หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
อินเดียให้ความบันเทิงแก่โลก

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ  มติชนรายวัน  วันที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11016

ประเทศใดที่ผลิตภาพยนตร์ออกสู่โลกในแต่ละปีมากที่สุด มีจำนวนตั๋วที่ขายมากที่สุด มีอัตราการเจริญเติบโตสูงที่สุด หลายคนอาจตอบว่าสหรัฐอเมริกา โดยผลิตจากบริเวณที่เรียกว่าฮอลลีวู้ด (Hollywood) แต่เมื่อแถมคำถามว่า มีความหลากหลายในภาษาที่ใช้มากที่สุด และมีเพลงตลอดจนเต้นระบำมากที่สุดด้วยแล้ว ก็คงเปลี่ยนใจและตอบว่าอินเดีย ประเทศแห่งความอัศจรรย์

Bollywood เป็นคำที่ใช้เรียกอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของอินเดียที่ออกมาจากกลุ่มผู้สร้างในเมืองมุมไบ (Mumbai) หรือเมืองบอมเบย์ (Bombay) เดิม ดังนั้น จึงเรียกเสียเลยว่า Bollywood

Bollywood มิใช่สถานที่เหมือน Hollywood ในแคลิฟอร์เนีย หากเป็นชื่อเรียกกลุ่มผู้ผลิตจากบอมเบย์ ที่ผลิตภาพยนตร์ออกมามากที่สุดในโลกในปัจจุบัน บ่อยครั้งที่คำว่า Bollywood ถูกใช้อย่างผิดๆ ว่าหมายถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของทั้งประเทศอินเดีย

ในแต่ละปีอินเดียผลิตภาพยนตร์ประมาณ 1,000 เรื่อง ออกสู่ตลาด (ฮอลลีวู้ดประมาณ 740 เรื่อง) Bollywood เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด การผลิตจากเมืองอื่นๆ ก็มี เช่น จากเมือง Trivandrum Kolkata ฯลฯ ซึ่งใช้ภาษาท้องถิ่นรวม 22 ภาษา อย่างไรก็ดี ไม่อาจเทียบได้เลยกับ Bollywood

ในแต่ละปี Bollywood ขายตั๋ว 3.6 พันล้านใบ (ฮอลลีวู้ด 2.6 พันล้านใบ) อัตราการเจริญเติบโตร้อยละ 12.6 (ฮอลลีวู้ด ร้อยละ 5.6) รายได้จากทั่วโลก 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ฮอลลีวู้ด 51 พันล้านเหรียญ) ต้นทุนเฉลี่ยต่อเรื่อง 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ฮอลลีวู้ด 4.7 ล้านเหรียญ) สร้างรายได้รวมประมาณ 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ (250,000 ล้านบาท) ให้แก่ประเทศ

ในปัจจุบันผลงานของ Bollywood ก้าวหน้าไปมากในเรื่อง คุณภาพการถ่ายทำ การแสดง การตัดต่อ ฯลฯ แต่สิ่งที่ยังเหมือน "หนังอินเดีย" ที่คนไทยคุ้นเคยกันมานานตั้งแต่เมื่อ 50 ปีก่อน ก็คือ ความยาว พล็อตเรื่อง ฉากอันตระการตา การร่ายระบำร้องเพลงของพระเอกนางเอก และการเป็น "ยำใหญ่"

ผู้สร้างของ Bollywood โดยทั่วไปต้องการผลิตผลงานเพื่อมวลชนโดยรวม ไม่ต้องการเจาะตลาดเฉพาะ เช่น วัยรุ่น อาชีพ หรือท้องถิ่น เหตุผลง่ายๆ ก็คือ เพราะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า

การเป็น "ยำใหญ่" เกิดจากการคาดหวังของคนอินเดียว่าจะได้ดูหนังอย่างคุ้มค่าราคาตั๋ว ดังนั้น จึงต้องมีเรื่องของรักสามเส้า ตลก สนุกสนาน มีเพลงมีระบำ โศกเศร้า บู๊ รวมกันอยู่ในเรื่องเดียวกันที่ยาวถึง 3 ชั่วโมง จนต้องมีพักครึ่ง

