|
||||||||||||||
|
เมื่อไหร่ดอกเบี้ยจะขึ้น
Money Time : เสถียร ตันธนะสฤษดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ผมเริ่มเขียนบทความให้กับกรุงเทพธุรกิจเมื่อ 1 กันยายน 2549 บทความแรกที่เขียนให้หัวข้อชื่อว่า ดอกเบี้ยขึ้นพอหรือยัง จากวันนั้นจนถึงวันนี้ประมาณ 1 ปี 7 เดือน ผมก็อยากจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับดอกเบี้ยอีก แต่คราวนี้จะเป็นตรงกันข้าม ก็เป็นไปตามที่จั่วหัวอยู่ข้างบนนั่นแหละครับ ขอเริ่มที่ Federal Reserve ที่มีคุณ BEN ของผมเป็นประธาน เมื่อตอนสิ้นเดือนมิถุนายน ปี 2549 FED Fund Rate อยู่ที่ 5.25% พอเริ่มปี 2550 FED เริ่มทยอยลดดอกเบี้ย FED Fund ลงมาโดยตลอดต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง (50 BPS วันที่ 18 ก.ย., 25 BPS วันที่ 31 ต.ค. และอีก 25 BPS ในวันที่ 11 ธ.ค.) เริ่มต้นปี 2551 เมื่อปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ Subprime ถึงจุดต่ำสุด FED ก็ยังคงลดดอกเบี้ยดังกล่าวลงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในขนาดที่มากขึ้นคือ 22 มกราคม ลด 75 BPS และเป็นการลดนอกการประชุมคณะกรรมการ FOMC, 30 มกราคม ลดอีก 50 BPS และล่าสุด 18 มีนาคม ลดลงมาอีก 75 BPS ส่งผลให้ FED Fund Rate อยู่ที่ 2.25% นับตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน FED ลดดอกเบี้ยอ้างอิงของตนเองลงมารวมกันทั้งหมด 6 ครั้ง สิริรวมแล้วลดลงมา 3% อย่างที่รู้กันอยู่ว่า ช่วงที่ FED ลดดอกเบี้ยลงมา เหตุผลหลักก็เพื่อจะแก้ไขเยียวยาวิกฤติเศรษฐกิจภายในของอเมริกา อันเนื่องมาจากการ "Meltdown" ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และการอำนวยสินเชื่อและการลงทุนต่อเนื่องในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เรารู้กันในชื่อของ Subprime Mortgage นั่นแหละครับ จนถึงจุดนี้ ผมก็อยากจะเชื้อชวนท่านไปดูในอนาคตสักเล็กน้อย ประมาณ 8 เดือนที่เหลือของปี 2551 นี้ว่าดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกาจะเป็นอย่างไร ผมขอทำนายดังนี้ครับ 1.การประชุม FOMC วันที่ 30 เมษายน 2551 FED จะลดดอกเบี้ยลงมาอีก 25 BPS ส่งผลทำให้ FED Fund Rate จะเหลือ 2% (กว่าบทความนี้จะลง ท่านก็คงทราบว่าผมผิดหรือถูก) 2.การประชุม FOMC ครั้งต่อไป ในวันที่ 25 มิถุนายน 2551 น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของการดำเนินนโยบายของ FED ผมเชื่อว่า FED จะ "หยุด" การลดดอกเบี้ยของตน และเริ่มให้ความสำคัญกับปัญหาภัยคุกคามของเงินเฟ้อมากขึ้น 3.การประชุมใน 2 ครั้งต่อไป (5 ส.ค.และ 16 ก.ย.) เชื่อว่า FED จะ "hold" อัตรา FED Fund ไว้ต่อไป 4.เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะเริ่มกระเตื้องในไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 ดอกเบี้ย FED FUND "อาจจะ" ปรับสูงขึ้นได้ แต่หากกล่าวในขณะนี้ยังมีนัยสำคัญไม่สูงมากนัก 5.