|
||||||||||||||
|
"มึง"
กับวัฒนธรรมการเมืองไทย
นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1447 คําว่า "มึง" กำลังฮิต ผมจึงขอคุยถึงคำว่า "กู" บ้าง มักอธิบายกันว่า "กู" มาจากภาษามลายูซึ่งปัจจุบันใช้คำว่า "อากู" (Aku) แต่ผมออกจะสงสัยว่าไม่ได้มาจากภาษามลายู แต่คงจะมาจากภาษาอะไรอีกสักภาษาหนึ่ง ซึ่งมลายูก็รับไปใช้ และไทยก็รับไปใช้ ถ้าจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ไม่ปลอม นี่คือเอกสารภาษาไทย (กลาง) เก่าสุดที่พบคำว่า"กู" และทำให้สันนิษ-ฐานกันว่า น่าจะเอามาจากภาษามลายู เพราะมีคำเปอร์เซียซึ่งเราน่าจะรับผ่านมลายูมาอีกคำหนึ่งคือ "ปสาน" (basar ในภาษามลายู) จารึกสุโขทัยที่กษัตริย์อยุธยาสร้างไว้ยังใช้คำว่าตวาน (tuan) แทนคำว่า "นาย" ก็คำมลายูอีก แต่คำว่า "กู" มีใช้ในภาษาไทยถิ่นอื่นๆ นอกจากสุโขทัย-อยุธยาอีกมาก และก็ใช้มาเก่าพอสมควร (แม้ไม่เก่าเท่ากับที่อ้างอายุของจารึกหลัก 1 ก็ตาม) ทั้งๆ ที่เขาไม่ค่อยได้ติดต่อหรือรับศัพท์จากมลายู ไทยใหญ่ใช้ว่า "เกา" ออกเสียงในปัจจุบันว่า "เก๋า" ท่านผู้อ่านบางคนคงนึกถึงคำว่า "เค้า" ในภาษาวัยรุ่นของไทยกลาง ผมก็เชื่อว่าคงสืบเนื่องกันกับคำว่า "กู" แต่เป็นอีกสำเนียงหนึ่ง แต่ผมไปนึกถึงคำว่า "ตัวเก่า" ในคำเมือง "เก่า" (ตามสำเนียงเชียงใหม่) ไม่ใช่ตรงข้ามกับใหม่ ที่จริงก็คือ "กู" นั่นเอง แต่ใช้ในความหมายที่เหลื่อมไปจากสรรพนามบุรุษที่หนึ่งนิดหน่อย คำเมืองปัจจุบันไม่มีคำว่า "กู-มึง" แต่มักใช้ว่า "คิง-ฮา" แทน และใช้ในสถานการณ์เดียวกับ "กู-มึง" ของกรุงเทพฯ คำเมืองไปเก็บ "กู" ไว้ใช้ในกรณีอื่นแทนสรรพนาม เพราะเป็นคำเก่าแก่ "กู-มึง" จึงไม่ใช่คำหยาบใช่หรือไม่? ไม่ใช่หรอกครับ คำจะหยาบหรือไม่มักไม่เกี่ยวกับคำๆ นั้นโดยตรงเท่ากับบริบทที่ใช้ "กู-มึง" ใช้เป็นสรรพนามกับเพื่อนใกล้ชิด ไม่หยาบตรงไหน และใครๆ ก็ใช้กัน (แม้แต่ผู้หญิงในปัจจุบัน) แต่เอาไปใช้กับครู หรือพ่อแม่ ก็เป็นคำหยาบอย่างแน่นอน "สังวาส" ก็เหมือนกันครับ ไม่หยาบตรงไหนเลย แต่จู่ๆ ไปถามคนที่ไม่คุ้นเคยว่าเมื่อคืนนี้เสพสังวาสมาหรือไม่ อย่างนี้จึงถือว่าหยาบ ไม่ใช่หยาบที่คำนะครับ แต่หยาบที่ความคิด หรือพูดให้ถูกคือโสมมน่ะครับ ต่อกรณีที่นายกฯสมัครใช้คำ "มึง" ในการคัดค้านความเห็นของเลขาฯ สหประชาชาตินั้น จะถือว่าหยาบหรือไม่ ผมคิดว่าออกจะก้ำกึ่ง เพราะคุณสมัครพูดในบริบทของการเยาะเย้ยเสียดสีว่า