พล็อตของหนังยังคงมีลักษณะที่เรียกว่า Melodramatic คือเกี่ยวพันกับการเน้นในเรื่องอารมณ์และความรู้สึกอย่างมาก มักใช้สูตรสำเร็จ เช่น หญิงชายรักกันแต่พ่อแม่ขัดขวาง รักสามเส้า ความสัมพันธ์ในครอบครัวโดยเฉพาะกับแม่ การเสียสละ การมีตัวร้ายคอยมุ่งทำลาย นักการเมืองโกงกิน การเรียกค่าไถ่ หญิงบริการแต่จิตใจเหมือนแม่พระ ญาติพลัดหลงกัน (โดยเฉพาะพ่อแม่ลูก พี่น้อง) เพราะชะตากรรม ความร่ำรวยมาถึงอย่างไม่คาดฝัน (เพราะพบปานดำที่แขนทำให้ได้รับมรดก) หรือความบังเอิญอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ทำให้ชีวิตพลิกผัน ฯลฯ

พล็อตเรื่องไม่ต่างไปจากหนังไทยสมัยก่อน หรือละครน้ำเน่าบางเรื่องของไทยในปัจจุบัน (หนังอินเดียมีฉากตบ ปล้ำ รุนแรงไม่มากนัก แต่สำหรับฉากรักนั้นพระเอกนางเอกจูบกันจริงๆ ไม่ใช่จูบแค่หน้าผากน่ารักน่าเอ็นดูแบบไทยๆ) มีนักสร้างหัวก้าวหน้าเหมือนกันที่พยายามออกนอกกรอบผลิตหนังดีๆ แต่ก็ตกม้าตายในเรื่องรายได้ในที่สุด

ดารานักแสดง ผู้สร้าง ตัวประกอบ ผู้กำกับฯของ Bollywood มักวนๆ อยู่ในกลุ่มญาติมิตร ชนิดที่คนอื่นเข้าไปได้ยาก อย่างไรก็ดี ถ้าคนดูไม่ตอบรับก็ต้องโกยโดยใส่รองเท้าไม่ทันอยู่เหมือนกัน

วิธีโปรโมตหนังของ Bollywood คือจะมีเพลง หรือมิวสิควิดีโอที่เกี่ยวกับหนังที่กำลังจะฉายออกมาก่อนล่วงหน้า เนื่องจากเพลงและระบำเป็นหัวใจของหนัง เราจึงเห็นการร้องเพลง เต้นระบำ ชนิดวิ่งกันไปสามภูเขาจนชนทะเล ของพระเอกนางเอก เมื่อร้องไปเต้นไปสถานที่และเครื่องแต่งกายก็เปลี่ยนไปอย่างไม่มีเหตุผล มีแดนเซอร์ออกมาร่วมเต้นบ้าง และหายไปและอีกชุดก็ออกมาแทน คนดูไม่ถือสาความเป็นจริงของเหตุการณ์แต่ยึดเอาความสนุกสนานเป็นหลัก ใครที่ดูหนังอินเดียต้องยอมรับว่าเพลงสนุกและฉากระบำนั้นโอ่อ่าน่าตื่นใจ

ผมไม่ใช่แฟนหนังอินเดีย แต่จะดูทุกครั้งที่มีโอกาสเพราะชอบศึกษา เช่น ตอนอยู่บนเครื่องบิน (หลายสายการบิน มีหนังอินเดียสมัยใหม่ให้เลือก) เคเบิลทีวีในต่างประเทศ ฯลฯ และพอเข้าใจว่าทำไมคนไม่ต่ำกว่า 3,600 ล้านคน ดูหนังเหล่านี้ในแต่ละปี

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีคนดูมากขนาดนี้ก็คือจำนวนประชากร อินเดียมี 1,000 ล้านคน และอีกหลายร้อยล้านคน ของผู้มีวัฒนธรรมใกล้เคียง (บังกลาเทศ กับปากีสถาน ประมาณประเทศละ 120-130 ล้านคน เนปาลและศรีลังกาประเทศละกว่า 20 ล้านคน) และอีกส่วนที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Diaspora หรือประชากรของประเทศหนึ่งที่อพยพกระจายไปอาศัยอยู่ในประเทศอื่นๆ

