|
||||||||||||||
|
ได้เงินจากไหนมาขึ้นราคาอ้อย
โดย โสภิณ ทองปาน มติชนรายวัน วันที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11015 ทําไมต้องคำถามอย่างนี้ไม่ได้อ่านข่าวเลยหรือ ไปหลับหูหลับตาอยู่ไหน? อ่านอ่านทุกวันพลาดไม่ได้เดี๋ยวตกข่าว จะไม่ทันสมัยทำให้ได้ทราบคำพูดใหม่ๆ เอาไปคุยในวงเหล้า เรื่องอ้อยก็อ่าน ทราบตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายนแล้ว ข่าวมีว่าเมื่อวันเสาร์ที่ 26 เมษายน ท่านนายกฯ รองนายกฯ (คุณสุวิทย์) ผู้กองหญิงระนองรักษ์ รมช.กระทรวงการคลัง และตัวแทนชาวไร่อ้อยกว่าหนึ่งพันคนมาร่วมรายการ "นายกฯพบชาวไร่" ที่โรงแรมสีมาธานี สมาพันธ์ชาวไร่อ้อยฯยื่นข้อเสนอขอขึ้นราคาอ้อยเป็น 807 บาทต่อตัน และเห็นควรปรับราคาน้ำตาลซื้อจากโรงงานจากกิโลกรัมละ 14 เป็น 15 บาท (หรือ 15 เป็น 20 สำหรับน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์) และเรื่องอื่นๆ ที่เห็นว่าควรสนับสนุนเพราะต้นทุนสูงขึ้น (มติชนรายวัน และกรุงเทพธุรกิจ ประจำวันที่ 27 เมษายน) บ่ายวันอาทิตย์ที่ 27 แวะไปร้านสรรพสินค้าสามร้าน ในเวลาใกล้เคียงกัน (อย่าแปลกใจเพราะรอบๆ บ้านผู้เขียนมีถึงสามร้าน) ดูในรถเข็นใส่สินค้าทุกคันจะมีน้ำตาลคันละสามสี่ถุง (ถุงละ 1 ก.ก.) เข้าใจราคาประมาณกิโลกรัมละ 18-19 บาท วันอังคารที่ 29 เมษายน ครม.อนุมัติให้ตามที่เสนอ วันเดียวกันบางห้างต้องกำหนดจำนวนซื้อ ขณะที่เขียนในวันพุธ ข่าวว่าน้ำตาลจะขาดตลาด หลังจากนี้ต้องมอบให้เป็นหน้าที่ของกรมการค้าภายใน จะเล่าให้ฟัง โดยข้อเท็จจริง ราคาน้ำตาลมิใช่จะมาตกลงกันในห้องประชุมโรงแรม แต่มีคณะกรรมการของทางการร่วมกับตัวแทนอุตสาหกรรมน้ำตาล ตัวแทนชาวไร่ พิจารณาข้อเท็จจริง ถ้าตกลงกันก็จะได้ราคาอ้อยเรียกว่าราคาอ้อยเบื้องต้น ทำไมต้องเบื้องต้น เพราะราคาอ้อยจริงจะต้องพิจารณาตอนปลายฤดู ขั้นตอนเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ พ.ศ.2527 ตาม พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 ซึ่งประกาศใช้วันที่ 8 สิงหาคม มีกฎหมายรองรับและวิธีการปฏิบัติอีกมากมาย โดยสรุปสั้นที่สุด จากอ้อยที่ผลิตทั้งหมด (เช่น สมมุติว่า 73 ล้านต้น) เข้าโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศ ผลิตเป็นน้ำตาลจำหน่ายในประเทศเท่าใด มีทั้งน้ำตาลทรายขาวธรรมดาและทรายขาวบริสุทธิ์ เรียกว่าโควต้า ก.