ทีน้ำมันแพง ทำไมไม่ไปทำให้มันลดลงอย่างมีเหตุผลบ้าง บางทีคนไทย (บางคน) ก็ใช้ "กู-มึง" ในกรณีอย่างนี้เพื่อความสะใจ (รวมทั้งตัวผมเองด้วย) (แต่ใครก็ตามที่ไปแปล"มึง"ในที่นี้ว่า you นั่นแหละหยาบเลยล่ะครับ เพราะไม่ได้จิกหัวเรียกบุคคล เท่ากับจิกหัวเรียกความคิดหรือแนวคิดที่ตัวคัดค้านให้สะใจ) "กู-มึง" ไม่ทำให้ผมสลดใจกับคำพูดของนายกรัฐมนตรี ที่น่าสลดใจกว่าก็คือปฏิกิริยาของคนระดับนี้ที่มีต่อปัญหาอาหาร และพลังงานต่างหาก เนื่องจากสองปัญหานี้ ไม่ว่าเราจะยืนอยู่ในจุดไหนก็ตาม เป็นปัญหาใหญ่ที่คนทั้งโลกต้องเผชิญต่อไป ในอนาคตอีกนาน พืชพลังงานแย่งพื้นที่พืชอาหารนั้นเป็นปัญหาจริงนะครับ อาจไม่อยู่ในระดับอันตรายในประเทศไทย เพราะเราทำเอธานอลจากส่วนที่เป็นกากแล้ว แม้กระนั้นก็ยังมีปัญหาเรื่องปาล์มน้ำมัน และการจัดสรรที่ดินสำหรับพืชสองชนิด แต่ในสหรัฐ ซึ่งรัฐบาลให้การอุดหนุนการเกษตรอย่างหนักมานาน บัดนี้ก็ได้ให้การอุดหนุนการปลูกข้าวโพด เพื่อนำมาทำเอธานอลอย่างหนักเหมือนกัน ข้าวโพดอเมริกันเป็นอาหารทั้งแก่คนและสัตว์ ส่งออกเลี้ยงพลโลกอยู่มาก ฉะนั้น ราคาข้าวโพดจึงต้องผันแปรไปตามการแข่งขันกัน ระหว่างอาหารและเอธานอล ทำให้ข้าวโพดแพงขึ้นและคนเข้าไม่ถึงอาหารถูกๆ อีกมาก ฉะนั้น แม้ว่าปัญหาพืชอาหารกับพลังงานยังไม่ชัดนักในสังคมไทย แต่ก็ชัดในสังคมโลก และหากคิดไปข้างหน้าให้ไกลหน่อย สักวันหนึ่งก็จะชัดขึ้นในสังคมไทยเหมือนกัน เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยต้องคิด และเตรียมการว่าจะทำให้ปัญหานี้บรรเทาลง หรือแทบไม่มีผลต่อไทยได้อย่างไร ไม่ใช่เรื่องโมโหสำหรับปลุกเร้าคนไทยให้ได้ปลดปล่อยอารมณ์กับราคาน้ำมันมหาโหด ด้วยคำพูดสะใจเท่านั้น โดยทั่วๆ ไปแล้ว พืชพลังงานมักจะปลูกกันในที่ชายขอบ (peripheral) ทางการเกษตร ในขณะที่พืชอาหาร ปลูกในทำเลการเกษตรโดยตรง แต่มีปัจจัยสองอย่างที่อาจทำให้การแบ่งโดยธรรมชาติเช่นนี้ในเมืองไทยเปลี่ยนไป หนึ่งคือราคาซึ่งย่อมจะต้องแข่งกันเป็นธรรมดา ตราบเท่าที่พืชอาหารยังมีราคาแพง พืชอาหารย่อมจับจองพื้นที่ซึ่งเป็นทำเลเกษตรไว้ได้ เพราะใครๆ ย่อมอยากทำกำไรจากทุน (ที่ดิน) ของตัวมากที่สุดเป็นธรรมดา แต่การตัดสินใจของผู้ปลูกไม่ได้อยู่ที่ราคาตลาดอย่างเดียว หากอยู่ที่ว่ารายได้สุทธิจริงๆ ที่ตัวจะได้ในการปลูกพืชอาหาร เมื่อเปรียบเทียบกับพืชพลังงานต่างหาก ฉะนั้น ต้นทุนจริง