้องเย็น อุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมฟอกหนัง อุตสาหกรรมน้ำมันพืชและอื่นๆ การขนส่งก็เป็นการขนส่งสินค้าเกษตรเสียเป็นส่วนใหญ่ ถ้านับจำนวนตันที่ขนส่งก็จะเห็นว่ามากกว่าสินค้าอุตสาหกรรมอย่างอื่น แม้แต่การขนส่งผู้โดยสาร การค้าส่ง ค้าปลีก การส่งออกก็เป็น การค้าสินค้าเกษตรเป็นสัดส่วนที่มากมาย การให้สินเชื่อภาคเกษตรก็มีสัดส่วนที่สูง ภาคเกษตรของเราจึงมีส่วนไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการมากมาย ถ้าไม่มีภาคเกษตรอย่างเรา สิงคโปร์ หรือมีน้อยอย่างไต้หวัน เกาหลี ผลผลิตของภาคอุตสาหกรรมและบริการจะน้อยลงกว่านี้มาก เมื่อราคาน้ำมันและพลังงานอย่างอื่นแพงขึ้น ก็เป็นโอกาสดีของเกษตรไทยและอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากการเกษตร เพราะค่าขนส่งระหว่างประเทศก็จะแพงขึ้น เรามีของอยู่กับที่อยู่แล้ว ก็น่าจะ แข่งขันได้ดีขึ้น ถ้ารัฐบาลจะช่วยชาวไร่ชาวนาคนยากจนให้ถึงมือจริง ก็หาว่าเป็นโครงการ "ประชานิยม" ก็พากันต่อต้าน รัฐบาลคิดดูให้ดีๆ โอกาสมาแล้ว หน้า 41
|