ไม่เปลี่ยนแปลงมาก รู้กันอยู่ว่าภายในประเทศกินน้ำตาล เช่น ประมาณ 18 ล้านตัน หรือ 1,800 ล้านกระสอบ โควต้า ข. สำหรับจำหน่ายต่างประเทศ ส่วนหนึ่งส่งออกโดยบริษัทอ้อยและน้ำตาลไทยและส่วนหนึ่งจำหน่ายคืนให้กับโรงงาน และอีกส่วนหนึ่งให้โรงงานน้ำตาลส่งออกเองมีทั้งน้ำตาลทรายดิบ และน้ำตาลทรายขาว เฉพาะส่วนนี้เรียกว่าโควต้า ค. เอารายรับที่ได้จากโควต้าทั้งสามลบด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการจำหน่ายของทุกโควต้าหารด้วยปริมาณอ้อยเข้าหีบ คงไม่ต้องยกสูตรคำนวณมาแสดง ก็จะได้ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายต่อตัน รายรับข้างต้นในย่อหน้านี้ต้องคูณจุดเจ็ด (0.7) เพราะระบบอ้อยและน้ำตาลเป็นระบบแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาลตามสัดส่วน 70:30 ก็ได้ราคาอ้อยขั้นสุดท้าย ส่วนที่เหลือเป็นส่วนของโรงงานน้ำตาลทั้งระบบ ปัญหาจะเกิดขึ้นก็เมื่อราคาอ้อยขั้นต้น (เช่น 807 บาท) ต่ำกว่าราคาอ้อยขั้นสุดท้าย จะเอาเงินที่ผู้บริโภคซื้อน้ำตาลระหว่างวันที่ 27 เมษายน ถึงขณะนี้ก็ไม่เกี่ยวกับระบบนี้ เป็นเรื่องร้านค้า ตัวอย่างที่เกิดขึ้นบ่อย คือราคาอ้อยขั้นต้นสูงกว่าราคาสุดท้าย รัฐบาลจะหาเงินมาจากไหน มอบให้คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เป็นผู้รับผิดชอบ กอน.ก็ต้องแบะแบะเพราะไม่มีเงิน ต้องไปอ้อนวอนเจ้าเก่าคือ ธ.ก.ส.ซึ่งขณะมี กอน.หนี้อยู่แล้วประมาณหมื่นเจ็ดพันล้าน ทั้งประเทศมีโรงงานน้ำตาลอยู่เกือบ 50 โรง เนื้อที่ปลูกอ้อยที่คุยกันก็ราวหกถึงเจ็ดล้านไร่ ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 6-7 ตัน จะได้ผลผลิตอ้อยราวเจ็ดสิบสามล้านตัน ต้องหาเงินมาโปะเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับราคาอ้อยขั้นสุดท้าย ซึ่งต้องต่ำกว่า 807 บาทแน่ จะแค่ไหนก็ต้องบนบานพระราหู ตัวอย่างในปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2550/51) ราคาอ้อยเบื้องต้นกำหนดไว้ 700 บาท ทุกรัฐบาลจะกำหนดราคาสูงไว้ด้วยเหตุผลเหมือนรัฐบาลนี้ แต่เมื่อสิ้นสุดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายออกมาแค่ 600 บาท เหตุผลก็อย่างที่รู้ๆ กัน คือราคาน้ำตาลในตลาดโลกต่ำ ค่าเงินบาทแข็งชาวไร่อ้อยก็อยากได้ราคาอ้อยเบื้องต้นคือ 700 บาท กอน.ไปกู้ ธ.ก.ส. ได้จ่ายไปแล้วตันละ 62 บาท ใช้เงินไปแล้วสี่พันกว่าล้าน ยังเป็นหนี้อีกตันละ 38 บาท รัฐบาลอนุมัติให้ราคาอ้อยเบื้องต้นของปีที่แล้วแทนที่ 700 บาท อย่างเดิมแต่เพิ่มเป็น 807 บาทต่อตัน ของเก่ายังไม่ได้จ่าย 38 บาท และของใหม่อีกตันละ 107 บาท (807 ลบด้วย 700) รวมต้องจ่ายเพิ่ม 145 บาทต่อตัน (107 บวกด้วย 38) ค่อยๆ อ่าน อย่างง คนเขียนก็งง ถามว่าทั้งหมดต้องใช้เงินเท่าใดก็เอา 73 ล้านตันคูณด้วยตันละ 145 บาท นึกเอาเถอะ อย่าให้ต้องเขียนเลย และจะเอาเงินมาจากไหน กู้ ธ.ก.ส.