หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
หรือแค่อดีตเสือ ?"

คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา  โดย ภาวิน ศิริประภานุกูล pawin@econ.tu.ac.th  ประชาชาติธุรกิจ   วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 4000 (3200)

ในช่วงราว 15 ปีก่อน ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ถูกคาดหมายจากผู้คน รอบโลกว่าจะกลายเป็นเสือเศรษฐกิจ ตัวใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก เนื่องจากพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่รุดหน้าของประเทศเหล่านี้ในช่วงเวลาดังกล่าว

ในปัจจุบันความคาดหมายเหล่านี้จางหายไป ผู้คนทั่วโลกหันไปให้ความสนใจกับประเทศจีน อินเดีย บราซิล และรัสเซีย แทน

จะว่าไปก็อาจจะเป็นเรื่องของวัฏจักรทางเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังพัฒนาประเทศหนึ่ง ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแรงงาน และทรัพยากรการผลิตราคาถูก ได้เริ่มปฏิรูปตนเองโดยการเปิดรับการพัฒนาอุตสาหกรรม เงินทุน และการค้าระหว่างประเทศ เติบโตอย่างรวดเร็วจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรราคาถูกที่ตนเองมีอยู่ จนกระทั่งทรัพยากรดังกล่าวหมดไป และทำให้ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่เพิ่งเริ่มต้นปฏิรูปตนเองมีอัตราการเติบโตแซงหน้าไปในที่สุด

อย่างไรก็ตาม มีผู้คนกลุ่มหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังเติบโตอย่าง โดดเด่นในช่วงเวลาปัจจุบันนี้มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากกลุ่มประเทศเสือเก่าแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ดูเหมือนว่ากำลังจะหยุดพักการวิ่งของตนเองลงครับ

ผู้คนกลุ่มนี้สังเกตเห็นการปรากฏตัวขึ้นของกลุ่มธุรกิจที่มีฐานตั้งต้นอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้และกำลังจะกลายเป็น ผู้เล่นสำคัญระดับโลกในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ได้ดำเนินกิจการอยู่

พวกเราบางคนคงเคยได้ยินข่าวของบริษัท Mittal Steel จากอินเดีย ที่ได้เข้าไปซื้อกิจการของ Arcelor บริษัทผลิตเหล็กในยุโรป และได้กลายเป็นบริษัทผลิตเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน พวกเราบางคนก็อาจเคยได้ยินว่า Suzlon ผู้ผลิตกังหันลมของประเทศอินเดียได้เข้าซื้อกิจการของ Hansen ผู้ผลิตชุดเกียร์กังหันลม ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน และล่าสุดผู้ที่ติดตามข่าวคราวในธุรกิจยานยนต์คงจะทราบดีว่า Tata Motors ของอินเดียกำลังจะกลายเป็นเจ้าของกิจการ Jaguar และ Land Rover ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Ford Motors ของอเมริกามาเป็นระยะเวลายาวนาน

และก็ไม่ได้มีแต่กลุ่มธุรกิจจากประเทศอินเดียเพียงเท่านั้นที่กำลังฉายแววอย่างโดดเด่นในโลกธุรกิจ ในปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้จักคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ยี่ห้อ Lenovo (จีน) ผู้ที่อยู่ในธุรกิจน้ำมันคงรู้จักชื่อของ Sinopec (จีน) และ Petrobras (บราซิล) ผู้คนในธุรกิจยานยนต์และอะไหล่ยนต์คงเคยได้ยินชื่อของ Chery Automobile (จีน) และผู้คนในธุรกิจสายการบินก็น่าจะรู้จัก Embraer (บราซิล) ซึ่งเป็นผู้ผลิตอากาศยานรายใหญ่อันดับสามของโลก เป็นรองก็แต่โบอิ้งและแอร์บัสเพียงเท่านั้น

กลุ่มธุรกิจเหล่านี้กำลังพยายามดำเนินรอยตามกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ของโลกในปัจจุบันจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ อาทิ โตโยต้า โซนี่ ซัมซุง หรือแอลจี เป็นต้น