และราคาที่ขายได้จริง จึงเป็นปัจจัยสำคัญกว่าที่เกษตรกร จะตัดสินใจปลูกอะไร จึงไม่แน่หรอกนายว่าพื้นที่พืชอาหารในเมืองไทยจะไม่ถูกเปลี่ยนไปเป็นพืชพลังงานในอนาคต ปัจจัยอย่างที่สองคือการถือครองที่ดินในประเทศไทยซึ่งมีการกระจุกตัวอย่างสูง ทำให้เกษตรกรผู้ผลิตและเจ้าของที่ดินเป็นคนละคนกัน การตัดสินใจใช้ประโยชน์จากที่ดินไม่ได้ขึ้นอยู่กับเกษตรกรฝ่ายเดียว ถ้าคุณสมัครไม่คิดแต่จะตอบสนองอารมณ์คุกรุ่นต่อราคาน้ำมันแพงของชาวบ้านเพียงอย่างเดียว ก็คงมีเรื่องที่คุณสมัครในฐานะนายกรัฐมนตรีจะพูดเกี่ยวกับการเตรียมการอนาคตได้อีกมาก แต่ย่อมไม่เป็นที่สะใจเท่าแน่ เรื่องน้ำมันก็เหมือนกันนะครับ แมวของคุณสมัครอาจบอกนายว่า น้ำมันยังมีเหลืออีกแยะ แต่คนทั้งโลกรู้มานานแล้วว่าน้ำมันจะหมดโลกในเวลาอีกประมาณ 50 ปี หากเรายังใช้น้ำมันกันในอัตราปัจจุบัน ที่โอเปคสามารถทำคาร์เทลน้ำมันอย่างได้ผล ก็เพราะประเทศนอกโอเปคไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตไปได้อีกแล้ว เหมือนสินค้าทั้งหลาย น้ำมันจะไม่แพงต่อเมื่อถึงหยดสุดท้าย แต่แพงตั้งแต่ตอนที่อุปสงค์เพิ่มขึ้น เกินอุปทานอย่างมากเช่นในปัจจุบัน เราจะต้องอยู่ในโลกที่น้ำมันแพงต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน ทางออกมีหลายทาง แต่ที่เหมาะกับไทยคืออะไร เป็นเรื่องคอขาดบาดตายนะครับ เพราะใน 200 ปีหลังนี้ โลกอุตริไปเลือกเอาน้ำมันเป็นพลังงานหลักในเศรษฐกิจ คุณสมัครคนเดียวคงคิดไม่ออกหรอก แต่ในฐานะนายกรัฐมนตรี คุณสมัครสามารถสร้างเงื่อนไข ที่จะทำให้เราทุกคนมาช่วยกันคิดและทำเรื่องนี้ได้ ผรุสวาทเจ้าของบ่อน้ำมันก็สะใจดีหรอกครับ เพราะทำให้ได้ระบายอารมณ์กับชีวิตที่ดูจะอับจนลงไปทุกขณะ แต่ผรุสวาทแขวนเราไว้ในความอับจนเท่านั้น ไม่มีประกายแห่งความหวังให้คิดได้เลยว่า สักวันหนึ่งเราหรือลูกของเราจะไม่ต้องอับจนอย่างนี้อีก แต่อนาคตเป็นสิ่งแปลกปลอมทางการเมือง โดยเฉพาะการเมืองไทย นักการเมืองและพรรคการเมือง ไม่ว่าในระบอบอมาตยาธิปไตย เผด็จการทหาร หรือระบอบเลือกตั้ง ล้วนตอบสนองต่อปัญหาเฉพาะหน้า เพราะปัญหาเฉพาะหน้าบ่อนทำลายความมั่นคงทางการเมืองของตัว ที่แตกต่างกันคือ "ลีลา" ในการตอบสนองต่างหาก แม้ "ลีลา" จะต่างกัน แต่เป้าหมายเหมือนกัน คือทำให้ปัญหานั้นๆ หมดไปจากสำนึกของผู้คน แม้มันอาจดำรงอยู่เหมือนเดิมก็ตาม แต่ไม่มีใครคิดจะขจัดปัญหานั้นในระยะยาวอย่างยั่งยืนจนถึงอนาคตข้างหน้า