|
||||||||||||||
|
กลยุทธ์การลงทุนในยุคเงินเฟ้อสูง
ส่องกล้องเศรษฐกิจ : ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ในยุคราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นถ้วนทั่วหน้า นับตั้งแต่ราคาน้ำมันไปจนถึงราคาอาหาร ที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยในเดือนเมษายน เพิ่มขึ้นในอัตรา 6.2% ต่อปี และสูงกว่าคาดการณ์ของตลาดที่ร้อยละ 5.2% ค่อนข้างมาก และเป็นอัตราเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี ทำให้ความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อในปีนี้มากขึ้น ทำให้หน่วยงานต่างๆ ได้มีการปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อของปีนี้ขึ้นจากเดิม ที่คาดว่าประมาณร้อยละ 3.5-4.5% ขึ้นเป็นร้อยละ 5.0-5.5% กันแล้ว เงินเฟ้อที่สูงนี้ทำให้มีผลกระทบติดตามมา คือ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยยังต้องคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไว้ที่ 3.25% ปี เพราะอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงนั้นติดลบแล้ว ผลกระทบของเงินเฟ้อนั้น ย่อมมีผลต่อการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ด้วยเช่นกัน ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ ทั้งนี้อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจะทำให้กำไรของธุรกิจหดตัวลง ทั้งจากการปรับสูงขึ้นของต้นทุนการผลิต และการลดลงของกำลังซื้อที่แท้จริงของประชาชน ดังนั้นราคาหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงไม่ได้สูงตามเป้าหมาย จึงทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในภาวะซบเซาและติดลบ ทั้งนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่ต้นปี จึงติดลบอยู่ประมาณ 1.4% และเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นตลาดสหรัฐอเมริกา หรือภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เคยเป็นตลาดที่เติบโตสูงที่สุดต่อเนื่องกันมาหลายปี เงินเฟ้อสูงมีผลกระทบต่อตราสารหนี้ คือ เมื่ออัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยก็จะมีการปรับตัวสูงขึ้น หรืออย่างน้อยทรงตัว ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่ส่วนใหญ่แล้วจะให้ผลตอบแทนที่คงที่ จะมีค่าลดลงตามอัตราเงินเฟ้อ (หรืออัตราดอกเบี้ย) ที่ปรับตัวสูงขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาซับไพร์ม จึงทำให้ตราสารหนี้อยู่ในภาวะที่ไม่น่าลงทุน และมีการแย่งกันถือซื้อเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลที่มีความมั่นคงสูง กลยุทธ์ของการลงทุนในช่วงของอัตราเงินเฟ้อสูงจึงเป็นสองส่วน คือ ส่วนหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก (absolute return) ประเภทตราสารหนี้แปลงสภาพ (structured product) หรือกองทุนประกันความเสี่ยง (Hedge Fund) ที่จะให้อัตราผลตอบแทนเป็นบวกในอัตราหนึ่งอัตราใด หรือเป็นอัตราบวกเพิ่มจากอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงอันใดอันหนึ่ง ซึ่งผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ยังคงมีอยู่ค่อนข้างจำกัดในตลาดเมืองไทยแต่ในต่างประเทศแล้วมีอยู่หลายประเภทมาก แต่อย่างไรก็ตามการลงทุนทั้งใน structure product หรือ hedge fund นี้ ก็มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง และมีวิธีการลงทุนค่อนข้างซับซ้อนที่เข้าใจยาก กลยุทธ์การลงทุนที่ป้องกันอัตราเงินเฟ้อที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อสูงอันเกิดมาจากการเพิ่มขึ้น ของต้นทุนการผลิต (cost push inflation) คือ การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นับเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง และราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ แต่ก็จะมีประเด็นอยู่ในเรื่องของสภาพคล่องที่อาจจะไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้คล่องตัว แม้ว่าจะเป็นการลงทุนในรูปของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกองทุนปิดที่มีกำหนดระยะเวลาการลงทุน ผู้เขียนก็ได้มีโอกาสไปร่วมในการสัมมนาถึงโอกาสการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ที่ประเทศสิงคโปร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าเงินกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (sovereign wealth fund) และเงินกองทุนระยะยาวประเภทกองทุนบำนาญ หรือกองทุนของมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้มีการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้มากขึ้น การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์นี้ ได้รับความนิยมสูงเพราะมีความโปร่งใสและเข้าใจได้ง่าย เพราะสามารถลงทุนได้ทั้งที่เป็นตัวสินค้าจริง เช่น ทองคำ น้ำมัน และธัญพืชต่างๆ ที่ในระยะยาวแล้วราคาจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง เพราะความต้องการมีมากขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโลก ในขณะที่การผลิตนั้นเพิ่มขึ้นได้อย่างจำกัดไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ทองคำหรือสินค้าเกษตร สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการถือเป็นสินค้าเพราะต้องมีต้นทุนในการจัดเก็บ ก็ยังมีการลงทุนในตราสารการเงินที่อิงกับตราสารโภคภัณฑ์ ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น กองทุนที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์แบบเดี่ยวๆ เช่น น้ำมัน ทองคำ ข้าวโพด ปศุสัตว์ หรือจะเป็นกองทุนโภคภัณฑ์ที่มีการกระจายตัวในสินค้าต่างๆ ที่จำแนกเป็นพลังงาน อาหาร โลหะมีค่าและโลหะเพื่ออุตสาหกรรม ข้อดีของการลงทุนในกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้มีข้อดี คือ มีสภาพคล่องสูง และมีดัชนีตัวเทียบวัดการลงทุนที่ชัดเจน และมีมาตรฐานสากล ซึ่งกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์นี้มีการนำเสนอขายในประเทศไทยผ่านบริษัทจัดการกองทุนต่างๆ จำนวนมาก
|