|
||||||||||||||
|
The Three Trillion Dollar War
Book on Top : นิติธร สุวรรณ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ชื่อหนังสือ : The Three Trillion Dollar War ผู้แต่ง : Joseph Stiglitz & Linda Bilmes สำนักพิมพ์ : Asia Books มีผู้วิจารณ์รัฐบาลบุชทางลบอย่างมากมายต่อการรุกรานอิรัก ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการกล่าวหาโคมลอยว่าอิรักมีอาวุธทำลายล้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการกวาดล้าง หรือการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องในกรณี Halliburton แต่ยังไม่เคยมีใครมองและให้หลักฐานว่าแท้ที่จริงแล้ว สงครามอิรักครั้งนี้รัฐบาลบุชได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และโลกมากขนาดไหน Joseph Stiglitz ผู้ได้รับรางวัล Noble สาขาเศรษฐศาสตร์ในปี 2001 และ Linda Bilmes ช่วยกันเขียนหนังสือ "The Three Trillion Dollar War" นี้ขึ้นมาด้วยจุดประสงค์ที่ทั้งสองบอกว่ามิใช่เพียงเพื่อให้คนเห็นว่ามูลค่าของสงครามครั้งนี้มีค่าเท่าไร หากแต่ยังต้องการให้รู้ว่าสหรัฐสูญเสียโอกาสในการนำมูลค่าสามหมื่นล้านเหรียญนี้ไปสร้างประโยชน์อย่างไร หนังสือเล่มนี้มี 200 หน้า แบ่งเป็น 8 บท แต่มีบทอ้างอิงถึงกว่า 100 หน้า Stiglitz เขียนเรื่องนี้ด้วยรูปแบบที่แตกต่างจากผลงานก่อนหน้าคือ "Making Globalization Work" ตรงที่เล่มนี้เขาเน้นตัวเลขที่มาของมูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์เป็นอย่างมาก ตลอดทั้งเล่มเต็มไปด้วยการอ้างอิงตัวเลขและการอธิบายวิธีประเมินมูลค่าในด้านต่างๆ ด้วยความที่ผู้เขียนทั้งสองเคยทำงานในรัฐบาลคลินตันมานาน และด้วยแนวเขียนของ Stiglitz ซึ่งค่อนข้างอยู่ตรงข้ามกับพรรครีพับลิกันทำให้งานเขียนเล่มนี้ค่อนข้างรัดกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวหารัฐบาลรีพับลิกันของบุช ดังนั้นผู้เขียนจึงออกตัวว่าแนวทางการประเมินของตนจะมีสองแนวคือ แนวอนุรักษนิยม (หรืออาจเรียกว่าแนวมองรัฐบาลบุชในแง่ดี) กับ แนวแบบที่ใกล้เคียงความจริง (น่าจะเป็นแนวตรงข้ามกับบุช) ตัวเลขที่ประเมินออกมาไม่ได้น่าตกใจเท่ากับว่า รัฐบาลอเมริกันยังไม่ประสบความสำเร็จตามจุดประสงค์ดั้งเดิมในการบุกอิรักกล่าวคือ ทำให้ชาวอิรักมีประชาธิปไตยและชีวิตที่ดีขึ้น ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าทุกวันนี้อิรักมีเหตุการณ์วุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน, ไฟฟ้าดับวันละหลายชั่วโมงเป็นปกติ การอุปโภคบริโภคของชาวบ้านยังมีปัญหา ที่สำคัญคือประชาธิปไตยมีเนื้อหาแทบมองไม่เห็น ในปี 2007 อิรักได้รับการจัดอยู่ในอันดับ 178 จาก 180 ประเทศในแง่การฉ้อราษฎร์บังหลวง (อันดับ 1 ถือว่ามีการฉ้อราษฎร์บังหลวงต่ำสุด) คำถามคือช่วงเวลา 5 ปีที่สหรัฐและพันธมิตรปฏิบัติกิจในอิรัก ใครได้อะไรบ้าง คำตอบอาจจะเป็น บริษัทเอกชนที่รัฐบาลจ้างเพื่องานความมั่นคงในอิรัก (ที่ Stiglitz เรียกว่าการ privatize งานกลาโหมซึ่งเขาไม่เห็นด้วย) หรือบริษัทน้ำมัน หรือบริษัทค้าอาวุธ ก็ตามแต่ที่แน่ๆ สหรัฐมีภาระระยะยาวที่จะต้องดูแลผู้เสียสละชีพและครอบครัวไม่ว่าพวกเขาจะเสียชีวิตไปแล้วหรือได้รับความพิการก็ตาม ผู้เขียนแสดงตัวเลขให้เห็นว่าภาระเหล่านี้มีมูลค่าสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นจากการจ่ายโดยหน่วยงานรัฐหรือบริษัทประกันภัยเอกชนก็ตาม