หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
จาก เพื่อน สู่ พวก...พรรค...และพรรคพวก

Business & Society : ดร.วรภัทร โตธนะเกษม  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเชื้อชาติใด สัญชาติใด ก็ต้องมี เพื่อน เพราะมนุษย์เป็น สัตว์สังคม จึงมีนิสัยคบหาสมาคม และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แม้บางคนจะบอกว่าเป็นผู้รักสันโดษ เขาก็ยังต้องมีเพื่อนอยู่ดี เพราะการอยู่คนเดียว โดยไม่รู้จะไปเที่ยวกับใคร ไม่รู้จะปรับทุกข์กับเพื่อนคนใด คงเป็นอะไรที่เหงาและว้าเหว่อย่างมาก

คนไทย ให้ความสำคัญกับ ความเป็น เพื่อน สูงมาก เห็นได้ชัดว่า พอรู้จักกัน และสร้างความสัมพันธ์ฉันเพื่อนแล้ว อะไรๆ ก็ง่ายขึ้นเยอะ นอกจากนั้น วัฒนธรรมไทยยังเข้มเข็งกว่าวัฒนธรรมตะวันตก ตรงที่เรามี ภาษาไทย ซึ่งช่วย สะท้อนดีกรีของความเป็นเพื่อน ได้อย่างดีอีกด้วย เพราะยิ่งสนิทมาก ภาษาที่ใช้ก็ โบราณ เข้าไปทุกที เช่น มีคำนำหน้าว่า ไ.. หรือถ้าสนิทยิ่งขึ้น ก็กลายเป็น ไอ้เ..ย ซึ่งไมตรีจิตมิตรภาพที่ตามมา ก็เข้มแข็งยิ่งขึ้นเช่นกัน

ถ้าจะฝากคนเข้าทำงาน ฝากลูกหลานเข้าโรงเรียน หรือช่วยเหลืออะไรกันเป็นพิเศษ เมื่อสนิทสนมกันระดับอย่างนี้ ก็เรียกว่าอ้าปากขอกันได้ และอีกฝ่ายก็ทำให้อย่างเต็มใจ

เมื่อ เพื่อน มีจำนวนมากขึ้น และความสนิทสนมขยายวงกว้างขึ้น เพื่อนหลายๆ คนรวมกัน ก็กลายเป็น พวก ขึ้นมา คราวนี้พลังของ พวก ก็เพิ่มพูน เพราะใจมันบอกว่า เรามีพวกมาก และจะขอความช่วยเหลือจากใครก็ได้ ใครจะมารังแกเราก็ไม่ได้ ประโยคทำนองว่า "มายุ่งกับผมไม่ได้หรอก ผมก็มีพวกมากเหมือนกัน" จึงตามมา และกลายเป็นวิถีชีวิตแบบหนึ่งของสังคมไทย

พวกมาก ก็นำไปสู่เส้นสายโยงใย และเครือข่ายของการเกื้อหนุนจุนเจือกันในวงที่กว้างขึ้น ระบบสังคมที่ควรจะโปร่งใส และผู้คนก้าวหน้าด้วยความรู้ความสามารถ จึงอาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะบางทีก็ไปขึ้นอยู่กับปัจจัยว่า ใครเป็นเพื่อนใคร แบบที่เราล้อกันเป็นภาษาอังกฤษว่า Know How นั้น สำคัญน้อยกว่า Know Who

คำว่า พวก นั้น บางทีก็ไม่ได้พัฒนามาจากความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวเท่าใดนัก แต่เกิดจากความสัมพันธ์แบบอื่น เช่น โรงเรียนเดียวกัน สีเดียวกัน เชื้อชาติเดียวกัน ฯลฯ ซึ่งเราจะเห็นได้บ่อยๆ จากการเชียร์กีฬา หรือการที่นักเรียนอาชีวะบางโรงเรียน ยกพวกเข้าตีรันฟันแทงกัน ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จัก หรือโกรธเป็นการส่วนตัวกับนักเรียนฝ่ายตรงข้ามแต่อย่างใดเลย

ขยับจากเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวระดับ เพื่อน และ พวก ขึ้นไปถึงระดับชาติ เราก็จะเห็นว่า มีการรวมตัวของคนที่มี อุดมการณ์เดียวกัน เพื่อประกอบกิจกรรมทางการเมือง ด้วยกัน โดยเรียกว่า พรรค ซึ่งยิ่งพรรคมีขนาดใหญ่เท่าใด ความสัมพันธ์ส่วนตัวของสมาชิกก็จะมีน้อยลง เพราะสมาชิกมีจำนวนมาก แต่ความสัมพันธ์ในทางอุดมการณ์คือสิ่งยึดเหนี่ยวให้คนเหล่านี้อยู่ร่วมกันได้ และปกป้องซึ่งกันและกัน

พรรคการเมือง สามารถใช้ อุดมการณ์ ยึดเหนี่ยวสมาชิกไว้ได้เหนียวแน่นแค่ไหนหรือ เรื่องนี้ ประวัติศาสตร์การเมืองไทย สะท้อนออกอย่างชัดเจนว่า นักการเมืองไทยมีการย้ายพรรคกันเป็นว่าเล่น บางครั้งก็มีประโยคเด็ดจากนักการเมืองผู้คร่ำหวอดว่า อุดมการณ์เป็นเรื่องที่ เก็บใส่ลิ้นชักไว้ก่อนได้ อย่างนี้ เป็นต้น แต่ท่ามกลางพัฒนาการทางการเมืองซึ่งระบบ พรรค ยังไม่แข็งแกร่งเช่นนี้ ระบบ พรรคพวก ก็พัฒนาไปได้อย่างดีในสังคมไทยคู่กันไปด้วย

