|
||||||||||||||
|
สิ่งทดแทน
(substitutes) กับ สิ่งส่งเสริม
(complements)
โดย วินัย วงศ์สุรวัฒน์ คณะวิทยาการจัดการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มติชนรายวัน วันที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11017 คอนเซ็ปท์สำคัญที่สอนกันในวิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น คือการฝึกจำแนกแยกแยะสินค้าที่ทดแทนกัน (substitutes) และสินค้าที่ส่งเสริมกัน (complements) ตัวอย่างสินค้าทดแทนกันก็เช่น แว่นตา กับคอนแทคเลนส์ ถ้าคนสายตาสั้นเกิดนิยมใช้คอนแทคเลนส์กันมาก ปริมาณผู้ใส่แว่นตาก็จะลดลง ในทางตรงกันข้าม หากแฟชั่นสวมแว่นตาเกิดฮิตขึ้นมา จำนวนผู้ใช้คอนแทคเลนส์ก็จะน้อยลง ส่วนสินค้าส่งเสริมกันนั้น จะมีความสัมพันธ์กันในอีกรูปแบบหนึ่ง กล่าวคือถ้าสินค้าตัวหนึ่งขายดี สินค้าอีกตัวก็จะพลอยขายดีไปด้วย เพราะผู้บริโภคมักนิยมใช้สินค้าสองอย่างควบคู่กันไป ตัวอย่างเช่นกาแฟกับครีมเทียม หรือเครื่องคอมพิวเตอร์กับซอฟต์แวร์ เป็นต้น การตัดสินว่าสินค้าสองอย่างนั้นเป็นของทดแทน หรือของส่งเสริมกันนั้น บางครั้งก็นิยมตัดสินกันด้วยสามัญสำนึก แต่หากจะตัดสินฟันธงกันจริงๆ จังๆ แล้ว ก็อาจเป็นเรื่องยากอยู่ไม่น้อย สมมุติว่า เราต้องการหาข้อมูลมายืนยันว่า แว่นตาและคอนแทคเลนส์ เป็นสิ่งทดแทนกันจริง (ไม่ใช่สิ่งส่งเสริมกัน) เราจะทำได้อย่างไร นักวิจัยบ้องตื้นอาจไปเก็บตัวอย่างข้อมูลมาจากสถานที่สองแห่ง คือจากคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง และจากตลาดสดบริเวณชานเมือง จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ผู้คนบริเวณคณะวิทยาศาสตร์สวมแว่นตากันเป็นจำนวนมาก และในขณะเดียวกันก็มีผู้ใส่คอนแทคเลนส์มากด้วย ส่วนผู้คนบริเวณตลาดสดสวมแว่นตากันเป็นจำนวนน้อย แล้วก็ไม่ค่อยมีคนใส่คอนแทคเลนส์กันเท่าไหร่ เนื่องจากข้อมูลบ่งชี้ว่า เมื่อมีคนสวมแว่นตามาก ก็จะมีคนใส่คอนแทคเลนส์มาก (ที่คณะวิทย์) และเมื่อมีคนสวมแว่นตาน้อย ก็จะพลอยมีคนใส่คอนแทคเลนส์น้อยด้วย (ที่ตลาดสด) ดังนั้นจึงสรุปว่าแว่นตาและคอนแทคเลนส์เป็นของส่งเสริมกัน (complements) ข้อสรุปข้างต้นเป็นข้อสรุปผิดๆ ของคนบ้องตื้น เพราะตรรกะในการคิดนั้นผิดเพี้ยน กล่าวคือ ผู้คนที่คณะวิทย์เขาใส่แว่นตา และคอนแทคกันเป็นจำนวนมากเพราะวันๆ เขานั่งคร่ำเคร่งอ่านหนังสือกัน ส่วนผู้คนที่ตลาดสด