หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
"มิ่งขวัญ" แก้เงินเฟ้อผิดสูตร ผู้ผลิตแห่ขึ้นราคา เมิน "ธงฟ้า-ตรึงราคา"

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3999 (3199)

ระดับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงถึง 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ประกอบกับกระแสวิกฤตราคาอาหารโลกพุ่งฉุดอัตราการขยายตัวของดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ) เดือนเมษายน 2551 อยู่ที่ 6.2% สูงสุดในรอบ 23 เดือนนับจากเดือนพฤษภาคม 2549 จาก 2 ปัจจัยดังกล่าวทำให้กระทรวงพาณิชย์ประกาศปรับเป้าเงินเฟ้อปี 2551 สูงขึ้นเป็น 5.0-5.5% จากเดิม 3.0-3.5% โดยมีสมมติฐานเบื้องต้นจากการปรับฐานราคาน้ำมันดิบดูไบจาก 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 100-105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน 31-32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และอัตรา ดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.25%

เงินเฟ้อ เม.ย.51 พุ่งแตะ 6.2%

นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า สาเหตุที่ทำเงินเฟ้อเดือนนี้สูงขึ้น 6.2% มาจากการปรับขึ้นของสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่ม 3.4% เพราะการปรับขึ้นราคาน้ำมัน เชื้อเพลิงส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ทำให้ราคาอาหารสูงขึ้น เช่น ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว ไก่สด ไข่ ผักและผลไม้ เช่น กะหล่ำปลี คะน้า ผักชี มะเขือเทศ มะนาว ขึ้นฉ่าย และต้นหอม ตลอดจนราคาอาหารสำเร็จรูป เช่น ก๋วยเตี๋ยว กับข้าว ข้าวราดแกง โจ๊ก มีเพียงเนื้อสุกรที่ปรับลดลงจากราคาสุกรหน้าฟาร์มลดลง เหลือ 54-56 บาทต่อ ก.ก. ส่งผลให้ราคาขายปลีกเนื้อสุกรหน้าเขียงอยู่ที่ 104-105 บาท

ขณะหมวดที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ปรับสูงขึ้น 0.8% จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ทำให้บริษัทผู้ค้าปลีกน้ำมันปรับราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลอย่าง ต่อเนื่อง ทางกระทรวงพาณิชย์ยังไม่ได้ปักใจว่าเป้าหมายเงินเฟ้อ จะคงตัวอยู่ในระดับนี้ เพราะหากสถานการณ์ราคาน้ำมัน ปรับขึ้นอีกก็จำเป็นต้องปรับเงินเฟ้ออีกครั้ง

พาณิชย์งัด "ธงฟ้า-ตรึงราคา สกัดเงินเฟ้อ"

แนวโน้มการปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า ทำให้ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้องงัดมาตรการเดิมทั้งการขายสินค้าราคาถูกให้ผู้บริโภคภายใต้ชื่อ "ธงฟ้ามหาชน" รวมทั้งการไม่อนุญาตให้ภาคผลิต ปรับขึ้นราคาสินค้า

อย่างไรก็ตาม นโยบายตรึงราคาจะใช้ได้ผลในกรณีที่ผู้ผลิตต้องการปรับขึ้นราคาไม่มาก หรือสินค้านั้นเป็นสินค้าที่ไม่จำเป็น ต่อการดำรงชีพ แต่นโยบายดังกล่าวอาจจะล้มเหลว หากนำมาใช้กับสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ยกตัวอย่างเช่น กรณีเนื้อหมูซึ่ง "มิ่งขวัญ" ใช้ทั้งมาตรการธงฟ้าเป็นหลัก โดยการกระจาย "หมูพาณิชย์" ราคา ก.ก.ละ 98 บาท แต่ปัญหาที่เกิดคือ คุณภาพของเนื้อหมูพาณิชย์ด้อยกว่าเนื้อหมูในท้องตลาด รวมทั้งปัญหาขาดแคลนและไม่สามารถหาซื้อหมูในราคาที่ประกาศไว้ได้

