หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
คำประท้วงจากธรรมชาติ

หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ข่าวพายุถล่มพม่าเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความวิปริตแปรปรวนของดินฟ้าอากาศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สมัยนี้มีข่าวมีคนร้อนตายในเมืองหนาว น้ำท่วมทำลายบ้านเรือนในเขตที่ไม่ค่อยจะได้เจอกับน้ำฝน พายุสารพัดเรียงคิวกันเข้ามากระหน่ำ ความวิปริตของสภาพอากาศของโลกเคยเกิดขึ้นมาหลายครั้ง แต่เมื่อก่อนไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยแบบนี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่า ธรรมชาติกำลังส่งสัญญาณเตือนพวกเรา?

จะว่าไปแล้ว มนุษย์เรานี่แหละที่เป็นตัวการสำคัญของปัญหา การพัฒนาโดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดของระบบนิเวศน์รอบตัว และระบบนิเวศน์โดยรวมของโลก เอาแต่แข่งขันกันสร้างความมั่งคั่งตามแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยม เพราะเชื่อกันว่าจะนำความผาสุกมาให้กับทุกคน กลับกลายเป็นดาบสองคมกลับมาทำร้ายเรา หนำซ้ำ เพื่อนร่วมโลกต่างสายพันธุ์ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็พลอยโดนหางเลขไปด้วย

สังคมประชาธิปไตยที่ให้สิทธิเสรีภาพกับประชาชนเพื่อให้แสดงความคิดเห็น มีสิทธิมีเสียง สามารถมีส่วนร่วม ในการกำหนดทิศทางของสังคม ได้กลายเป็นคู่แฝดปาท่องโก๋กับระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยกลไกตลาด ส่งเสริมอิสรภาพในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชน เพราะเชื่อว่าตลาดจะทำให้ประเทศสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยเปรียบเทียบแล้ว ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยกลไกตลาด สามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้ดีกว่าระบบวางแผนจากส่วนกลาง แต่การบูชาแนวคิดนี้แบบไม่ลืมหูลืมตา ก็ไม่ต่างอะไรกับการเปิดไฟเขียวให้นำทรัพยากรของชาติและของโลกมาใช้โดยปราศจากการควบคุมที่รัดกุม ต่างคนต่างก็เร่งเอาทรัพยากรมาใช้เพราะหากช้าเกินไปจะโดนคนอื่นแย่งไปหมด ยิ่งแข่งกันมา ทรัพยากรก็ยิ่งถูกทำลายในอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

การหลับหูหลับตาเชื่อว่าประชาธิปไตยจอมปลอมกับกลไกตลาดซึ่งขาดการควบคุม จะนำพาประเทศไปสู่ความรุ่งโรจน์นั้น อาจจะไม่จริงเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าเรากำหนดความหมายของ "ความรุ่งโรจน์" ไว้อย่างไร ถ้าหมายถึงความร่ำรวยมั่งคั่งที่วัดกันด้วยตัวเงินแล้ว ประชาธิปไตยจอมปลอมกับกลไกตลาดก็ถือว่าเป็นส่วนผสมที่ลงตัว

อย่างไรก็ตาม หากความรุ่งโรจน์หมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเราและลูกหลานในอนาคต ส่วนผสมนี้อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายก็ได้ เพราะว่ามนุษย์ไม่ได้อยู่อย่างแปลกแยกจากธรรมชาติ เราคือส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ การทำร้ายโลกก็เหมือนกับการทำลายโครงสร้างของบ้านทีละน้อย เมื่อถึงโครงสร้างหลักรับภาระต่อไปไม่ไหว สุดท้ายบ้านทั้งหลังก็จะพังครืนลงมา

แม้ความเสียหายที่คนรุ่นนี้ทำให้เกิดขึ้นกับระบบนิเวศน์ของโลก ถึงไม่ได้ส่งผลโดยตรง แต่ผลของการกระทำของเราก็ยังจะวนเวียนอยู่ในโลก วันหนึ่งข้างหน้าลูกหลานรุ่นหลังไม่มีทางหลีกหนีมันไปได้

ทิศทางการพัฒนาของประเทศไทยนั้น เป็นการเดินตามรอยเท้าของประเทศพัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และญี่ปุ่นมาตลอด วาดวิมานในอากาศไว้ว่าวันหนึ่งเราจะได้เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจรายใหม่ของเอเชีย การเลือกมองโลกเพียงด้านเดียวแบบนี้ทำให้เรา (จงใจ) หลงลืมด้านมืดของมันไป ไม่ได้ฉุกคิดว่ามหาอำนาจทางเศรษฐกิจก็เป็นตัวการใหญ่ในการทำลายโลกนี้ด้วยเช่นกัน

ในปี 2006 ที่ผ่านมา Global Footprint Network ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รายงานผลการศึกษาระดับการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศน์ของประเทศต่างๆ ที่เรียกว่า รอยประทับทางนิเวศวิทยา (Ecological Footprint) โดยทำการเปรียบเทียบว่า จะต้องใช้พื้นที่และทรัพยากรจำนวนเท่าใดจึงจะรองรับวิถีชีวิต และรูปแบบการบริโภคของคนได้ ประเทศไหนที่ใช้พื้นที่ต่อคนเยอะ รอยประทับทางนิเวศวิทยาก็จะมีค่าสูง

จากตารางที่นำเสนอ จะเห็นได้ว่า ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และญี่ปุ่น ต่างก็กำลังแข่งกันทำลายตัวเอง ค่าที่คำนวณได้ของประเทศเหล่านี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกหลายเท่าตัว

รอยประทับทางนิเวศวิทยาในปี 2006

ประเทศ ผลการคำนวณ

นิวซีแลนด์ 5.9

แคนาดา 7.6

ออสเตรเลีย 6.6

สวีเดน 6.1

ไทย 1.6

ญี่ปุ่น 4.4

อังกฤษ 5.6

สหรัฐอเมริกา 9.6

โลก 2.2

ที่มา: Global Footprint Network

สำหรับประเทศไทย แม้ตัวเลขในปัจจุบันยังต่ำอยู่ หากเรายังสนใจแต่การพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยไม่เหลียวแลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ช้าก็เร็วเราคงหนีไม่พ้นต้องรับผลกรรมที่เราทำสะสมไว้

บางทีเราอาจต้องมองหาทางเลือกในการพัฒนาในแบบฉบับของเราเอง ถึงแม้จะไม่ทำให้เรามีเศรษฐกิจยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค แต่อย่างน้อยพี่น้องชาวไทยก็จะได้อยู่กันอย่างมีความสุข ชีวิตมีความมั่นคงมากขึ้น

หลายปีก่อน ประชาคมโลกได้รู้จักประเทศไทยว่าเป็นต้นกำเนิดของ "โรคต้มยำกุ้ง" คำถามก็คือ ในอนาคต เราอยากให้ประชาคมโลกรู้จักเราในฐานะอะไร ถ้าอยากอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ร่วมทำลายโลกก็เดินตามเหล่ามหาอำนาจต่อไป แต่ถ้าอยากถูกจดจำในฐานะของประเทศหนึ่งที่เป็นผู้ปกปักรักษาโลกใบนี้ ก็คงต้องเริ่มหยิบเอาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้อย่างจริงจังได้แล้ว อย่ารอให้คำประท้วงจากธรรมชาติรุนแรงกว่านี้เลย