หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2006 p1

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p1 ปี 2002
พูดคุยเรื่องประชาชน

มุมมองบ้านสามย่าน : ประกีรติ สัตสุต  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เมื่อพูดถึง "สังคม" หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพูดถึง "ประชาชน" และเมื่อพูดถึง "ประชาชน" แล้ว ภาพของกลุ่มชนจำนวนมาก รวมกันอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา คงเป็นจินตภาพอันดับแรกๆ ที่ปรากฏขึ้นโดยทั่วไป สอดคล้องกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์จุลภาค ที่มีข้อสมมติฐานเบื้องต้นว่า มนุษย์เรามีความเหมือน ตรงที่พฤติกรรมในการแสวงหาประโยชน์สูงสุดแก่ตน มีความเป็นปัจเจกในการดำเนินการและตัดสินใจ มนุษย์คนหนึ่งจึงเป็นดั่งหน่วยการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลและมีอิสระ ซึ่งเมื่อมารวมกันเป็นจำนวนมากเข้า ก็จะประกอบกันขึ้นเป็นสังคมที่อุดมด้วยเหตุและผล เพราะปุถุชนเช่นเราท่าน ต่างมีการกระทำที่อยู่ภายใต้ชุดเหตุผลชุดหนึ่งที่เหมือนกันทั้งหมด

เราคงไม่ปฏิเสธคุณูปการของกรอบแนวคิดดังกล่าว เพราะทฤษฎีหนึ่งๆ สามารถสะท้อนแง่มุมความเป็นจริงหนึ่ง ได้ไม่มากก็น้อย และในความเป็นจริงแล้ว ข้อเท็จจริงได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้นและกำหนดการกระทำ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์มีอยู่มากมายเกินกว่าจะถูกเหมารวมได้ ข้อถกเถียงเรื่องความไม่ครอบคลุมจึงเป็นที่รับรู้โดยทั่วไป แม้ว่าการเรียนการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ยังกระดากที่จะยอมรับอย่างโจ่งแจ้งก็ตามที

อย่างไรก็ดี การมองว่ามนุษย์เป็นหน่วยที่เท่าเทียม และมีการแบ่งงานกันทำ โดยไม่ได้คำนึงถึงความซับซ้อน และข้อจำกัดในการตัดสินใจ ทำให้การพิจารณาความเป็นจริงทางสังคมเป็นไปในลักษณะการมองแบบแยกส่วน กล่าวคือ แยกสังคมออกเป็นส่วนๆ โดยเฉพาะในลักษณะคู่ตรงข้าม อาทิเช่น ภาคเมืองและชนบท ชาวบ้านและชนชั้นกลาง เป็นต้น ผลคือ เรามองไม่เห็นต้นตอและเงื่อนไขที่กำหนดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างจำนวนมาก เพราะไม่สามารถสร้างการเชื่อมโยงระหว่างปรากฏการณ์ได้

ในด้านการบริหารจัดการประเทศ ความสำคัญของกรอบการมองแบบแยกส่วน และสร้างข้อสมมติฐานในเรื่องพฤติกรรมของมนุษย์ ได้รับความนิยม ก็เพราะความสะดวกในการพิจารณาดำเนินการเป็นสำคัญ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยที่กรอบการดำเนินการของรัฐจะยึดหลักดังกล่าวเป็นสารัตถะ การกระทำของภาครัฐ อาทิเช่น การขึ้นทะเบียนคนจน เป็นตัวอย่างที่แสดงถึงความพยายามคัดแยกเพื่อให้ปกครองและบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น

แต่คำถามสำคัญไม่ใช่ "ทำไมจึงทำเช่นนั้น" แต่กลับเป็น "ถ้าทำเช่นนั้นแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร" ต่างหาก เพราะเจตนารมณ์ที่อยู่หลังการนำเอาหลักเกณฑ์ดังกล่าวไปใช้ต่างหาก ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ความคิดบางประการอยู่ยั่งยืนยงในสังคมไทย

ในยุคหนึ่ง ความเชื่อที่ว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมจะนำความจำเริญมาสู่ประเทศไทยได้นั้น เป็นความคิดที่ได้รับการผลักดัน จากเทคโนแครตเป็นหลัก โดยเชื่อว่าเมื่อระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัว ผลพวงจากรายได้มวลรวมประชาชาติ จะนำมาซึ่งความอยู่ดีมีสุขของชาวประชา และมองว่าการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สมควรได้รับการดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เป็นสำคัญ