การเป็นยักษ์ใหญ่ดูเหมือนจะสร้างความได้เปรียบบางอย่างในการแข่งขันครับ ในบางอุตสาหกรรมการเป็นยักษ์ใหญ่ หมายถึงการมีต้นทุนที่ต่ำกว่าในการผลิตและขนส่งสินค้า ในบางอุตสาหกรรมการเป็นยักษ์ใหญ่ หมายถึงความได้เปรียบทางด้าน ช่องทาง และเครือข่ายในการจัดจำหน่าย และที่สำคัญที่สุดในบางอุตสาหกรรม การเป็นยักษ์ใหญ่หมายถึงตราสินค้าที่เป็น ที่ยอมรับระดับโลก

มีผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากที่สามารถผลิตโทรทัศน์สีได้ในราคาถูกกว่า โซนี่และซัมซุง แต่โทรทัศน์สีของโซนี่และซัมซุงก็ยังขายได้ และอาจขายได้ดีกว่าผู้ผลิตราคาถูกรายอื่นๆ มีผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือตั้งมากมายที่ผลิตได้ในราคาถูกกว่าโนเกีย แต่โนเกียก็ยังสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งในสินค้าโทรศัพท์มือถือเอาไว้ได้ มีรถยนต์หลายยี่ห้อที่ตอนนี้ออกขายในราคาต่ำกว่ารถยนต์ของโตโยต้า แต่ โตโยต้าก็ยังคงรักษายอดขายอันดับหนึ่งของตนเองในหลายประเทศทั่วโลกได้

การสร้างธุรกิจยักษ์ใหญ่จึงดูเหมือนจะเป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างการเติบโตที่ ยั่งยืนให้กับประเทศ อย่างน้อยก็ดูเหมือนว่าจะมีความยั่งยืนมากกว่าการที่เราจะต้องมานั่งค้นหาและปรับเปลี่ยนตัวเราเองไปเรื่อยๆ เมื่อมีประเทศกำลังพัฒนาประเทศใหม่ที่มีแรงงานราคาถูกกว่าได้เริ่มเปิดรับการปฏิรูปอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศ

คำถามที่น่าสนใจที่ผมได้มาจากบทความชิ้นหนึ่งในเว็บไซต์ Economist.com ก็คือทำไมกลุ่มธุรกิจจากภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงไม่สามารถเติบโตไปเป็นยักษ์ใหญ่หรือผู้เล่นสำคัญในระดับโลกได้ เฉกเช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจจากประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอื่นๆ

ทั้งๆ ที่เราก็เปิดรับการปฏิรูปอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศมาก่อนบางภูมิภาค

ทั้งๆ ที่ขนาดของตลาดและจำนวน ผู้บริโภคในภูมิภาคก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าในบางพื้นที่ (อย่างน้อยก็เกาหลีใต้กับไต้หวัน)

ทั้งๆ ที่ทักษะความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ก็ไม่น่าจะแตกต่างไปจากภูมิภาคอื่นมากนัก

บทความใน Economist.com อ้างคำกล่าวของ Joe Studwell ซึ่งออกมาในเชิงที่ว่าธุรกิจในภูมิภาคเหล่านี้ ถูกครอบงำโดยกลุ่มผู้บริหารหัวเก่าที่ยังคงยึดติดอยู่กับรูปแบบธุรกิจครอบครัว ธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ ยังอาศัยการหาประโยชน์ผ่านช่องทางความสัมพันธ์กับกลุ่มนักการเมืองในรัฐบาล และยิ่งไปกว่านั้นธุรกิจเหล่านี้ไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีเป็นของตนเองได้แต่อาศัยการนำเข้าเทคโนโลยีมาจากต่างประเทศ

ถึงแม้จะเห็นด้วยในหลายประเด็น แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจนักว่ารูปแบบในการทำธุรกิจตั้งต้นดังกล่าวจะแตกต่างออกไปในประเทศจีน อินเดีย หรือแม้แต่เกาหลีใต้มากนัก เนื่องจากวิธีคิดและระดับการพัฒนาทางด้านการเมืองการปกครอง ก็ไม่น่าจะแตกต่างไปจากประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างชัดเจน

บทความของ Economist.com ให้ข้อสังเกตว่า ถึงแม้ฐานผู้บริโภคของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีขนาดใหญ่ แต่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคก็มีความ แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งทางด้านภาษา วัฒนธรรม และการนับถือศาสนา ซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ธุรกิจในประเทศหนึ่งไม่สามารถเจาะเข้าไปถึงกลุ่มลูกค้าในประเทศข้างเคียงได้