ส่วนกรณีของ "น้ำมันพืช" และ "ข้าวถุง" ที่เน้นใช้มาตรการตรึงราคา ยอมให้ปรับราคาไม่มาก ทั้งที่ต้นทุนพุ่งขึ้นไปสูง ทำให้เกิดปัญหา "สินค้าขาดตลาด" จนห้างสรรพสินค้าต้องจำกัดปริมาณการขาย ทั้งที่ปัญหาไม่ได้เกิดจากไม่มีสินค้า แต่เกิดจากขายในราคาไม่คุ้มทุน ผู้ผลิตจึงไม่ยอมขาย แต่เมื่อท้ายที่สุดกระทรวงพาณิชย์อนุญาตให้ปรับราคา สินค้ากลับมามีเต็มชั้นวางอีกครั้ง

วันนี้สถานการณ์ในมุมมองของประชาชนทั่วไปคือ มีเงิน เท่าเดิม แต่ซื้อสินค้าในตลาดได้น้อยลง หรือหากต้องการซื้อ สินค้าเท่าเดิมกับปีที่แล้ว จำเป็นต้องจ่ายเงินมากขึ้น โดยเฉพาะ กลุ่มสินค้าที่จำเป็นกับการครองชีพ ทั้งหมวดข้าว แป้งและเนื้อสัตว์ ที่ปรับตัวขึ้นเกือบ 20%

ผู้ผลิตปรับตัวลดขนาด-ขายราคาเดิม

ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2551 "มิ่งขวัญ" ประกาศนโยบาย จัดโปรโมชั่นหั่นราคาสินค้า 60 รายการ เป็นระยะเวลา 2-6 เดือน สร้างคะแนนนิยมในกลุ่มผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างมาก โดยสินค้า ที่นำมาร่วมรายการมีการปรับลดราคาอยู่ระหว่าง 5-30% อาทิ นมผงสำหรับเด็ก 15 รายการ ลดราคาลง 10-56 บาท, ผงซักฟอก 14 รายการ ลดราคาลง 2-16 บาท, สบู่ 6 รายการ ลดราคาลง 2-20 บาท, ผลิตภัณฑ์แชมพู 5 รายการ, ครีมนวดผม 1 รายการ, ยาสีฟัน 7 รายการ, แปรงสีฟัน, แป้งโรยตัว 4 รายการ, ผลิตภัณฑ์ล้างจาน และสินค้าอื่นๆ อีก 5 รายการ

นอกจากการลดราคาสินค้าแล้ว ทางกระทรวงพาณิชย์ได้มีนโยบายจัดมหกรรมจำหน่ายสินค้าธงฟ้าราคาถูก ทั่วประเทศแบบรายเดือนอีกด้วย แม้ว่าการประกาศลดราคาสินค้านับว่า เป็นนโยบายประชานิยม ที่สร้างภาพลักษณ์ซื้อใจประชาชนได้ดีมาก และผลในทางปฏิบัติยากแก่การตรวจสอบว่ามีประสิทธิภาพเพียงใด

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" สำรวจราคาสินค้าที่จำหน่าย ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป หลังจากที่มีการประกาศลดราคา ครบ 2 เดือน พบว่าสินค้าบางส่วนที่เข้าร่วมรายการของกระทรวงพาณิชย์ มีการจัดแสดงบนชั้นจำนวนน้อยมาก และบางรายการไม่มีเลย เพราะเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคไม่ให้ความนิยม ทั้งในส่วนของแบรนด์ และบางกลุ่มเป็นสินค้าแบรนด์ดัง แต่ขนาดของสินค้าที่ร่วมลดราคาไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน เช่น ขนาดเล็กเกินไป เท่ากับว่าลดราคาไปแล้วไม่มีใครซื้อ

ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายถือโอกาสปรับเปลี่ยนรูปโฉม โดยการเพิ่มคุณสมบัติเล็กน้อย เปลี่ยนชื่อต่อท้าย เปลี่ยนขวดบรรจุภัณฑ์ให้มีขนาดเล็กลง แล้วจำหน่ายในราคาปกติ หรือในอีกกรณีหนึ่งลดปริมาณสินค้าแต่เพิ่มของแถม เช่น ยาสีฟันแถมแปรง หรือแถมยาสีฟันขนาดเล็ก เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้า ดังกล่าวในราคาเดิม