การกล่าวอ้างถึงความเชี่ยวชาญและความรู้ ทำให้บทบาทของ "ประชาชน" เป็นเพียงผู้ตามที่เชื่องเชื่อและเซื่องซึม ได้แต่นั่งรอการถูกกำหนดบทบาทจากด้านบน ซึ่งก็ไม่ได้เป็นผู้ได้รับผลประโยชน์นั้นอย่างเต็มที่ จะมีก็เพียงแต่คนชั้นกลางในภาคเมืองที่รับอานิสงส์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และ (ตั้งใจ) แยกตัวเองออกจากกลุ่มคนอื่น ที่เรียกว่า "ชาวบ้าน"

เหตุการณ์ดำเนินไปจนถึงยุคประชานิยมที่วิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ได้สร้างรอยแผลให้ประเทศไทย และการเมืองภาคประชาชนมีแรงเหวี่ยงที่เข้มแข็งพอจะแย่งชิงพื้นที่ และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันการเมือง ปรากฏเป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุด คือรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่ง "ประชาชน" ได้กลายเป็นพลังทางสังคมการเมืองที่น่าหวาดหวั่นอย่างมาก

ภาพของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เข้าร่วมวงอาหารเที่ยงกับสมัชชาคนจนเป็นประจักษ์พยานถึงฐานะ "พลังมวลชน" ที่เข้ามาท้าทาย และสร้างการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการประเทศ และร่วมกำหนดแนวทางการดำเนินชีวิตของตนเอง จนมาสู่การเรียกชื่อยุคนี้ว่าเป็นยุค "ประชานิยม" เพราะความนิยมของชาวประชาช่างมีความสำคัญมาก ในฐานะคะแนนเสียงและแรงสนับสนุนทางการเมือง

ดังนั้น ความหมายของ "ประชาชน" จึงสามารถแปรเปลี่ยนได้ตามเงื่อนไขและพลวัตการเปลี่ยนแปลง แต่การให้ความหมายและความสำคัญกับมโนทัศน์ดังกล่าว กลับไม่เคยพ้นจากการถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองเลย

ในยุคประชานิยมเอง การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนกลับเป็นปรากฏการณ์ที่ได้รับการตั้งคำถามมากกว่ายอมรับ การทำประชาพิจารณ์รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นบทพิสูจน์ที่มีบทต่อและยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงได้โดยง่าย สืบเนื่องจากผู้ที่มีอำนาจในการให้ความหมายและความสำคัญกับมโนทัศน์ว่าด้วย "ประชาชน" ไม่ใช่กลุ่มบุคคลที่สามารถทำความเข้าใจความคิด ความหวัง และชีวิตของคนจำนวนมากในสังคมไทยได้ แต่เป็นกลุ่มคนที่มองว่า "ประชาชน" คือ กลไกทางการเมืองที่สามารถจัดตั้ง เพื่อประโยชน์ในด้านอำนาจเป็นสำคัญ

คงปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า ถ้าจะมองหาพื้นที่ในการต่อสู้ต่อรอง สื่อสาธารณะ คือ หนึ่งในช่องทางที่คนหมู่มากในสังคมไทย สามารถใช้เพื่อต่อรองและต่อสู้กับปัญหาการกระจุกตัวของอำนาจได้ และส่งผ่านความคิดเห็น และปัญหาของตนผ่านกระบอกเสียงนี้ ซึ่งภาระผูกพันประการหนึ่งของทีวีสาธารณะ คือการจัดตั้งสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ ที่มีหน้าที่ในการส่งต่อและแปลงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากภาคประชาชน เป็นแนวทางการพัฒนารายการของทีวีสาธารณะ ตามมาตรา 45 ในพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ที่กำหนดให้มีการจัดตั้งทีวีไทย ทีวีสาธารณะขึ้น

ดังนั้น เราจึงต้องสมควรจับตาดูให้มากว่า สภาผู้ชมจะเกิดขึ้นมาภายใต้บริบทและเงื่อนไขประการใด และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน จะเป็นจริงได้หรือไม่ เพราะองค์กรจำนวนมากที่มีเจตนารมณ์การจัดตั้ง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชน อาทิเช่น สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็ไม่ได้มีบทบาทที่เด่นชัด อย่างไรก็ตาม ภารกิจของทีวีสาธารณะในเรื่องนี้ เป็นเรื่องของเราทุกคนที่ต้องติดตาม และตรวจสอบไม่ให้อำนาจใดมาแทรกแซงได้