ไม่จำเป็นต้องท่องตำราดึกดื่นและไม่ต้องนั่งเพ่งกระดานทุกวัน จึงไม่มีความจำเป็นต้องใส่ทั้งแว่นตาทั้งคอนแทค ความคิดที่ผิดพลาดข้างต้น อาจฟังดูเป็นเรื่องเซ่อซ่า แต่หากพิจารณาดูให้ดี ทุกวันนี้ก็มีผู้ใช้ตรรกะเพี้ยนๆ แบบนี้ออกโทรทัศน์ ลงหนังสือพิมพ์กันเป็นประจำ ไม่เชื่อลองไปหาฟัง-หาอ่านทัศนคติต่อคำถามที่ว่า สื่อลามก (หนังสือโป๊ วิดีโอโป๊) กับการข่มขืนกระทำชำเรานั้น เป็นสิ่งทดแทนหรือสิ่งส่งเสริมกันดูสิ ไม่ว่าจะไปถาม "ผู้เชี่ยวชาญ" ท่านใดก็เห็นตอบตรงกันหมดว่า ทั้งสองอย่างนั้นส่งเสริมกัน กล่าวคือบ้านเมืองเรา มีสื่อลามกแพร่หลาย ดังนั้น อาชญากรรมทางเพศก็เลยพลอยสูงตามไปด้วย ทั้งนี้ สังเกตได้จากรายงานข่าวที่ว่า อาชญากรพวกนี้มักไปดูสื่อลามก เกิดควบคุมอารมณ์ทางเพศไม่อยู่ เลยไปข่มขืนกระทำชำเราชาวบ้านเขา ผู้เขียนมักจะระแวงสงสัยข้ออ้างเทือกๆ นี้ของพวกอาชญากร เพราะเวลาคนเราไปทำผิดอะไรมาก็มักจะพยายามแก้ตัวว่า เพราะสังคมไม่ดี ตนจึงเป็นเช่นนั้น...แต่ก็เอาเถอะ สมมุติว่าคนร้ายไปดูหนังโป๊ก่อนไปข่มขืนผู้หญิงจริง แล้วเราจะสรุปได้หรือไม่ว่าหนังโป๊ส่งเสริมการข่มขืน คำตอบก็ไม่ได้เพราะถ้าสรุปเช่นนั้นก็เหมือนการไปเก็บข้อมูลที่คณะวิทย์แล้วสรุปว่า คนใส่แว่นตามาก ทำให้คนใส่คอนแทคมากด้วย ทั้งๆ ที่ความจริงนั้นตรงข้าม (เพราะแว่นตากับคอนแทคเป็นของทดแทนกัน) สาเหตุที่เราเห็นว่าผู้คนที่คณะวิทย์ใส่แว่นตาและคอนแทคกันมากนั้น เป็นเพราะอุปนิสัย และแนวทางการดำเนินชีวิตของเขาต่างหาก (กล่าวคือใช้สายตาในการท่องตำรา และเพ่งกระดานมาก) ฉันใดก็ฉันนั้น การที่เราเห็นใครคนหนึ่งชอบดูหนังโป๊ แล้วก็ไปก่อคดีข่มขืนมิได้หมายความว่าหนังโป๊ส่งเสริมการข่มขืน ทั้งนี้ก็เพราะ คนคนนั้นอาจมีฮอร์โมนเพศสูงผิดปกติ หรืออาจมีนิสัยดุดันก้าวร้าวตามธรรมชาติ จึงทำให้มีรสนิยมชอบหนังโป๊ และในเวลาเดียวกันก็อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะไปก่ออาชญากรรมทางเพศด้วยก็เป็นได้ หากไม่มีหนังโป๊ให้คนพวกนี้ดู ท่านคิดหรือว่าเขาจะไม่ไปก่อคดีข่มขืน อย่าลืมว่าพวกจิตวิปริต หรือไม่มีความยับยั้งชั่งใจนั้น บางทีเห็นผู้หญิงแต่งตัวธรรมดาๆ เดินมาก็เกิดอารมณ์พลุ่งพล่านแล้ว ที่สำคัญ เรามักละเลยที่จะพิจารณาคนทั่วไปอีกเป็นจำนวนมากที่ใช้สื่อลามก แต่ไม่ได้ไปก่อคดีสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร คนพวกนี้อาจจะใช้สื่ออย่างว่าเพื่อผ่อนคลายความเครียด