ทั้งนี้ยังไม่นับภาระการเยียวยาที่รัฐและครอบครัวต้องทำให้กับทหารผ่านศึกเป็นจำนวนมากมายกว่าศึกสงครามอ่าวเมื่อต้นทศวรรษ 1990 เพราะศึกหนนี้ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ก็ตาม แต่สหรัฐและพันธมิตรเสียเวลา, ทรัพย์สินและผู้คนไปมากเหลือเกิน สำคัญคือสหรัฐไม่ได้เข้าสู่สงครามแบบฟรีๆ ยังมีดอกเบี้ยที่ประเทศต้องจ่ายเจ้าหนี้สำหรับเงินทุนที่นำมาทำสงครามอีก นั่นคือในแง่ของสหรัฐ แล้วฝ่ายพันธมิตรหรือแม้กระทั่งอิรักเอง การสูญเสียก็มากมายไม่แพ้กัน คงไม่มีใครเถียงว่าชีวิตชาวอิรักเองก็มีค่าไม่ต่างจากทหารอเมริกันทั้งหลาย ในแง่เศรษฐกิจ Stiglitz เชื่อว่าสงครามอิรักส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกที่ขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ และแน่นอนที่สุดได้ทำให้สหรัฐสูญเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศในด้านการศึกษา กระทั่งสวัสดิการ ดูเหมือนเขาจะแดกดันแบบอ้อมๆ ว่าบางทีเงินที่ไหลเข้าสหรัฐอันเป็นผลจากสงครามตกอยู่กับคนกลุ่มเล็กๆ ทรงพลังเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น นอกจากค่าใช้จ่ายแล้ว Stiglitz ยังโจมตีวิธีการของงบจากสภาของรัฐบาลบุช ว่าชอบทำผ่านช่องทาง "Emergency" ซึ่งทำให้มีการตรวจสอบน้อยและขาดการวางแผนงบประมาณในระยะยาว ส่วนการแจกแจงงบประมาณของกระทรวงกลาโหมเองก็ไม่ชัดเจน ซึ่งรัฐบาลยังคงปากแข็งว่าภารกิจ 5 ปีในอิรักประสบผลสำเร็จ การอ้างตัวเลขและอธิบายวิธีการประเมินแต่ในบทที่ 7 และ 8 ผู้เขียนแสดงความเห็นต่อวิธีการถอนตัวจากอิรัก และการเรียนรู้ผิดถูกจากสงครามอิรักได้ดีมาก ในแง่การถอนกำลังผู้เขียนชี้ว่าการถอนในตอนนี้หรืออีกกี่ปีข้างหน้าก็ตาม ไม่น่าจะให้ผลแตกต่างมากนักต่ออิรัก และสหรัฐเองก็ไม่ได้อยู่ในสถานะที่ควบคุมสถานการณ์ในอิรักได้ วัดได้จากการปะทะและล้มตายภายในอิรักอันเกิดจากการก่อการร้ายหรือสู้รบระหว่างชนเผ่าต่างๆ ซึ่งมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เขาเชื่อว่าสิ่งที่หลายคนกลัวว่าอิรักจะแตกเป็นเสี่ยงๆ นั้น แม้สหรัฐจะอยู่ก็คงห้ามไม่ได้ นั่นเป็นเพราะปัญหาความต่างของเชื้อชาติในอิรักมีมาโดยตลอด และสหรัฐเองก็มิได้มีนโยบายอย่างแข็งขันในการถักทออิรักเข้าไว้ด้วยกัน แต่ที่แน่ๆ คือทุกนาทีของสหรัฐในอิรักมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายอยู่ตลอดเวลา และนั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดต่อภาวะผู้นำโลกของพญาอินทรี ในบทท้าย Stiglitz แจกแจงสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรพลาดในอนาคตไว้หลายประการ ประเด็นสำคัญคือก่อนรัฐบาลจะนำประเทศเข้าสู่สงคราม จะต้องวางแผนให้ดีและให้ประชาชนรับรู้ว่าพวกเขาจะได้อะไรและต้องเสียอะไรไปอย่างชัดเจนในทุกแง่มุม ถึงแม้รัฐบาลจะบอกไม่ได้ว่าจะมีการสูญเสียชีวิตเท่าใด แต่ความสูญเสียทางโอกาสทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ประเมินได้และควรใช้ประกอบการตัดสินใจของผู้คน หนังสือ "The Three Trillion Dollar War" ควรค่าแก่การอ่านเพื่อรับรู้มุมมองของอเมริกัน (ถึงแม้จะเป็นพวกเดโมแครต) ต่อรัฐบาลอเมริกันชุดล่าสุด หนังสือเล่มนี้ ทำให้เราได้รู้ว่าประเทศที่เป็นตำรวจโลกและเที่ยวไปบอกให้คนนั้นคนนี้ทำตามที่ตัวเองคิด แท้ที่จริงแล้วก็อาจจะปฏิบัติต่อพลเมืองของตนเองไม่ต่างกัน โดยมองทุกอย่างเป็นกลไกและเครื่องมือสู่ความมั่งคั่งแม้ว่าสิ่งนั้นจะคือชีวิตผู้บริสุทธิ์หรือทหารกล้าก็ตาม
|