ความจริงจะเรียก พรรคพวก ว่าเป็น ระบบ ก็ไม่น่าจะใช่เสียทีเดียว ถ้าจะว่าไปแล้ว น่าจะเป็นเพียงคำพูดที่คนไทยเราพูดติดปาก เพื่อเพิ่มน้ำหนักคำว่า พวก ให้มีดีกรีของความเป็น พวก ที่เข้มข้นขึ้นเท่านั้นเอง แต่การเอาคำว่า พรรค ไปรวมกับ พวก ก็คงจะเพราะ พรรค นั้น ใหญ่กว่า พวก ดังนั้น พรรคพวก จึงกลายเป็นคำที่อาจมีผู้นำไปใช้ทำนอง คุยโวโอ้อวด ได้

ระบบสังคมแบบนี้นี่แหละ ที่เราเป็นกันมานาน และเป็นสาเหตุสำคัญข้อหนึ่ง ที่ทำให้เราพัฒนาค่อนข้างช้า เพราะ เมื่อมีการช่วยเหลือดูแลกันเป็นพิเศษ ก็นำไปสู่คำว่า บุญคุณ และคนไทยเราก็เชื่อว่า บุญคุณ นั้น ต้องทดแทน เสียด้วย ดังนั้น ประชาชนผู้ยากไร้และขาดที่พึ่งพิง เมื่อมีผู้ยิ่งใหญ่เอื้อมมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือดูแล เขาก็ต้องทดแทนบุญคุณ ด้วยการลงคะแนนเลือกให้เข้ามาเป็น ส.ส. อย่างนี้เป็นต้น หรือถ้าหากองค์กรธุรกิจใดเกื้อหนุนจุนเจือบุคคลใดเป็นพิเศษ เมื่อบุคคลนั้นมีอำนาจหน้าที่ใหญ่โตขึ้นมา ก็ต้องทดแทนด้วยการเอื้อประโยชน์กลับคืนให้แก่ธุรกิจ เป็นพิเศษ เช่นกัน

จึงไม่น่าประหลาดใจ ว่าหลังจากเศรษฐกิจวิกฤติเมื่อปี 2540 ฝรั่งมังค่าก็เลยอธิบายเหตุการณ์ด้วยภาษาวิชาการ ที่พวกเราไม่เคยได้ยินกันมาก่อน ว่าสาเหตุของการล่มสลายก็คือ Cronyism และ Nepotism ซึ่งความจริงก็แปลได้ง่ายๆ ว่า ระบบเส้นสายและเอื้อประโยชน์พิเศษให้แก่ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนฝูงของตนเอง ซึ่งมีอยู่ทั้งในวงการธุรกิจและการเมือง ทั้งในประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย

ความจริงแล้ว การมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและกัน ไม่ใช่สิ่งที่ผิด และควรถือว่าเป็นสิ่งที่ ดี ด้วยซ้ำไป ความยาก อยู่ที่ ทำอย่างไร จะไม่ให้ความสัมพันธ์ที่ดีนั้น ล้ำเส้นไปสู่การเอื้อประโยชน์ให้แก่กัน จนผิดไปจากหลักการและความชอบธรรม เพราะถ้าเลยเถิดไปขนาดนั้นแล้ว วันหนึ่งก็จะบังเกิดผลในทางลบอย่างชัดเจน

ตัวอย่างเช่น ถ้าองค์กรธุรกิจแห่งใด รับ เด็กฝาก เข้ามา โดยไม่ให้ความสำคัญในเรื่องความรู้ความสามารถเท่าที่ควร ถ้าหากองค์กรนั้น มีเด็กฝากจำนวนไม่มากนัก ก็อาจจะยังไม่มีผลกระทบอะไร แต่เมื่อมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น องค์กรแห่งนั้น วันหนึ่งก็คงจะต้องเดินเข้าไปสู่ความเสื่อมถอยอย่างแน่นอน เพราะในที่สุด ก็จะขาดความสามารถในการแข่งขัน เพราะพนักงานไม่มีความสามารถเพียงพอ เนื่องจากไม่ได้รับเข้ามาบนพื้นฐานของความสามารถอย่างแท้จริง

นอกจากนั้น แม้ว่าองค์กรที่เต็มไปด้วย เด็กฝาก จะยังไม่พ่ายแพ้ต่อการแข่งขัน แต่ขวัญและกำลังใจของพนักงาน รวมทั้งความสามัคคีภายในองค์กร ก็มีแนวโน้มที่จะถดถอยลง เพราะต่างคนต่างมีที่มา และเมื่อคิดว่าตนเองก็มี แบ็ค ที่แข็งแรง การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ก็คงจะเกิดขึ้น และพนักงานที่ไม่ได้มีเส้นมีสายใดๆ ก็หมดกำลังใจที่จะทำงาน

ก็จะให้มีกำลังใจได้อย่างไร ในเมื่อมองไปทางไหน ก็พบแต่ เด็กเส้น เต็มไปหมด และเด็กเหล่านี้ บางคน ก็พอจะประเมินความรู้ความสามารถได้บ้าง แต่บางคน ก็ประเมินความสามารถได้ยากลำบากจริงๆ...........

เพราะเขายังไม่รู้เลย ว่าเขาเป็นลูกใคร