แก้ปัญหายาเสพติดด้วยการ "ฆ่าตัดตอน" จะขจัดยาเสพ? ติดได้จริงหรือไม่ก็ไม่สำคัญเท่ากับได้ตอบสนอง ความหวาดกลัวของผู้คนแล้ว น้ำมันแพงก็เอาเงินของรัฐไปพยุงเอาไว้ ถึงทำได้ไม่นาน แต่ก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้ก่อน แล้วค่อยคิดใหม่เมื่อคลังบักโกรกไปแล้ว เช่นเดียวกับที่รัฐบาลไทยเคยเอาเงินส่วนรวม ไปอุ้มคนรวยในระหว่างวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 40 ตามปรกติ อนาคตก็ไม่ค่อยอยู่ในความใคร่ครวญของผู้คนอยู่แล้ว ปัจจัยทางการเมืองและอื่นๆ ในสังคมไทยยิ่งทำให้อนาคตอยู่ห่างไกลไปจากความคิดของคนไทยขึ้นไปใหญ่ จะพ้นวิบากกรรมเฉพาะหน้าอย่างไรเป็นเรื่องสำคัญกว่า กลายเป็นกระแสหลักของวัฒนธรรมการเมืองไทยไป ว่าเฉพาะคุณสมัครซึ่งบังเอิญมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ในตอนนี้ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาคุณสมัคร ก็เลือกที่จะตอบสนองปัญหาเฉพาะหน้า ของสังคม ด้วยการป้อนความสะใจแก่แฟนานุแฟนมาตลอด ถ้าคนไทยหวั่นวิตกว่าชีวิตของตัวจะถูกคุกคามด้วยคอมมิวนิสต์ คุณสมัครก็ใช้วิธีด่าว่าเสียดสีเยาะเย้ย และประณามคอมมิวนิสต์ ซึ่งคุณสมัครจะยกให้ใครก็ได้ที่คุณสมัครเก็งว่า แฟนๆ กำลังขัดใจกับพวกนั้นอยู่ ฉะนั้น จากคอมฯ ก็มาถึงเอนจีโอ นักอนุรักษ์ ยูเอน หรือโอเปค ได้หมดแหละครับ ขัดใจใครก็ไปหาคุณสมัครเถิด ท่านจะมีวาจาสะใจมอบให้จนคุณหายคั่งแค้นไปตั้งแยะเอง นี่คือวิถีการเมืองของคุณสมัคร ซึ่งประสบความสำเร็จทางการเมืองในสังคมไทยไม่น้อยนะครับ เลือกตั้งเมื่อไรคุณสมัครก็จะได้รับเลือกเสมอ ไม่ว่าจะให้เลือกเป็นอะไรก็ได้ และคุณสมัครก็จะทำหน้าที่ในตำแหน่งนั้นด้วยการคำพูดสะใจ เพื่อปลอบประโลมผู้เลือกตั้งไทยได้อย่างถึงพริกถึงขิงเสมอ อันที่จริงนักการเมืองอย่างคุณสมัคร ไม่ได้มีแต่คุณสมัครคนเดียว ยังมีอีกหลายคนในรัฐบาลปัจจุบัน และฝ่ายค้านปัจจุบันด้วยนะครับ ใครที่จะชอบหรือไม่ชอบคุณสมัครก็ตาม หากไปคิดว่าคุณสมัครในฐานะนายกฯ จะทำอะไรได้มากกว่านี้ ก็เข้าใจนักการเมืองซีกนี้ผิดไปแล้วล่ะครับ เขาทำได้แค่นี้แหละครับ วิธีวัดผลงานของนักการเมืองอย่างคุณสมัคร อย่าไปดูที่ผลงานโดยตรง แต่ต้องดูจากใจตัวเองว่า สะใจได้ถึงจุดไคลแมกซ์หรือยัง ถ้ายังก็ถือว่ารัฐบาลล้มเหลว ถ้าถึงขนาดร้องซี้ด ก็แปลว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จแล้ว หน้า 91
|