ลดความเก็บกดทางเพศของคนโสด ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้อาจส่งผลช่วยลดปริมาณอาชญากรรมทางเพศก็เป็นได้ นี่เรายังไม่ได้พูดถึงความเป็นไปได้ที่การใช้สื่อลามกในการระบายความต้องการทางเพศ อาจช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ หรือการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์นะ ถ้าอยากรู้จริงๆ ว่าสื่อลามกกับอาชญากรรมทางเพศนั้น ส่งเสริมหรือทดแทนกัน เราก็ควรไปพิจารณางานวิจัยทางสถิติ ที่จัดทำขึ้นอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการตีความผิดๆ อย่างที่ยกตัวอย่างไว้ข้างต้น ทั้งนี้ก็ต้องระมัดระวัง อย่าไปให้ความสำคัญกับงานวิจัยที่สปอนเซอร์โดยหน่วยงานที่ขาดความเป็นกลาง เช่นองค์กรอนุรักษนิยมสุดโต่ง (พวกนี้มีเยอะ) หรือกลุ่มนักล็อบบี้ของอุตสาหกรรมหนังโป๊ เพราะงานวิจัยพวกนี้อาจทำขึ้นเพื่อสนองจุดยืนของใครบางคน จึงมิได้วิเคราะห์ข้อมูลและนำเสนอผลอย่างเป็นกลาง หากประมวลดูผลวิจัยทางสถิติที่พอจะน่าเชื่อถือ (กรุณาดูงานวิจัยอ้างอิง) แนวโน้มที่เราจะพบคือสื่อลามก กับอาชญากรรมทางเพศนั้น ไม่ค่อยมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเท่าไหร่ หรือหากว่ามีความสัมพันธ์กันบ้างเล็กน้อย ก็จะเป็นไปในทางทดแทนกัน (substitutes) มากกว่าส่งเสริมกัน (complements) พูดง่ายๆ คือ โดยรูปภาพรวมแล้วการมีสื่อลามกแพร่หลายมิได้ทำให้อาชญากรรมทางเพศเพิ่มสูงขึ้น อย่างที่ใครต่อใครเชื่อกันนักหนา พวกหนังแอ๊คชั่นที่ฆ่ากันเลือดสาดจอก็เช่นกัน นักวิจัยพบว่าสุดสัปดาห์ใดที่มีหนังพวกนี้ฉายตามโรงมากๆ พวกคดีอาชญากรรมรุนแรงทั้งหลายจะต่ำกว่าปกติ แล้วอย่างนี้จะมาพูดว่าสื่อที่เน้นความรุนแรง เป็นต้นตอของปัญหาอาชญากรรมได้อย่างไร ที่เล่ามาอย่างนี้ มิได้มีเจตนาจะห้ามท่านผู้มีอำนาจหรือหน่วยงานทั้งหลายมิให้ออกกฎเหล็กมาแบนสื่อลามก หรือออกกวาดล้างหนังโป๊แต่อย่างใด เพราะท่านมีอำนาจทำได้เต็มที่อยู่แล้ว ขออย่างเดียว กรุณายอมรับมาเสียดีๆ ว่าที่ทำไปก็ด้วยจริต ความชอบ-ไม่ชอบของท่านเอง (เหมือนสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ออกคำสั่งห้ามประชาชน ออกจากบ้านหากไม่ใส่หมวก) อย่าเที่ยวหลอกชาวบ้านเขาว่าทำไปเพื่อลดปัญหาอาชญากรรมทางเพศในสังคมไทย เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน ฟังไม่ขึ้น หน้า 6
|