Diaspora ของอินเดีย มีนับเป็นร้อยล้านคน กระจายอยู่ทั่วโลก และเป็นแฟนของ Bollywood ทั้งนั้น เช่น ในสหรัฐอเมริกามีมากในนิวยอร์ก ชิคาโก (คนอินเดียขับแท็กซี่กันมากมายจนไม่รู้ว่าแอฟโรอเมริกันที่เคยขับไปอยู่ไหนหมด) อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา บางส่วนของแอฟริกา ฯลฯ

คนปากีสถานชอบดูหนังอินเดียถึงแม้ว่ารัฐบาลจะห้ามอย่างแกนๆ ก็ตามที ในแคนาดาและสหรัฐอเมริกา ผมเคยเห็นเคเบิลทีวี ที่มีช่องหนังอินเดียโดยเฉพาะ ในเยอรมนี ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แอฟริกาใต้ ไนจีเรีย โมร็อกโก ก็เป็นที่นิยม แม้แต่คนอาฟกานิสถานที่มีวัฒนธรรมต่างไปพอควรก็นิยม ที่ไม่ฮิตอย่างน่าแปลกใจก็คือ อินโดนีเซีย นิวกินี และประเทศในอเมริกาใต้

ที่น่าใจสนใจก็คือหนังอินเดียเป็นที่นิยมมากในกลุ่มประเทศ CIS (อดีตรัฐต่างๆ ของสหภาพโซเวียตเดิม) สาเหตุก็คือ สมัยที่ยังเป็นคอมมิวนิสต์ หนังจากฮอลลีวู้ด และยุโรปตะวันตกถูกห้าม แต่ยอมให้หนังอินเดียเข้าไปฉายได้ เพราะไม่มีอะไรเกี่ยวพันกับการเมือง และการแสวงหาสิทธิและเสรีภาพ และหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีหนังหลายเรื่องที่เกี่ยวกับการต่อสู้ ล่าอาณานิคม ดังนั้น จึงถูกใจคนโซเวียต และนิสัยนั้นก็ติดมาถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ดีล่าสุด Bollywood ถูกหนังจากฮอลลีวู้ดตีจนตกความนิยมไปมาก

ปัจจุบันหนังจาก Bollywood เปลี่ยนไป มีความทันสมัยมากขึ้น หลายเรื่องถ่ายทำในต่างประเทศ (สถานที่ยอดนิยมคือ อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) โดยมีพล็อตที่สอดคล้องกับชีวิตของคนอินเดียในเมือง และต่างประเทศมากขึ้น ความยาวของหนังสั้นลงแต่ก็ยังเกาะแนว Melodrama มีเพลงและระบำน้อยลง แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงทุกยุคสมัยก็คือการจบอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้ง

ใน 7-8 ปีที่ผ่านมา Bollywood มีผลงานที่ทรงคุณภาพระดับโลก มีความหลากหลายในการผลิตมากขึ้น บางเรื่องจับมือกับ Hollywood ผลิตหนังร่วมกันและประสบความสำเร็จ ทั้งในด้านความพอใจของผู้ชม จำนวนผู้ชมและรายได้ ดังเช่นเรื่อง Bride and Prejudice

ถ้าท่านผู้อ่านอยากชมผลงานของ Bollywood สมัยใหม่ที่สุดยิ่งใหญ่เพราะลงทุนไม่ต่ำกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็ต้องคอยไปหน่อยครับ "มหาภารตะ" อันยิ่งใหญ่จะเริ่มถ่ายทำในปี 2008

อินเดียถิ่นเดิมของพุทธศาสนากำลังเป็นยักษ์ที่ตื่นนอน ขยับตัวทีก็ทำเอาผู้คนทั่วโลกสะท้าน ราคาน้ำมันและราคาพืชหลัก ที่มีราคาสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็วนั้นส่วนหนึ่งก็เป็นผลพวงจากการลุกขึ้นจากที่นอนของคนอินเดีย

หน้า 6