มิ่งขวัญเดินหน้าตรึงราคาไม่สนต้นทุนเพิ่ม

"มิ่งขวัญ" ยังพอใจกับกรณีที่ผู้ประกอบการสินค้าบางกลุ่มจะขยายระยะเวลาในการลดราคาสินค้าในกลุ่ม 60 รายการออกไปอีก 2 เดือนถึงเดือนสิงหาคม และมอบนโยบายเพิ่มเติมให้ขยายการจัดโปรโมชั่นกับสินค้าอื่นๆ เช่น ปุ๋ย สารเคมีฆ่าแมลง น้ำตาล รวมถึงจัดทำสินค้าเฮาส์แบรนด์ของกระทรวงพาณิชย์ "ข้าวถุงธงฟ้า" ซึ่งมีกำหนดจะเปิดตัว 12 พฤษภาคม โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อแบ่งเบาภาระของผู้บริโภค

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ใช้มาตรการตรึงราคา แต่ต้นทุนของผู้ผลิตกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นจากอัตราเงินเฟ้อในเดือนเมษายน 2551 เทียบกับเมษายน 2550 ที่ส่วนใหญ่เป็นผลจากการปรับสูงขึ้น ของสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่ม 9.8% ได้แก่ ข้าวแป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง 19.6% เนื้อสัตว์ ไก่สด 15% ไข่และผลิตภัณฑ์นม 15.1% ผักและผลไม้ 11.1% เครื่องประกอบอาหาร 11.8% ส่วนสินค้าที่ไม่ใช่หมวดอาหาร และเครื่องดื่มสูงขึ้น 3.9% จากดัชนีราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น 24.8% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามาตรการดูแลราคาสินค้าไม่ได้มีผลในทางปฏิบัติ

จนในที่สุดกระทรวงพาณิชย์ต้องประกาศปรับเป้าหมาย เงินเฟ้อทั้งปี 2551 จาก 3.0-3.5% เป็น 5.0-5.5% โดยมีสาเหตุหลักมาจาก 2 ปัจจัยคือ พลังงาน และอาหาร เพราะสถานการณ์ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มพุ่งสูงอยู่ โดยเฉพาะในช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วงที่มีการใช้พลังงานสูง และราคาอาหารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง

น้ำตาล-ค่าแรงดันเงินเฟ้อ Q2 พุ่ง

หากประเมินปัจจัยต่างๆ พบว่าระดับอัตราเงินเฟ้อในช่วงไตรมาส 2/2551 ยังมีโอกาสปรับสูงขึ้นเนื่องจากทิศทางการปรับขึ้น ของราคาน้ำมันยังมีอีก เพราะในช่วงปลายปีจะเป็นช่วงที่มีการใช้พลังงานสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าหมวดอาหาร โดยเฉพาะพืชทดแทนพลังงาน และพืชอาหารที่ยังจะแย่งพื้นที่ เพาะปลูกกันต่อไป

ซึ่งปัจจัยกลุ่มนี้เป็นสิ่งที่นอกเหนือการควบคุมของไทย เห็นได้จากภาวะเงินเฟ้อของประเทศเพื่อนบ้านที่ปรับตัวสูงเช่นเดียวกัน (ตามตาราง)

ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ ทั้งราคาน้ำตาลที่ปรับขึ้นอีก 5.35 บาทต่อ ก.ก. เหล็กปรับขึ้น 7 บาทต่อ ก.ก. และวัตถุดิบอาหารสัตว์ขอปรับขึ้น 20% ค่าแรงงานที่จะปรับขึ้น ค่าขนส่ง จากราคาน้ำมัน ทำให้ผู้ประกอบการมีเหตุจำเป็นที่อาจต้อง ขอปรับขึ้นราคาสินค้าอีกรอบ นอกจากนี้เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เป็นช่วงปกติที่เงินเฟ้อ จะปรับสูงขึ้นในแต่ละปี เพราะเป็นช่วง เปิดเทอมซึ่งผู้ปกครองจะต้องเตรียมซื้อสินค้าสำหรับการ เปิดเทอม

ปัญหาเงินเฟ้อที่คนไทยจะต้องเผชิญ หาก "มิ่งขวัญ" ยัง ท่องแต่มาตรการ "ธงฟ้า-ตรึงราคา" อาจจะไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาในยุคที่เงินเฟ้อของไทยมีแนวโน้มพุ่งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ เพราะแน่นอนว่าหากมาตรการตรึงราคายังเดินหน้าต่อไป สถานการณ์ "สินค้าขาดตลาด" จะเข้ามาแทนที่ ขณะที่สินค้าธงฟ้าราคาถูกจะกลายเป็นสินค้าหายากและขาดตลาดไปในที่สุด

หน้า 2