ในปี 2552 FED จะให้ความสำคัญกับอัตราเงินเฟ้อมากขึ้น ซึ่งหมายถึงรอบใหม่ของการขึ้นดอกเบี้ยของอเมริกา แล้วยังไงต่อไป หลายท่านอาจจะใจร้อนถามขึ้นมา ใจเย็นๆ ครับ กำลังจะว่าต่อให้ฟัง ในตลาดการเงิน ปฏิกิริยาต่อข่าวเรื่องดอกเบี้ยคงจะเกิดขึ้นก่อนการกระเตื้องขึ้นจริงของระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นผมเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์, หุ้น Dow Jones และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะเริ่มซับซึมการหยุดลงดอกเบี้ยของ FED ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2551 (1 ไตรมาสก่อนการกระเตื้องจริง) ผมเชื่อว่า ค่าเงินดอลลาร์จะทะยานสูงขึ้นหลังจากตกต่ำลงมาอย่างต่อเนื่องในรอบกว่า 1 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนจะ "Unwind" Treasury" และไปซื้อหุ้น บางท่านอาจจะถามว่า แล้วผลกระทบต่อไทยเป็นอย่างไร ผมมีประเด็นพิจารณาดังนี้ 1.เมื่อทางการไทยยกเลิกมาตรการสำรอง 30% เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนของไทยเริ่ม "สมดุล" มากขึ้น กล่าวคือมีผู้ซื้อ/ผู้ขายเข้ามาในสัดส่วนที่สะท้อนความต้องการ/การสนองตอบที่แท้จริง จากเดิมที่มีผู้ขาย (เงินตราต่างประเทศ) มากรายและมีผู้ซื้อ (เงินตราต่างประเทศ) รายใหญ่ "เพียงรายเดียว" 2.โครงการต่างๆ ของรัฐบาลเพื่อการลงทุนได้รับการเร่งรัดเป็นอย่างมาก ซึ่งจะก่อให้เกิดความต้องการเงินตราต่างประเทศมากขึ้น รวมถึงการลงทุนโดยกองทุนต่างๆ ของไทยในตลาดต่างประเทศ ก็จะช่วยให้เกิด DEMAND นี้มากขึ้น 3.ความ "ตั้งใจ" ที่จะคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไว้จากการประชุม 2 ครั้งที่ผ่านมาของ ธปท. สะท้อนให้เห็นว่า ธปท. จะใช้ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนมา "คุม" เงินเฟ้อให้มากขึ้น เมื่อพิจารณาเห็นว่าเงินเฟ้อน่าจะเป็น "Cost Push" มากกว่า "Demand Pull" หาก FED จะเลิกลงดอกเบี้ย (Ending of The Easing Cycle) ความตั้งใจในข้อ 3 ข้างต้นคงจะเปลี่ยนแปลง โดยที่ข้อเท็จจริง 1 และ 2 ยังคงเป็นจริงอยู่ ดังนั้นจึงขอทำนาย (ต่อจากข้างบน) ต่อไปว่า 1.อัตราดอกเบี้ยของไทย คงจะไม่ลดลงแล้วในปีนี้ 2.หากอัตราดอกเบี้ยของ FED เป็นไปตามคาด (ขึ้นในปลาย Q4 ต่อเนื่องต้นปี 2552) และดอกเบี้ยไทยคงที่ เราคงจะเห็นค่าของเงินบาทอ่อนลง ถ้าให้เดาก็คงไปอยู่ที่ประมาณ 33-35 บาท/ดอลลาร์ 3.หากราคาน้ำมันดิบยังป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ (100-120 ดอลลาร์) และเงินบาทอ่อนค่าไปจริง คงได้เติมน้ำมันลิตรละ 40 บาท และจากนี้ผมก็ไม่อยากจะทำนายหรือเดาต่อไปว่าแล้วข้าวสารจะขายถุงละเท่าไร น้ำมันพืชทำกับข้าวจะขายลิตรละเท่าไร เพราะแค่นึกก็เหนื่อยแล้ว และหวังอยู่ลึกๆ ว่า ผมจะเป็นคนวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ ข้างต้น ผิด
|