อีก จะใช้หนี้เมื่อใด อย่าไปคิด คนไทยทั่วไปไม่คิดอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้จึงต้องขึ้นราคาน้ำตาลหน้าโรงงานอีกกิโลกรัมละ 5 บาท จาก 14 เป็น 19 และจาก 15 เป็น 20 แล้วแต่น้ำตาลชนิดไหน ทรายขาวหรือทรายขาวบริสุทธิ์ ต้องรวมค่าถุงบรรจุ ค่าบรรจุ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ขอชมคนที่ซื้อน้ำตาลบ่ายวันอาทิตย์และวันจันทร์ จนน้ำตาลพร่องไปเกือบครึ่ง เห็นแล้วว่าที่สื่อบ่นกันว่ารัฐบาลไม่มีผลงาน ท่านนายกฯน้อยใจ ถามกลับว่าเป็นการบริหารประเทศ จะให้ผลงานออกมาเร็วได้อย่างไร มิใช่รัฐบาลถั่วงอก แต่การที่นายกฯ ตอบรับให้ขึ้นราคาน้ำตาลเมื่อวันเสาร์ที่ 26 เมษายน โดยใช้เวลาไม่เกินสองชั่วโมง เร็วจริงๆ เร็วกว่าเอาถั่วเขียวไปแช่น้ำเพาะถั่วงอก ท่านผู้อ่านเห็นว่าควรจะให้ชื่อใหม่ว่าเป็นรัฐบาลอะไรดี! หน้า 6 อ้อย-น้ำตาล-รัฐธรรมนูญ คอลัมน์ เดินหน้าชน โดย สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม มติชนรายวัน วันที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11015 ยังงงๆ อยู่กับการที่รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานอีกกิโลกรัมละ 5 บาท ทำให้ราคาขายปลีกน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม จากกิโลกรัมละ 18.25 บาท เป็น 23.60 บาท รัฐบาลอ้างว่าเพื่อเพิ่มราคาอ้อยขั้นต้นปี 2550/51 เป็น 807 บาท/ตันอ้อย จากเดิมอยู่ที่ 600 บาท/ตันอ้อย ก่อนหน้านี้มีการเพิ่มราคาอ้อยขั้นต้นไปแล้วอีกตันละ 100 บาท/ตันอ้อย รวมเป็น 700 บาท/ตันอ้อย โดยให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 62 บาท/ตันอ้อย อีก 38 บาทให้โรงงานน้ำตาลกู้มาเพิ่ม จึงเหลืออีก 107 บาท/ตันอ้อย รวมกับเงินกู้เดิมของกองทุนอ้อยฯ 62 บาท/ตันอ้อย เท่ากับต้องกู้เพิ่มอีก 169 บาท/ตันอ้อย เท่ากับว่าจะต้องกู้รวมเป็นเงินกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่หนี้เดิมมีอยู่กว่า 1.2 หมื่นล้านบาท รวมแล้วเป็นหนี้กว่า 2.4 หมื่นล้านบาท เดิมกองทุนพยายามที่จะกู้ ธ.ก.ส.อีก 107 บาท/ตันอ้อย แต่ ธ.ก.ส.ปฏิเสธที่จะให้กู้ โดยให้เหตุผลว่าไม่มีหลักประกันในรื่องรายได้ที่ชัดเจน หนทางเดียวที่จะเป็นหลักประกันในการกู้เงิน จึงต้องขึ้นราคาน้ำตาลทราย การขึ้นราคาน้ำตาลทรายครั้งนี้จึงไม่ได้นำเข้าระบบแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่อ้อยกับโรงงานน้ำตาล 70:30 แต่ให้นำไปใช้หนี้ ธ.ก.ส.ทั้งหมด ในปีนี้โควต้า ก ที่ใช้บริโภคภายในประเทศอยู่ที่ 19 ล้านกระสอบ แต่ขึ้นงวดขายไปแล้ว 7.2 ล้านกระสอบ แต่ยังมีบางส่วนเหลือค้างกระดาน (ขายไม่หมด) และในส่วนที่ยังไม่ขึ้นงวด รวมประมาณ 13 ล้านกระสอบ ดังนั้น การขึ้นราคาน้ำตาลทรายในปีนี้ จึงจะมีรายได้ประมาณ 6.5 พันล้านบาท ขณะที่ในอีก 2 ปีหน้า หากโควต้า ก อยู่ที่ 18-19 ล้านกระสอบ ก็จะมีรายได้เพิ่มอีกตกปีละเกือบหมื่นล้านบาท รวม 3 ปีก็ราว 2.5-2.6 หมื่นล้านบาท ที่จะใช้หนี้ ธ.ก.ส.