ความแตกต่างดังกล่าวยังกีดกันคู่แข่งทางการค้าจากประเทศข้างเคียง ซึ่งทำให้ไม่มีการแข่งขันที่เพียงพอ ในตลาดภายในประเทศ ซึ่งทำให้ไม่มีการปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ ผู้ประกอบการในภูมิภาคดังกล่าว

โดยความเห็นส่วนตัวของผมต่อ สถานการณ์เฉพาะของประเทศไทยแล้ว ระบบการให้คุณค่าบางอย่างก็อาจมีส่วนในการลดทอนความสามารถในการแข่งขันของพวกเราลง ผู้มีอาวุโสส่วนใหญ่ไม่ชอบความเสี่ยง และระบบการเคารพผู้อาวุโสก็ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง มีส่วนต่อการตัดสินใจในการประกอบอาชีพในอนาคตของตัว บุตรหลานเป็นอันมาก

เด็กๆ หัวกะทิส่วนใหญ่จะมุ่งไปสู่อาชีพข้าราชการและพนักงานบริษัทซึ่งมีความมั่นคงสูง ในขณะที่ผู้ที่ตั้งต้นด้วยอาชีพ ผู้ประกอบการมักจะเป็นผู้ที่ไม่สามารถแข่งขันเพื่อเข้าทำงานในตำแหน่งที่มีความมั่นคงสูงต่างๆ ได้

ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีค่านิยมในการทำงานหนักแต่กลับยกย่องผู้ที่มีฐานะร่ำรวย ไม่ว่าฐานะที่ร่ำรวยดังกล่าวจะได้มาจากการทำงานหนักหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นผู้คนจึงมุ่งเสาะแสวงหาวิธีการต่างๆ ที่นำมาซึ่งฐานะที่ดีโดยที่ไม่ต้องออกแรงมากนัก ซึ่งวิธีการเหล่านี้มักจะใช้ไม่ได้ผลนอกประเทศ

การไม่เคารพซึ่งกันและกันได้สร้างความหวาดระแวงขึ้นในตลาด ผู้บริโภคไม่เชื่อใจในตราสินค้าของผู้ผลิตภายในประเทศ โดยมักจะคิดว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ผู้ผลิตภายในประเทศไม่เห็นถึงความสำคัญ ของคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค มุ่งผลิตสินค้าราคาถูกคุณภาพต่ำกำไรสูงเป็นหลัก

จริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้คิดว่าความเห็นของผมจะถูกต้องไปเสียทั้งหมดนะครับ นอกจากนั้นผมยังคิดว่าในประเทศไทยเรา มีผู้รู้อีกหลายท่านที่มีความเข้าใจในเรื่อง ดังกล่าวดีกว่าผมมาก

และก็ไม่ใช่ว่าประเทศไทยจะไม่มีกลุ่มธุรกิจที่เป็นผู้เล่นหลักในตลาดโลกซะทีเดียวครับ รายงาน The 2008 BCG 100 New Global Challengers ของบริษัท Boston Consulting Group ได้รวมเอาธุรกิจไทยสองแห่ง ซึ่งได้แก่ บ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร และ บ.ไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่นโพรดักส์ เอาไว้ด้วย โดยให้เหตุผลว่า บริษัททั้งสองเป็น ผู้แข่งขันที่มีความสำคัญในตลาดโลกของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร

อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังอยากจะเห็นภาพการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่มีความต่อเนื่องและยั่งยืนมากกว่าในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงแค่ดึงดูดผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ ในโลกมาลงทุนโดยอาศัยมาตรการจูงใจทางด้านดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายแรงงาน หรือภาษี เป็นครั้งคราวไป เนื่องจากในอนาคตผู้ประกอบการเหล่านี้ก็อาจจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศใหม่ๆ ที่มีมาตรการจูงใจที่ดีกว่า

ถ้าเปรียบการพัฒนาอุตสาหกรรมกับทีมฟุตบอล ตัวผมเองมีความทรงจำที่ลางเลือนเต็มทีว่าทีมฟุตบอลไทยเรา เคยเป็นทีมที่มีมาตรฐานสูงกว่าทีมฟุตบอลญี่ปุ่นอยู่มาก และในอนาคตผมก็ไม่ต้องการที่จะเล่าให้ลูกหลานของผมฟังเลยครับว่า ตอนที่ผมยังเป็นวัยรุ่นทีมฟุตบอลไทยเราก็เคยเป็นที่หนึ่งในอาเซียนเหมือนกัน

หน้า 42