หมด แถมยังมีเหลืออีก 1-2 พันล้านบาทด้วย แต่การขึ้นราคาน้ำตาลทรายครั้งนี้ เพื่อช่วยใช้หนี้ชาวไร่อ้อยนั้น ชอบธรรมมากน้อยแค่ไหน เป็นเรื่องที่ยังน่ากังขา อย่าลืมว่าผลผลิตอ้อยในปีนี้ที่มีกว่า 72.3 ล้านตันอ้อย ผลิตน้ำตาลทรายได้ 77 ล้านกระสอบ ขณะที่ใช้บริโภคภายในประเทศเพียง 19 ล้านกระสอบ ที่เหลือกว่า 58 ล้านกระสอบส่งออก (โควต้า ข และโควตา ค) เท่ากับว่าคนไทยต้องจ่ายเงินซื้อน้ำตาลแพงกิน เพื่อช่วยรับภาระจากการส่งออกที่ราคาตลาดโลกตกต่ำอีกด้วย การอ้างเรื่องต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ก็พูดกันมาเป็นสิบปีแล้ว แต่ก็ยังเหมือนเดิม ผลผลิตอ้อยต่อไร่ยังอยู่ที่ 9-10 ตัน ขณะที่ประเทศบราซิลและออสเตรเลีย อยู่ที่ 13-15 ตัน/ไร่ แล้วการแก้ปัญหาก็ยังอยู่ในวังวนเดิมคือขึ้นราคาน้ำตาลทรายเพื่อช่วยชาวไร่อ้อย หากเป็นชาวไร่อ้อยตัวจริงเสียงจริง ก็ยังพอจะฝืนทำใจได้ แต่ทว่าผลประโยชน์ส่วนใหญ่มักจะไปตกกับชาวไร่บรรดาศักดิ์หรือหัวหน้าโควตาอ้อย ที่มีรถหรูๆ ขับ และเป็นหัวคะแนนสำคัญของนักการเมือง จึงยากจะยอมรับได้ ยิ่งการปรับราคาน้ำตาลทรายครั้งนี้ ก็มีกลิ่นอายทางการเมืองเจือปนอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ "สุวิทย์ คุณกิตติ" รองนายกฯและ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังแผ่นดิน ที่มีท่าทีไม่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าต้องการแก้ปัญหาเรื่องปากท้องชาวบ้านก่อน แต่หลังจากที่ "สุวิทย์" ควง "สมัคร สุนทรเวช" นายกรัฐมนตรีไปพบชาวไร่อ้อย ที่โคราช เมื่อวันที่ 26 เมษายน และตกปากรับคำจะเพิ่มราคาอ้อยให้ เช้าวันที่ 27 เมษายน "สมัคร" ก็ส่งสัญญาณชัดเจนผ่านรายการ "สนทนาภาษาสมัคร" ว่าจะปรับราคาน้ำตาลทราย เช้าวันที่ 28 เมษายน ก็มีคำสั่งศูนย์บริหารน้ำตาลทราย ชะลอการขึ้นงวดขายน้ำตาลทรายประจำสัปดาห์ ในทุกวันจันทร์ไว้ก่อน จากนั้นเรียกประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ด่วน แล้วมีมติให้ขึ้นราคาน้ำตาลทรายอีกกิโลกรัมละ 5 บาท ก่อนเสนอเข้า ครม.วันที่ 29 เมษายน แล้วมีมติอนุมัติเห็นชอบ ก่อนที่กระทรวงพาณิชย์จะประกาศขึ้นราคาน้ำตาลทรายขายปลีกให้มีผลในวันรุ่งขึ้นทันที เบ็ดเสร็จใช้เวลาเพียง 4-5 วัน ในการขึ้นราคาน้ำตาลทรายอย่างมหาโหดถึงกิโลกรัมละ 5 บาท เพื่อช่วยเหลือชาวไร่อ้อย เท่ากับว่าที่ "สุวิทย์" ยังไม่อยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าต้องการแก้ปัญหาปากท้องชาวบ้าน (ชาวไร่อ้อย) ก่อน ก็ได้รับการสนองตอบไปแล้ว ดังนั้น จึงไม่น่าจะมีข้ออ้างที่จะขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พรรคพลังประชาชนกำลังเร่งผลักดันอยู่ มิหนำซ้ำ การได้เสียงชาวไร่อ้อยมาเป็นพวกแล้ว การจะระดมพลมาสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็คงไม่ยาก การขึ้นราคาน้ำตาลทราย เพื่อช่วยชาวไร่อ้อย จึงถูกโยงเข้ากับกระแสการแก้รัฐธรรมนูญ โดยมีผู้บริโภคเป็นผู้รับกรรม หน้า 6
|